พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

พฤศจิกายน ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงเน้นเรื่องบารมี ๑๐ เช่น วิริยะ-ขันติ-สัจจะ-อธิษฐาน-เมตตาและอุเบกขาบารมี โดยมีปัญญาคุมในการทำงานทางโลก และทางธรรม – จงหาความพอดีให้พบ – โลกไม่เที่ยง ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ – จงอยู่แต่ปัจจุบันธรรม – พยายามอย่าปรุงแต่งธรรม – สำรวมอายตนะสัมผัสให้มาก และให้เชื่อแต่พุทธพยากรณ์เท่านั้น)

          ๑. จงอย่าท้อใจ จักเป็นการทำปัญญาให้ถอยหลัง เพราะเป็นอารมณ์ปฏิฆะ เป็นนิวรณ์หรือความชั่วของจิต จงพยายามเข้มแข็ง และอดทนเข้าไว้กับอุปสรรคทั้งปวง และจงรักษากำลังใจให้เป็นสุข มีความสงบของจิตให้มากๆ จักได้มีปัญญาเกิดขึ้นในจิต โดยไม่ต้องอาศัยธรรมที่ปรุงแต่ง จิตจักมีปัญญาเข้าถึงธรรมล้วนๆ ได้อย่างมั่นใจ และมั่นคงอย่างแท้จริง ไม่หวั่นไหวไปกับกิเลสทั้งปวง

          ๒. อย่ากังวลใจ เพราะเป็นนิวรณ์หรือความชั่วของจิต ทำปัญญาให้ถอยหลังเช่นกัน พยายามวางจิตไว้กับปัจจุบันธรรมเป็นดีที่สุด

          ๓. นิพพานเป็นของไม่ยาก แต่การวางจิตให้มีกำลังใจตัดกิเลสเพื่อให้เข้าถึงพระนิพพาน เป็นของยาก ถ้าไม่ตั้งใจตัดจริงๆ ก็บรรลุได้ยาก คนทำความเพียรเพื่อพระนิพพาน ก็อุปมาเหมือนการหยดน้ำใส่ในตุ่ม ถ้าหากขยันตักมาหยดใส่ประจำโดยไม่ขี้เกียจ ก็จักเต็มได้ในไม่ช้า แต่ถ้าขี้เกียจก็ไม่รู้จักเต็มตุ่มสักที กำลังใจของการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ถ้าปักแน่นในความตั้งใจแล้ว ตรวจจิตดูหาจุดบกพร่องตรงไหน หมั่นอุดรูจุดนั้น ทำให้จริงๆ จังๆ ก็จักประสบผลสำเร็จ การตรัสนี้เป็นการชี้แนะเท่านั้น ทำได้หรือไม่ได้ ก็อยู่ที่ตัวของเจ้าเอง

          ๔. จงหาความพอดีให้พบ และจงอย่าเอากิเลสมาทำงาน อย่าเอาอารมณ์ความอยากเข้ามาทำงาน จงทำงานด้วยความตั้งใจจริง อันกอปรไปด้วยปัญญา ทำตามความเหมาะสมของงาน แล้วงานจักออกมาด้วยดี จงวางกำลังใจให้ได้อย่างนี้ ทำอะไรให้สมควรแก่เวลา และสมควรแก่ร่างกาย อย่าสักแต่ว่าเอาแต่กำลังใจอย่างเดียว จักเบียดเบียนจิตใจตนเอง และร่างกายก็จักทรุดโทรมตามไปด้วย เพราะขาดการพิจารณาใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ

          ๕. การทำใจให้สงบจากกิเลส จักต้องอาศัยบารมี ๑๐ อย่างครบถ้วน จุดนี้ที่เห็นอ่อนแอมากก็คือ ขาดขันติกับอุเบกขาบารมี แล้วก็อ่อนเมตตาบารมีให้กับจิตใจของตนเอง จิตมักถือเอาอารมณ์ปรุงแต่งขึ้นมาทำร้ายจิตของตนเองอยู่เสมอ จุดนี้เป็นจุดที่พึงต้องแก้ไขอย่างยิ่ง อนึ่งที่กำลังใจไม่เข้มแข็ง ก็เพราะขาดอานาปา ทำให้สติไม่ค่อยจักสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจักต้องหันกลับมารู้ลมหายใจเข้า-ออกให้ได้ปกติ

