พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๗. การตายโดยอุบัติเหตุในขณะหลับ อุบัติเหตุแปลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดฝัน ผมจำได้ว่าหลวงพ่อฤๅษีท่านเน้นสอนศิษย์ของท่านทั้งพระและฆราวาส มิให้ประมาทขณะที่นั่งรถ นั่งเรือ แม้อยู่บนเครื่องบิน ก็จงอย่าหลับ อารมณ์ที่ติดการหลับ-การนอน คือ อารมณ์หลง หากเราปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ ทำไปบ่อยๆ อย่างจริงจัง จิตก็จะชินกลายเป็นฌาน มีรายละเอียดอยู่มาก ผมขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้ ขอสรุปพระธรรมคำสั่งสอนที่ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้

          - จิตมีสภาพรู้และเร็ว หากมีผู้ใดฝึกจิตให้รู้และเร็วไปทางดีก็ไปดี ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในขณะจิตเดียวทั้งสิ้น

          - คนส่วนใหญ่ มีสติ-สัมปชัญญะไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ประมาทในเรื่องไม่คิดถึงความตาย หรือมรณานุสสติ นักปฏิบัติที่ดีจะควบการนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ (อุปสมานุสสติ) ไปด้วยทุกครั้งที่นึกถึงความตาย

          - ก่อนร่างกายจะตายจากอุบัติเหตุ จิตรับรู้ทุกขเวทนาได้ดีทุกคน แต่หากกำลังหลับอยู่ จะปรับอารมณ์จิตของตนเองไม่ทัน กายก็ตายเสียก่อน จิตจึงต้องไปเสวยกรรมตามกำลังบุญหรือบาปที่ตนทำเอาไว้

          - หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกว่ายกเว้นผู้ทรงฌาน เข้าฌานตายไม่ทรมาน

          - การนอนทุกครั้งต้องนอนอย่างผู้ไม่ประมาท เพราะความตายของร่างกายไม่มีนิมิตเครื่องหมายบอกให้รู้ล่วงหน้า

          - ผู้ไม่ประมาท จะนอนอย่างมีสติ คือ นอนในฌาน หรือสมถะภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา เป็นการนอนครั้งสุดท้าย ตายก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว จุดอื่นไม่ไป ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่เป็นตัวอย่าง

          - ผู้ฉลาดในธรรม ตัดหลงใหญ่ได้จุดเดียว (อุปาทานขันธ์ ๕) ของเล็กๆ หลงเล็กๆ ไม่ต้องตัด มันก็หลุดไปได้เอง

          - การพิจารณาตัดขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ต้องทำทั้งขณะจักหลับ และในยามตื่นด้วย

          - อย่าคิดท้อแท้ว่าจักทำไม่ได้ ให้ตั้งใจอย่างจริงจังและจริงใจ เพียรประกอบระลึกไว้เสมอ ด้วยเห็นเป็นธรรมดาของชีวิตไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ความประมาทก็จักน้อยลง

          - ให้รู้จักว่ากำลังใจเต็ม หรือบารมี ๑๐ เต็ม คือความตั้งใจทำอย่างจริงจังและจริงใจ ทำด้วยความเต็มใจ โดยไม่ต้องบังคับจิต เนื่องจากจิตเห็นและยอมรับกฎธรรมดาของร่างกายแล้ว คำว่าฝืนกฎธรรมดา ย่อมน้อยลงไปเรื่อยๆ จนจิตมีกำลังใจมั่นคงต่อพระนิพพานมากขึ้น

          - การไปพระนิพพาน คือหมายถึงตัดกังวล-ห่วงใยในขันธ์ ๕ พร้อมที่จักปล่อยวางขันธ์ ๕ ให้เป็นไปตามสภาวะธรรม อย่างที่จิตไม่มีการดิ้นรน หรือหน่วงเหนี่ยวด้วยประการใดๆ ทั้งปวง

          ๑๘. ดูขันธ์ ๕ ให้เป็นสุข อย่ามองด้วยใจเป็นทุกข์ไปกับขันธ์ ๕ สุขเนื่องจากยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ชีวิตไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยงก็จริงอยู่ แต่จงอย่าเบียดเบียนร่างกายจนใกล้ตาย มันไม่คุ้มกัน เพราะกิเลสก็ยังตัดไม่หมด ประคองชีวิตร่างกายให้อยู่เพื่อทำกิจนี้ให้ได้จบสิ้นไปในชาติปัจจุบัน จงอย่าลืมว่า การปฏิบัติหากตึงไปก็ไม่มีผล หย่อนไปก็ไม่มีผล ผลจักเกิดได้ด้วยการเดินสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา

          - เวลานี้เจ้าเห็นแล้ว เจ้าพึงจักพอใจ เพราะขันธ์ ๕ นี้เป็นครูสอนที่ซื่อสัตย์มากที่สุด

          - ขันธ์ ๕ ไม่เคยเลือกคนดี-คนจน-คนเลว ขันธ์ ๕ มันทำหน้าที่ของมันโดยไม่ยกเว้นให้ใครเลย

