ธรรมใดที่ยังไม่เกิด
ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต




          เมื่อวันอังคารที่ ๘ มิ.ย. ๒๕๓๖ ตอนกลางคืนสมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตาสอน เรื่องธรรมใดยังไม่เกิดก็จงปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เจ้าระงับความสงสัยเรื่องท่านฤๅษีลงได้บ้าง ก็จักเป็นการดี เพราะที่ยังอารมณ์จิตให้เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน ไร้ความสงบ เพราะเรื่องนี้เป็นสำคัญ

          ๒. ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะเจ้ายังเข้าไม่ถึงพระอนาคามีผล จักมาสงสัยธรรมของท่านฤๅษี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณนั้น เป็นการไม่ถูกต้องยิ่งนัก ธรรมใดที่เกิดผ่านมาแล้ว จงปล่อยให้เป็นอดีตไป ธรรมใดที่ยังไม่เกิด ก็จงปล่อยเป็นเรื่องของอนาคต เจ้าจงหมั่นอยู่ในธรรมปัจจุบัน อยู่ในการแสวงหามรรคผลนิพพาน ตามกำลังบารมีธรรมของตนเองยังจักดีกว่า อารมณ์ในจิตจักได้สงบ การปฏิบัติธรรมก็จักได้ผล

          ๓. ความสงบระงับของจิตมีค่ามาก สำหรับผู้หวังเจริญในสมณะธรรม อริยทรัพย์เกิดได้ก็ตรงที่มีความสงบระงับของจิตเท่านั้น จิตทรงกำลังได้เต็มที่ จักสมถะภาวนาก็สงบ จักพิจารณาวิปัสสนาก็สงบ คือ ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง อารมณ์สบาย ๆ ก็จักเกิดขึ้นได้ที่ตรงนี้ กล่าวคือ ไม่มีอารมณ์ฝืนกฎธรรมดา จิตสงบเป็นสุขเมื่อพบกับธรรมอันเป็นธรรมดานั้น ไม่ดิ้นรนไขว่คว้าฝืนธรรมอันเป็นธรรมดานั้น เนื่องจากเห็นความไม่เป็นสาระของโลกธรรมดานี้ทั้งมวล

          ๔. เวลามีค่า หมั่นใช้เวลาพิจารณาธรรมให้เกิดประโยชน์ด้วย เมื่อเจ้าเข้าใจ จักเห็นโลกนี้คือธรรม กระทบสัมผัสอะไรก็เป็นธรรม แยกแยะออกได้ เห็นธรรมดาในธรรมที่กระทบนั้น

          ๕. ควบคุมอารมณ์จิตนี้ไว้ให้ดีๆ พิจารณาธรรม คือ ธัมมะวิจยะ แต่ไม่ตำหนิธรรมหรือใช้อารมณ์ปรุงแต่งธรรม รู้เท่าทันอารมณ์เข้าไว้ รู้เท่าทันธรรมอันเป็นธรรมดาเข้าไว้ สงบกาย - วาจา ใช้จิตพิจารณาอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าธรรมภายในหรือธรรมภายนอกก็ดี

          ๖. เจ้าอย่าได้หยุดใคร่ครวญ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ทำให้เป็นสันตติ แล้วจิตของเจ้าก็จักเจริญในธรรม เห็นธรรมที่เป็นไปนั้นอย่างชัดเจน

          ๗. จับหลักธรรมดาเข้าไว้ แยกพิจารณาเป็นธรรมโลกุตระ หรือธรรมโลกียะ แล้วเห็นความธรรมดาในธรรมนั้น ๆ ปรารถนาอยากได้อริยทรัพย์ ก็จักต้องเลือกเก็บธรรมให้เป็นด้วย

 