         ๖. อย่าห่วงอะไรทั้งหมด ทำอะไรให้ตัดกังวลออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ จงคิดเอาไว้เสมอว่าโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเที่ยง ให้จิตยอมรับสภาพของโลกตามความเป็นจริง ให้เพียรพยายามชำระจิต อย่าให้ติดอยู่กับโลก จงอย่ายึดถืออะไรในโลกที่ไม่เที่ยงมาเป็นสรณะ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า โลกก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีอะไรผิดธรรมดา ทำใจให้ได้อย่างนี้

         ๗. ปกติของจิตใจมีอารมณ์สับปลับ กลับกลอกอยู่เสมอๆ นั่นเป็นปกติธรรมของจิตใจ ตราบใดที่ยังตัดสังโยชน์ ๑๐ ให้ขาดโดยเด็ดขาดไม่ได้ นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ให้หมั่นรู้อารมณ์ของจิตเอาไว้ให้เสมอๆ จักได้เห็นหน้ากิเลสได้ชัดๆ แล้วจึงจักแก้ไขได้

         ๘. รักษากำลังใจให้ดี อย่าไปตกใจกับเรื่องใดๆ ทั้งหมด อะไรมันจักเกิดมันก็ต้องเกิด คิดเอาไว้ว่าโลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เป็นอนัตตา ทุกอย่างจงอย่ายึดเอามาเป็นสรณะ ทำกำลังใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นไป

          ๙. ร่างกายเราหรือร่างกายใคร ย่อมเป็นไปตามกฎของกรรม ไม่มีใครสามารถจักฝืนกฎของกรรมไปได้ อย่าโทษใคร หรือโทษตนเองว่า ทำให้เกิดกฎของกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ จงรู้ว่ากรรมมีมาแล้ว แต่กาลก่อนบ้าง มีในปัจจุบันบ้าง ก็ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้

          ๑๐. ทำใจให้สบาย จงอย่ากังวลใจเกี่ยวกับปัญหาที่ยังมาไม่ถึงทั้งหมด ให้อยู่กับธรรมปัจจุบันเสมอๆ และกระทบกับสิ่งใด ก็ให้ปล่อยวางสิ่งนั้นทันทีในปัจจุบัน จุดนี้จักต้องมีสติ-สัมปชัญญะให้มากๆ จึงจักทำได้

          ๑๑. ผู้ที่หมดสงสัย คือพระอรหันต์เท่านั้น ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่ใจตนเองมีแต่ความสงสัยอยู่ร่ำไป อุปมาดั่งเด็กที่ยังไม่เคยเข้าโรงเรียน ก็สงสัยว่าคนที่เขาเข้าโรงเรียน เขาเรียนกันอย่างไร เมื่อที่สุดจนกระทั่งเข้าโรงเรียนแล้ว อยู่อนุบาลก็สงสัย ป.๑ เขาเรียนกันอย่างไร ข้อนี้อุปมาฉันใด จิตของผู้ที่ยังไม่จบกิจก็ฉันนั้น ข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้ ใครกิน-ใครอิ่ม ใครทำ-ใครได้ ไม่มีการทำแทนกันได้

          ๑๒. ทำอะไรจงอย่าประมาท แล้วจงชำระจิตอย่าให้ห่วงใยอะไรทั้งหมด ทำอะไรให้ใจเย็นๆ จงอย่าทำไปด้วยความรีบร้อน งานจักออกมาไม่เรียบร้อย พึงวางโครงการให้ดี ทุกอย่างก็จักไม่ติดขัดอะไรมากนัก ทำงานจงทำด้วยความสบายใจ

          ๑๓. จงอย่ามีเวร-มีภัยกับใคร ทำใจให้สงบตั้งมั่น คิดเอาทุกอย่างที่เข้ามากระทบเป็นครู ทำกำลังใจไว้ให้ดี จงมั่นใจในผลของการปฏิบัติ รักษาอารมณ์จิตไม่ให้เร่าร้อนมีความเยือกเย็นอยู่เสมอ อย่าหุนหันพลันแล่น และจงมองคนในแง่ดีเอาไว้เสมอ รักษาอารมณ์ ไม่ปรุงแต่งเข้าไว้ ใครจักดีหรือชั่ว เป็นคนพาลหรือเป็นบัณฑิต ก็เรื่องของเขาไม่จำเป็นที่จักต้องนำพฤติการณ์ของใครมาคิด ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง เขาก็เป็นปกติธรรมของเขาอยู่อย่างนั้นเอง จงเห็นธรรมเหล่านี้เข้าไว้ และยอมรับนับถือ ไม่นำมาปรุงแต่งให้เกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ กระทบธรรมแล้วให้รักษาอารมณ์ ให้เป็นอารมณ์อุเบกขาเข้าไว้ จิตจักได้ไม่เป็นกิเลส จิตสงบ-จิตเป็นสุข เป็นจิตที่ทำให้เกิดปัญญาชนะกิเลสได้ทั้งปวง