          - จงอย่าพึงเบื่อหน่ายในทุกเรื่องที่เข้ามากระทบ ให้พยายามพิจารณาลงกฎของธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาเสียทั้งหมด ก็หมดเรื่องกันไป แล้วอารมณ์ที่ไม่สบายใจ ก็ให้ยายามละทิ้งมันไป อย่ายึดถืออารมณ์นั้นมาเป็นสาระ ให้เห็นเป็นปกติธรรม ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป

          - อดีตผ่านมาแล้ว ก็ปล่อยวางไปเสีย อย่าเอามายึดวาระจิตในขณะนั้นกับขณะนี้ต่างกันแล้ว ให้ละอุปาทานมาอยู่กับธรรมปัจจุบันให้มากที่สุด รักษาอารมณ์ใจให้อยู่กับปัจจุบัน นั่นแหละจึงจักเป็นการถูกต้อง

          ๑๙. การดูภาพศพในท่าตายต่างๆ ก็ดี-ดูเทปวีดีโอผ่าศพก็ดีทำให้ละสักกายทิฏฐิได้ง่าย ความโดยย่อมีอยู่ว่า ท่านพระ...... ท่านเป็นผู้รวบรวมภาพศพต่างๆ-เทปการผ่าศพ ซึ่งท่านมีอยู่ ลงในแผ่นซีดี เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ สลับกับการบันทึกธรรม แล้วเปิดให้พระในวัดที่สนใจได้มาดูกันที่ตึกอำนวยการ จัดเป็นธรรมทานชั้นเลิศ ในเรื่องกายคตานุสสติและอสุภกรรมฐาน และแนะนำให้พระในวัดรวมกลุ่มกันไปดูการผ่าศพที่แผนกนิติเวช สำนักงานแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจเสมอๆ

          - ท่านพระ...... ทำเพื่อสงเคราะห์พระอื่นๆ ให้ได้มรรคผลพระนิพพานง่ายเข้า เนื่องจากท่านรู้อยู่ว่า ถ้าไม่ผ่านกายคตานุสสติและอสุภกรรมฐานแล้ว การบรรลุมรรคผลเป็นของยาก

          - การดูภาพศพในท่าตายต่างๆ ก็ดี หรือดเทปูวีดีโอผ่าศพก็ดี ทำให้ละสักกายทิฏฐิได้ง่าย เป็นการคลายความหลง ของจิตที่เกาะติดร่างกาย นี่เป็นกรรมฐานกองใหญ่ที่ทุกคนอันต้องการพ้นทุกข์ พึงจักทำเอาไว้ และต้องทำให้เป็นปกติด้วย

          - อนึ่ง อย่าคิดว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว การดู หรือการได้พิจารณาบ่อยๆ จักทำให้จิตละเอียดมากขึ้น มีกำลังตัดกิเลสอันเป็นอุปาทานขันธ์ได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นการเจริญกายคตานุสสติก็ดี การเจริญอสุภกรรมฐานก็ดี พึงจักมีให้มากขึ้นตามลำดับ เพื่อระงับการเกาะติดขันธ์ ๕ ของจิต เจริญมากขึ้นเท่าไหร่ จิตย่อมมีความละเอียดมากขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกคนอย่าทิ้งกรรมฐานที่ว่านี้

          ๒๐. เมื่อปวารณาตัวมอบกายถวายชีวิตเป็นสาวกของพระพุทธองค์แล้ว จงเคารพในกฎของกรรม ฝึกฝนจิตใจอย่าได้หวาดหวั่นพรั่นพรึงกับกฎของกรรมที่เข้ามาให้ผล ให้ศึกษาฝึกฝนจิตใจตามเหล่าสาวกทั้งหลาย หรือแม้แต่พระอัครสาวกก็ตาม องค์สมเด็จปัจจุบันก็ตาม ทุกท่านเป็นแบบอย่างในการเคารพ และยอมรับนับถือในกฎของกรรม จิตจงอย่าหวั่นไหวเมื่อขันธ์ ๕ ของตนเองป่วย ขันธ์ ๕ ของท่านพระ......ป่วย-ขันธ์ ๕ ของบุคคลที่เราเคารพนับถือป่วย ก็ต้องยอมรับนับถือและเคารพในกฎของกรรมที่ตามมาให้ผล อาทิ พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกฝ่ายซ้าย ของสมเด็จองค์ปัจจุบันเป็นแบบอย่าที่ดี ก็ยังหนีวิบากกรรมที่ตามมาให้ผลต่อร่างกายไม่ได้ เพราะฉะนั้น จงอย่าหลีกเลี่ยงในกฎของกรรม และบุคคลใดเมื่อพิจารณาจนจิตเข้าถึงธรรมวิมุติแล้ว จักรู้อยู่เสมอว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา ตัวเจ็บ-ตัวแก่-ตัวตาย-ตัวนั้นเป็นเรื่องของขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรื่องของเรา เราคือจิต เมื่อเป็นอมตะแล้วย่อมไม่กลัวความตาย

          - การห่วงวิบากกรรมของบุคคล ผู้เป็นเจ้าของเขาไม่ห่วงแล้ว จักมีประโยชน์อะไร ให้ถามตัวเองดูว่าโง่หรือฉลาด คิดดูเอาเองน่ะ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่