ศีล สมาธิ ปัญญา




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าทิ้งศีล-สมาธิ-ปัญญา ให้ขาดออกจากจิตเป็นอันขาด การรักษาศีลยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้สมาธิ และปัญญาละเอียดมากขึ้นเท่านั้น

          ๒. การปฏิบัติศีลทุกข้อเพื่อทำให้จิตพ้นจากการเบียดเบียนจากอารมณ์ของกิเลส มรรค ๘ ซึ่งย่อลงมาเหลือศีล-สมาธิ-ปัญญานั้นต้องไปด้วยกันเสมอ ในขณะที่จิตเจริญพระกรรมฐานพระอริยเจ้าทุกองค์ ไม่มีใครทิ้งศีล-สมาธิ-ปัญญาให้ขาดจากกัน

          ๓. คำว่าอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา ต้องมีครบถ้วนในพระอริยเจ้าทุกระดับ สักแต่ว่ากำลังย่อมแตกต่างกันตามระดับบารมีธรรมนั้นๆ จำไว้พวกเจ้าอย่าทิ้งศีล และตราบใดที่ยังไม่ถึงพระอรหันต์ คำว่าศีลบริสุทธิ์หมดจดยังไม่มีในจิตของพวกเจ้า ซึ่งพระอรหันต์ท่านมีศีลบริสุทธิ์ถึงที่สุด คือมโนกรรมบริสุทธิ์ แต่ก็มิได้หมายความว่าท่านทิ้งศีล เพียงแต่อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ทรงตัวอยู่ในจิตของท่าน โดยไม่ต้องระมัดระวังในการรักษา จิตของท่านทรงตัวอยู่ในโลดุตรธรรมเบื้องสูง คำว่าโทษอันเกิดจากการละเมิดศีล-สมาธิ-ปัญญานั้น ไม่มีในจิตของท่าน อาบัติทั้งปวงจึงไม่มีสำหรับท่านอีกต่อไป

          ๔. จงศึกษาจรณะ ๑๕ ให้ดีๆ หากทรงได้ครบ ก็ได้ชื่อว่าเดินตามรอยบาทของตถาคต ศีล-สมาธิ-ปัญญาจักไม่มีวันบกพร่อง และอาศัยอิทธิบาท ๔ ปฏิบัติธรรมทุกข้อให้ทรงตัว มีพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขาจิตของตนเอง เป็นหลักสำคัญเข้าไว้ วิชชา ๘ ประการคือ ญาณทั้ง ๘ อย่างก็จักทรงตัว เมื่อศีลมี สมาธิมี ปัญญาก็เกิด การเจริญพระกรรมฐานหมดไหน ก็ย่อมได้ผลทุกเมื่อ การเข้าถึงพระอริยเจ้าเบื้องสูงก็มิใช่เป็นของยาก

          ๕. จงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คำว่าเจริญพระกรรมฐานจงจำไว้คือการที่เจริญจิตให้ทรงอยู่ในธรรม หรือกรรมซึ่งมีฐานแห่งความดี ดีในที่นี้คือ โลกุตรธรรมยังอารมณ์จิตให้พ้นโลก วิสัยโลกก็คืออารมณ์จิตที่เต็มไปด้วยโมหะ โทสะ ราคะนั้นนั่นเอง

          ๖. อย่าลืมศีลทุกข้อละเมิดแล้ว ทำให้เกิดอารมณ์ที่เป็นวิสัยโลกียะทั้งสิ้น ศึกษากันให้ดีๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่