          ๑๔. ทำงานทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน ทำงานทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนา ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาทำงาน จงทำให้สบายใจ อย่าไปกังวลเรื่องอื่นใดทั้งหมด รักษาจิต-ประคองจิตอย่าไปยุ่งกับกรรมของใครทั้งหมด รักษาความดีแล้วจงรักษาจิตให้ผ่องใสด้วย (ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ) จุดนี้สำคัญมาก จงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติ

          ๑๕. กฎของกรรมบังคับให้ทุกชีวิตเป็นไปตามกรรมวิถี กฎของกรรมเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย กรรมใดที่ไม่เคยทำไว้ วิบากกรรมนั้นย่อมจักไม่เกิดกับเราเป็นธรรมดา จงทำใจให้สงบ ไม่ต้องไปวิตกกับสิ่งใดๆ ทั้งปวง อะไรมันจักเกิด มันก็ต้องเกิด ดังนั้นจักทำอะไร จงคิดไตร่ตรองเสียก่อนแล้วจึงทำ เป็นการสมควรอย่างยิ่ง บางกรณีรู้ว่าทำไปแล้วจักมีเรื่องลุกลามไปในทางไม่ดี ก็จงระงับการกระทำนั้นๆ เสีย จึงเรียกว่าเป็นผู้ฉลาด

          ๑๖. จงอย่าทำตนเป็นคนรั้น เอาแต่ชนะผู้อื่นเป็นของไม่ดี ทำตนเป็นผู้แพ้ดีกว่า มุ่งเอาแต่ชนะจิตของตนเองดีกว่า หลีกเลี่ยงการปะทะคารมกับคนได้เป็นของดี และจงอย่าทำตนเป็นคนอวดรู้เป็นอันขาด

          ๑๗. จงยุติการปรุงแต่งธรรมเสีย จิตจึงจักสงบ หยุดฟุ้งซ่านจิตก็จักเกิดปัญญา เห็นธรรมทั้งทางด้านกุศล และอกุศลตามความเป็นจริง (ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดก่อน จึงจักเห็นความเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง) เห็นทั้งความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่และดับไปของธรรมนั้น หาความเที่ยงอันใดไม่ได้ ดีก็อยู่ไม่นาน เลวก็อยู่ไม่นาน จักยึดถืออันใดมาเป็นสาระก็ไม่ได้ เหตุทั้งหลายเกิดขึ้นก็สักแต่ว่าผ่านไป เรื่องของมันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง ทำใจให้เป็นสุขมีความสงบ ละความสนใจกับโลกเสียปล่อยวางไป ไม่ดิ้นรนเดือดร้อนไปกับธรรมใดๆ ทั้งปวง แล้วจบลงไปว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง จักเดือดร้อนไปทำไม อารมณ์หนักก็จักไม่มีอยู่ในใจ จงอย่าคิดว่าจักทำได้ง่ายๆ และจงอย่าคิดว่าทำได้ยาก จงสำรวมตั้งใตทำอย่างมฃไม่ย่อท้อ ก็จักพ้นทุกข์ได้ในที่สุด ให้ตั้งใจทำความดี โดยหลีกเลี่ยงความชั่วด้วยปัญญา ให้คิดใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ

          ๑๘. ไม่มีใครพยากรณ์กฎของกรรมได้ดีเท่ากับพุทธพยากรณ์ เพราะหลักการพยากรณ์รู้ไม่รอบ ไม่มีการทราบชัดว่ากรรมอันใดปรากฎ ด้วยเหตุของกรรมอันใดส่งผล พระพุทธพยากรณ์ทุกครั้ง จักมีเหตุ-มีผลของกรรมปรากฎทุกครั้งไป ดังนั้นการเชื่อหรือไม่เชื่อก็ดี พึงใช้ปัญญาพิจารณากฎของกรรมตามความเป็นจริง แล้วจักรู้ชัดว่า พยากรณ์ใดพึงเชื่อ พยากรณ์ใดพึงไม่เชื่อ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นไม่ว่ากรณีใดๆ เกิดขึ้น ให้ทำใจยอมรับกฎของกรรมเข้าไว้