          ปกิณกะธรรมที่ควรรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม

          อังคารที่ ๘ มิ.ย.๒๕๓๖ ความสำคัญโดยย่อ ดังนี้

          ๑. พิจารณาโทษของทุเรียน ผู้ไม่ประมาทในธรรมทุกคน ควรพิจารณาถึงคุณและโทษของอาหารก่อนจะบริโภคก่อนเสมอว่า หากกินเข้าไปแล้วมันเหมาะกับ ร่างกายเราไหม เราเคยแพ้อาหารประเภทใดบ้าง เช่น กินแล้วท้องเสีย , ท้องผูก, อาหารไม่ย่อย, ลมพิษขึ้น เป็นต้น อย่าเห็นแก่กินโดยขาดการพิจารณาเสียก่อน ส่วนอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้นค่อยว่ากันภายหลัง เพราะผู้รู้ทุกคนย่อมทราบดีว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรหนีความสกปรกไปได้ ทุกสิ่งของอาหารมาจากสิ่งสกปรกหรือสิ่งปฏิกูลทั้งสิ้น อาหาเรปฏิกูลสัญญา เป็นข้อวัตรปฏิบัติของพระท่าน โดยเฉพาะจรณะ ๑๕ ข้อที่ ๓ โภชเนมัญตัญญุตา

          วันนี้เรามาพิจารณา เรื่องโทษของการกินทุเรียนกัน ทุกคนหากไม่โง่จนเกินไป ย่อมรู้ดีว่า กินทุเรียนแล้วร้อนใน ทั้ง ๆ ที่รู้ก็ยังกินกันโดยขาดสติสัมปชัญญะ กินมากเท่าใดทุกข์มากเท่านั้น ยิ่งกินฟรีหรือทุเรียนราคาถูก เขาลดราคาให้เพราะมันงอมหรือสุกมาก มีกลิ่นฉุนจัด เนื้อเละ ๆ เป็นปลาร้า ส่งกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระยิ่งชอบ สมมุติสงฆ์ท่านหนึ่งเล่าว่า อาตมาฉันเข้าไป ๔ -๕ ลูก นอนไม่ได้เลย เพราะมันร้อนมากทั้งกายและใจ ต้องลงไปแช่อยู่ในน้ำเกือบทั้งวัน เข็ดจนตาย ดังนั้น ทุเรียนที่กลิ่นไม่จัด เช่น หมอนทองจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะสุกช้า เนื้อแข็ง ไม่เละง่าย และกลิ่นไม่แรง ปัจจุบันมีผู้ผสมพันธ์ทุเรียนที่เกือบไม่มีกลิ่น(กลิ่นน้อยมาก) ออกขายแต่ราคายังแพงอยู่ ก็ขอจบไว้แค่นี้ เพราะหากจะให้เขียนเรื่องทุเรียนจริง ๆ คงจบยาก

          ๒. เรื่องเป็นแผลห้ามกินของแสลง พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ความว่า ยามป่วยไข้ไม่สบาย ควรงดของแสลง เพราะจะทำให้หายช้า หรือคนไข้ที่ดีควรงดของแสลง ในทางโลก ผมไม่ได้ยินกับหูผมเอง แต่มีผู้มาบอกอ้างว่า หลวงพ่อฤๅษีท่านว่า

               ก) เวลาเป็นแผล ห้ามกินฟักทองเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลเน่าได้

               ข) หมอจีนที่ภาคใต้ว่า คนเป็นแผลห้ามกินปลาทู แผลจะเน่าเป็นน้ำเหลืองเยิ้มหายช้า

          เรื่องเหล่านี้มิได้บอกเหตุผลไว้ว่าเพราะอะไร และคนอ่านแล้วค้านได้ ยกเว้นของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ เพราะบอกเหตุผลไว้ และสิ่งใดไม่จริง พระองค์จะไม่ตรัส ตรัสอย่างไรย่อมเป็นไปอย่างนั้น ไม่เป็นอื่น คำตรัสของตถาคตไม่เคยเป็นสอง

