พระธรรม

ในเดือน...มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมและสมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๖. เรื่องอภัยทานถึงทำให้มาก เนื้อแท้จริง ๆ ของการอภัยทาน คือ การปฏิบัติในพรหมวิหาร ๔ ให้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจงอย่าประมาท ให้ระมัดระวังการถูกทำร้ายจากคนพาลด้วย เพียงแต่ว่าไม่ได้โต้ตอบ แต่พึงรู้จักป้องกันตัว แต่มิใช่เป็นการแก้ตัว เขาจักไปพูดป่าวร้องประกาศอะไรกับใครก็ปล่อยวาง จงรักษาอารมณ์จิตให้เป็นปกติ ถือเอาเจตนาของใจบริสุทธิ์เป็นสำคัญ เช่น เราซื้อขนมปังเลี้ยงหมา เงินที่ซื้อเป็นเงินบริสุทธิ์ จิตเราก็บริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จากหมา หมาผู้รับทานก็บริสุทธิ์ เพราะมันไม่เคยอกตัญญูไม่รู้คุณคน ดังนั้น กรรมหนักจึงตกอยู่กับผู้ติกรรม อันเป็นวิสัยของคนพาลแต่เพียงผู้เดียว ให้สงสารคนพาลให้มาก

          ๗. มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสุข แต่จิตพึงมีสุขด้วยยอมรับนับถือในกฎธรรมดา ฟังข่าวในประเทศและต่างประเทศย่อมมีข่าวทั้งดีและไม่ดี ก็ให้ลงตัวธรรมดาหมด โลกใกล้ยุคมิคสัญญี ก็เป็นปกติที่จักเห็นแต่ความเร่าร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ก็ย่อมเดือดร้อนน้อยกว่าเมืองอื่น ๆ เขา แต่ก็ไม่พึงประมาทในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น พึงติดตามกันไปเป็นระยะ ๆ ดูเหตุการณ์ภายนอกแล้ว หันมาดูสภาวะของจิตใจ คือรู้จักทำใจให้เป็นปกติ เห็นเป็นปกติธรรม แล้วจิตจักสงบยอมรับความเป็นปกติธรรมนั้น ๆ ให้รู้ความจริงว่านี่แหละโลกย่อมมีอันฉิบหายไปในที่สุด ซึ่งร่างกายของเรานี้ก็เช่นกัน หาได้มีการแตกต่างไปกับโลกนี้ มองความจริงให้เห็น แล้วฝึกจิตให้ยอมรับนับถือความเป็นจริงด้วย

          ๘. การพ้นทุกข์อยู่ที่การพิจารณาความจริงนี้แหละ เป็นการเข้าสู่อริยสัจทุกจุด จักทำให้จิตเป็นสุข เนื่องจากเห็นทุกข์ เห็นโทษของการเข้าไปเกาะติดสิ่งสมมุติ เกาะขันธ์ ๕ เป็นการสร้างความทุกข์ให้เกิด จิตที่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ จึงเร่าร้อนไปด้วยไฟโมหะ โทสะ ราคะ ตลอดเวลา แต่ถ้าเห็นทุกข์เห็นโทษตามความเป็นจริงแล้ว จิตก็จักหมั่นปลด ละ จากไฟทั้ง ๓ กอง ด้วยการหมั่นพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา และไม่มีในใครด้วย บุคคลใดรู้อยู่ปฏิบัติอยู่ในหลักมัชฌิมาปฏิปทา อยู่ก็เป็นสุข ตายไปก็เป็นสุข ความเสียดายในชีวิตก็ไม่มี มีแต่ความเตรียมพร้อมทั้งการอยู่และการตาย อย่างไม่ประมาทในชีวิต

          ๙. การเรียนรู้ความไม่ประมาท จักต้องเริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน อาทิ อากาศแปรปรวน ให้ระมัดระวังสุขภาพให้มาก อย่าได้ทำอะไรด้วยความประมาท คิดว่าตากฝนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไร ไม่รู้จักถนอมสุขภาพคิดว่าเล็กน้อยก็สามารถจักเป็นเรื่องใหญ่ได้ ทำอะไรให้พึงคิดใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ ร่างกายอายุมากขึ้น สุขภาพก็เสื่อมโทรมลง การทำอะไรก็พึงคิดเอาไว้เสมอว่าจักเป็นการเบียดเบียนร่างกายหรือไม่ ถ้าเบียดเบียนก็จงอย่ากระทำ ฝนตกแม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าบังเอิญกฎของกรรมซัดซ้ำ จักกลายเป็นไข้ใหญ่ขึ้นมาได้ เมื่อคิดใคร่ครวญให้รอบคอบแล้วจึงทำ ก็จักเป็นการไม่ประมาท มีความสุขุมในการดำรงชีวิตอยู่ เพื่อประกอบความดีสืบต่อไปข้างหน้า

          ๑๐. อย่าหงุดหงิดกับความเลวของบุคคลอื่น ให้เห็นเป็นปกติธรรมให้มาก ปล่อยวางอย่าให้มีความเกาะติดความชั่วของบุคคลอื่น เรื่องรับรู้อย่างไรก็ต้องรับรู้ เพราะยังมีอายตนะคืออายตนะไม่เสีย เพียงแต่ว่ารับรู้แล้วให้พิจารณาลงตัวธรรมดา จึงจักปล่อยวางได้ อย่าไปมีหุ้นกับความเลวของบุคคลอื่น ความลับย่อมไม่มีในโลก จงอย่ามีความกังวล ซึ่งเป็นอารมณ์ฟุ้งเลวและอารมณ์ไม่พอใจ ทำจิตให้สงบและสบายที่สุดเท่าที่จักทำได้ เรื่องกฎของกรรมย่อมเที่ยงเสมอ บุคคลที่เขาแกล้งเรา แล้วยังลอยนวลอยู่ได้ เพราะเวลานี้ยังมีบุญเก่าคอยค้ำจุนอยู่ แต่เมื่อถึงวาระกรรมชั่วตามสนองแล้ว เวลานั้นจักเห็นเองว่า คนไม่มีศีลเข้ามาก่อความวุ่นวายในเขตพระพุทธศาสนานี้ จักได้รับผลเยี่ยงไร ไม่ต้องไปแช่งเขาหรอก กรรมเหล่านี้ล้วนแต่เจ้าเคยทำมาก่อน มิฉะนั้นเจ้าจะไม่พบกับกรรมเหล่านี้เข้าสนองอย่างแน่นอน ให้ชดใช้หนี้กรรมมันไป ต่อไปจักไม่ต้องเกิดมาพบกับทุกข์อย่างนี้อีก อย่าโทษใคร จักต้องโทษจิตของตนเองที่อยากโง่เกิดมามีร่างกาย ทำให้พบกับทุกข์เช่นนี้ ใครจักทำอะไรก็ช่างเขา เจ้าตั้งใจจักทำเพื่อพระนิพพานก็แล้วกัน รักษากำลังใจอย่าให้ท้อแท้อ่อนแอ แล้วให้พิจารณาไม่มีใครพ้นโลกธรรม ๘ ไปได้ พระตถาคตเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่สุด แม้แต่พระอรหันต์ ก็หนีโลกธรรม ๘ ไปไม่พ้น พิจารณาตามความเป็นจริงให้มาก แล้วจิตจักเป็นสุข วางความฟุ้งซ่านลงได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่