          ๑๙. จงอย่าห่วงใยอันใดให้มากกว่ารักษาจิตให้สงบ อยู่ในธรรมปัจจุบันเป็นดีที่สุด ศีลก็ไม่พูดถึงแล้ว สมาธิจงพยายามตั้งมั่น ตัวนี้ยังขาดอยู่ สติยังไม่ตั้งมั่น เผลอบ่อย-เผลอเรื่อย ตัวปัญญาก็ยังต่อเนื่องไม่ดีนัก ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา มีในเรา-มีในขันธ์ ๕ ยังหลงเหลืออยู่มาก ต้องตั้งใจพิจารณาให้เกิดปัญญาให้ได้ และจงอย่าฟังใคร ว่าจักไปพระนิพพานไม่ได้ ให้มั่นใจว่าไปได้เสมอ จงอย่าเสียกำลังใจ หรือท้อถอยในการตั้งใจว่าจักไปพระนิพพาน และจงมั่นใจในผลของการปฏิบัติอยู่เสมอ แต่มิใช่ยึดมั่นถือมั่นเอาผิด-เอาถูก จงเอาให้ตรงกับพระธรรมคำสั่งสอนก็แล้วกัน ใครจักว่าอย่างไรไม่สำคัญ ให้ยึดคำสั่งสอนของตถาคตเจ้าทั้งหลายก็แล้วกัน (เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มีความดีเสมอกันหมด)

          ๒๐. ไม่มีอะไรก็จงอย่าทำให้มีอะไร เห็นทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่เข้ามากระทบ คือความไม่มีอะไร มันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีอะไรที่จักต้องขุ่นข้องหมองใจ เห็นปกติธรรมด้วยปัญญา จิตก็เป็นสุข ไม่เร่าร้อนไปด้วยอารมณ์ที่เป็นกิเลส

          ๒๑. อย่าแพ้ภัยตนเอง จงทำใจให้สบาย ทำงานอะไรให้ทำเท่าที่จักทำได้ อย่าคิดอะไรมาก ใครคิดจักทำร้ายเจ้าอย่างไร ถ้าจิตเจ้าไม่คิดทำร้ายตอบ บุคคลผู้นั้นย่อมประสบพบภัยกับตนเอง คือแพ้ภัยกับตนเองอย่างแน่นอน (ภัยที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือภัยจากอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตของเราเอง)

          ๒๒. จงอย่าคิดสู้รบตบมือกับคนพาล ประโยชน์ของความดีจักไม่เกิด ให้พยายามวางเฉยกับคนพาลให้มาก จิตจักได้เป็นสุข ผู้ใดปฏิบัติได้ จัดเป็นอุดมมงคลของผู้นั้น (เพราะเป็นมงคลภายในของมงคล ๓๘ ประการ ข้อที่ ๑ ซึ่งพระองค์ตรัสสอนพวกเทวดาไว้)

          ๒๓. จงอย่าฝืนกฎของธรรมดา รักษากำลังใจให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนแอไปกับอุปสรรคใดๆ ทั้งปวง จงมองเห็นความไม่มีสาระของโลก และขันธโลก (ขันธ์ ๕ ) ตามความเป็นจริง เพราะในที่สุดแล้ว โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ จงฝึกจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ จงอย่าฝืนกฎของธรรมดา

          ๒๔. ทุกอย่างหาสาระประโยชน์ไม่ได้ จงมีสติอย่าปล่อยให้อารมณ์เลื่อนลอย พยายามตัดอารมณ์ฟุ้งอันเกิดจากอายตนะสัมผัสให้มาก มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ทุกอย่างหาสาระประโยชน์ไม่ได้ ที่สุดก็สลายตัวไปหมด พิจารณาอย่างนี้ไว้ให้เป็นปกติ แล้วจงพยายามวางเฉยให้เกิดแก่จิตของตนเองให้ได้เป็นอารมณ์ แล้วความสุขสงบใจก็จักเกิดขึ้นได้อย่างทรงตัว

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่