          ๓.เรื่องแผลจากกินของสงฆ์ ในอดีตหลวงพ่อท่านเคยอนุญาตไว้กับพี่นนทาความว่า อนุญาตให้คนที่มาอาศัยวัดอยู่ แล้วช่วยทำงานให้กับวัด มาเบิกนมข้นกาแฟได้ที่ตึกริมน้ำ (ที่พักของหลวงพ่อ) ผมรู้และรับทราบจากหลวงพ่อโดยตรงว่าหลวงพ่อท่านเป็นผู้ไม่ประมาท ท่านจึงชำระหนี้สงฆ์ไว้ล่วงหน้าก่อนทุก ๆปี ด้วยเงินจำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันคนที่มาวัดตกนรก เพราะเที่ยวเก็บของวัดไป จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี ล้วนแต่มีโทษทั้งสิ้น เช่น เก็บดอกไม้, ผลไม้ ที่มีอยู่ในวัด เป็นต้น ท่านทำตามอาจารย์ ของท่าน คือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค (ในประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคก็มี กรุณาหาอ่านได้) แต่ในปัจจุบันหลวงพ่อท่านไม่อยู่แล้ว เป็นอดีตธรรมไปแล้ว และในปัจจุบันไม่มีทราบว่า เจ้าอาวาสองค์ใหม่พระครูปลัดอนันต์ฯ ท่านปฏิบัติตามหลวงพ่อหรือเปล่า จึงไม่ควรจะเสี่ยงกับนรก ครั้งหนึ่งหน้ามะม่วง มะม่วงของวัดออกลูกเต็มต้น หลวงพี่องค์หนึ่งท่านก็ขยันนำลูกน้องของท่านมาสอย เอามาเป็นประโยชน์ด้วยความปรารถนาดี แล้วท่านก็นำมาแจกคนในวัดรวมทั้งผมด้วย ผมก็ต้องรับความปรารถนาดีของท่าน แต่ผมก็ไม่แน่ใจเรื่องการกินของสงฆ์ ซึ่งกินแล้วเป็นแผลที่ใจ หากปล่อยไว้นานจะรักษายาก จึงนำเงินไปชำระหนี้สงฆ์เสีย แผลที่ใจก็หายได้สนิท คนที่มองโง่เห็น เพราะความโลภบังตา (ตาปัญญา) ยิ่งมานะสูง คิดว่าตนเองแน่ แผลที่ใจก็เป็นเรื้อรัง รักษาได้ยาก

          ๔. วิธีชำระหนี้สงฆ์ ผมจำมาจากเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมมากับผมกว่า ๒๐ ปีแล้ว ท่านทำดังนี้คือ ว่าง ๆ ท่านก็นำเงินไปใส่ตู้ชำระหนี้สงฆ์ของวัด แล้วอธิษฐานว่าข้าพเจ้าขอชำระหนี้สงฆ์ไว้ล่วงหน้าจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน เพราะความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ซึ่งนับว่าเป็นอุบายที่ดี ใครเห็นด้วยก็นำไปใช้ได้ท่านไม่หวง การชำระหนี้สงฆ์จึงเป็นการรักษาแผลที่ใจได้อย่างดี

          ๕. ละในสิ่งที่ควรละ เก็บในสิ่งที่ควรเก็บ มิฉะนั้น จิตมันจะมีอารมณ์ขี้เก็บหรือเก็บขี้ เห็นของดีว่าเลว เห็นของเลวว่าดี เหมือนเพลงลูกทุ่งที่เขาร้องว่า มันแปลกจริงหนอสิ่งที่ควรจะจำกูกลับลืม สิ่งที่ควรจะลืมกูกลับจำ หรือเหมือนกับหลวงพ่อท่านพูดสอนลูกสาวในอดีตชาติของท่านคนหนึ่งมีความว่า หากใครเขามาด่าเอ็งแล้ว เอ็งลืมได้เร็วอย่างนี้ก็ดีไม่น้อย ทีพระธรรมคำสอนที่มีคุณค่าสูงสุดในโลกนี้เอ็งกลับลืมได้ลืมดี เพราะตอนตี ๔ จะมีเทปคำสอนของหลวงพ่อท่านออกอากาศตามสายดังไปทั่ววัด ลูกสาวตื่นมาฟังก็จริงอยู่ แต่ตอนเช้าประมาณ ๗.๐๐น. ท่านถามก็ตอบว่า หนูลืมไปแล้วค่ะ สรุปว่ายิ่งเก็บขี้มากเท่าใด โรคแผลที่ใจก็ยิ่งกำเริบมากขึ้นเท่านั้น ในทางปฏิบัติ เราจะต้องแยกธรรมของชาวโลก เช่น โลกธรรม ๘ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นโลกียะทรัพย์ ออกจากโลกุตระทรัพย์ หรืออริยทรัพย์ให้ได้ เพราะโลกุตระทรัพย์นั้นเที่ยง ใครทำใครได้ และเอาติดใจเราไปได้ (เราคือจิต หรืออาทิสมานกาย ซึ่งมาอาศัยร่างกายหรือขันธ์ ๕ อยู่ชั่วคราวเท่านั้น) ขอเขียนไว้สั้น ๆ เท่านี้

          ๖. กรรมฐานทั้งหลายมาแต่เหตุ นี่คือคำย่อของอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นตัวปัญญาหรือวิปัสสนาสูงสุดในพุทธศาสนา และมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่น ๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าด้วยอริยสัจ ๔ ทั้งสิ้น ที่ยกจุดนี้มาก็เพราะปัจจุบันนี้มีพระพุทธเจ้ามาแสนกว่าองค์แล้ว แต่เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าองค์แรก (พระพุทธสิขีทศพล) หรือเรียกย่อ ๆ ว่าสมเด็จองค์ปฐม จึงมาสอนพวกเรา ซึ่งหัวดื้อ หัวรั้นขี้เกียจทุกคน มีคำสอนตอนหนึ่งที่พระองค์ตรัสว่า เวลาไปไหนอย่าไปคนเดียว ให้ไปกับพระ ๔ องค์

               องค์ที่ ๑ คือ ตถาคตหรือสมเด็จองค์ปฐม ให้ครอบคลุมร่างกายเธอไว้

               องค์ที่ ๒ คือ สมเด็จองค์ปัจจุบัน เพราะพวกเธอต้องการเป็นสาวกของท่าน ให้เอาไว้ที่ศีรษะ

               องค์ที่ ๓ คือ หลวงพ่อปาน วัดบางโคนม ให้เอาไว้ที่หน้าอก

               องค์ที่ ๔ คือ ท่านฤๅษี(หลวงพ่อ)ให้เอาไว้ที่ฐานเหนือสะดือ

          ทรงตรัสว่า...

          ๑. ลูกศิษย์ท่านฤๅษีนั้นส่วนใหญ่ ล้วนเป็นลูก - หลานของท่านมาก่อนทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของหลวงพ่อปาน วัดบางโคนม ทั้งสิ้น

          ๒. ตถาคตเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในโลก จึงต้องบำเพ็ญ บารมีมานานกว่าธรรมดา คือ นานถึง ๔๐ อสงไขย กำไรแสนกัป เพื่อวางหลักสูตรของพระพุทธเจ้าไว้ ๓ พวก

               ก) ปัญญาธิกะ ต้องใช้เวลา ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป

               ข) ศรัทธาธิกะ ต้องใช้เวลา ๘ อสงไขยกำไรแสนกัป

               ค) วิริยาธิกะต้องใช้เวลา ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป

          ผมไม่ขออธิบายรายละเอียด แต่เน้นให้พวกเรารู้ว่าพวกเราส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของพระองค์ท่าน (สมเด็จองค์ปฐม) ปัจจุบันนี้มีพระพุทธเจ้ามาแสนกว่าองค์แล้ว มันเป็นเวลาเท่าไหร่แล้วนับไม่ถ้วนหรือนับไม่ได้เลย พวกเรายังเป็นพาลเกเรอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่รู้จักไปพระนิพพานกันเสียที เพราะกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอและให้ผลไม่มีผิดด้วย กฎของกรรมทรงตรัสไว้ว่าเป็นอริยสัจขั้นสูง ก็คือกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุนี่แหละ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะรีบเร่งปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจังเสียที เพื่อไปพระนิพพานกันให้หมด เพราะเหตุนี้แหละพระองค์จึงเมตตาพวกเรา ตามมาแนะนำสั่งสอนวิธีปฏิบัติธรรม เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ซึ่งผมได้รวบรวมพิมพ์แจกให้เป็นธรรมทาน พวกเราที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระองค์ ต่างก็ช่วยกันทำบุญเป็นธรรมทาน ซึ่งชนะทานทั้งปวง เพื่อทำให้เกิดปัญญาตัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ให้หมดไปโดยเร็วที่สุด คือภายในชาตินี้ทุกคน (ถ้าเอาจริงเอาจัง)

          ผมก็ขออธิบายไว้แต่เพียงเท่านี้ หวังว่าท่านอ่านแล้วคงจะเข้าใจ หายจากโรคขี้เกียจเสียที

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่