อย่าเอาใบตองไปห่อสุนัขเน่า

 

          เรื่องเดิมมีโดยย่อว่า มีภิกษุพาณิชย์เกิดขึ้นในวัดท่าซุง สร้างปัญหาให้กับวัดมากมาย และยังปรามาสพระรัตนตรัยด้วย ศีล ๕ ก็ยังไม่มี ปัจจุบันได้สึกไปจากวัดแล้ว

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าสนใจคำร่ำลือไปในทางลบ อย่าให้ความชั่วของใครมาทำลายความดีของเจ้าที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ได้ และอย่าเข้าไปใกล้ หรือข้องแวะกับความชั่วความเลวของใคร ซึ่งไม่ต่างกับเอาใบตองไปห่อสุนัขเน่า ขึ้นชื่อว่าสุนัขเน่า ใคร ๆ เขาก็ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะฉะนั้น จงดูอารมณ์จิตของตนเองว่ายังขัดข้องขุ่นเคืองในปฏิกิริยาของบุคคลที่เข้ามากระทบหรือไม่

          ๒. ระมัดระวังอารมณ์เอาไว้ให้ดี หากยังมีความขัดข้องขุ่นเคือง ก็แสดงว่านี่เจ้ายังรับเอาความเลวเข้ามาใส่ใจ ยังชอบเป็นใบตองที่ห่อสุนัขเน่าอยู่ ยังใช้ไม่ได้ (ก็ยอมรับว่าตนเองยังใช้ไม่ได้ ในบางขณะก็ยังอดไม่ได้)

          ๓. นั่นแหละ แสดงว่าอารมณ์จิตของเจ้ายังเลวอยู่ กฎของกรรมแสดงให้เห็นชัดๆ ยังจักไม่ยอมรับอีกหรือ อย่างนี้จักเรียกว่าเข้าถึงอริยสัจอย่างไรได้ จงพิจารณาไปซิว่านี่เป็นผลแห่งความทุกข์ ซึ่งเจ้าเคยทำเอาไว้ในอดีต มันเป็นเศษกรรมเล็ก ๆ น้อยๆ แล้ว หากวางอารมณ์ตัดกรรมมันไปเสีย ไม่ขัดข้องขุ่นเคือง ไม่ต่อกรรมเอาความเลวของบุคคลอื่นมาใส่ใจ มองไปให้ซึ้งถึงกฎของกรรม ใครทำคนนั้นย่อมได้รับผลแน่นอน คิดให้ลึกซึ้งกฎของกรรมมันเที่ยงอยู่เสมอ ที่เจ้าได้รับผลอยู่นี้เป็นเพียงแค่เศษกรรม การเสวยผลโดยตรงอย่างแสนสาหัส เจ้าก็ได้เห็นแล้ว คือ ต้องตกอยู่ในอเวจีมหานรกอยู่สิ้นกาลนาน เห็นอยู่อย่างนี้แล้วเจ้ายังไม่ตัดกรรมอีกหรือ จักมีอารมณ์ขัดข้องขุ่นเคือง เพื่อประโยชน์อันใด (ก็ยอมรับว่าตนเองโง่)

          ๔. ทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า ผู้ไม่ถึงพระอรหันต์นั้นโง่ทุกคนเพราะยังมีอวิชชา รู้ตัวเอาไว้แหละดี อย่าคิดว่าตนเองฉลาดก็แล้วกัน จักถึงความโง่อย่างแท้จริง

          ๕. วางใจให้สบาย ๆ รักษาอารมณ์ของความดีให้ตั้งมั่น ธรรมะย่อมชนะอธรรม ไม่ใช่มุ่งหวังชนะความชั่วของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นอธรรมภายนอก ให้มุ่งหวังชนะความชั่วของตนเอง ซึ่งเป็นอธรรมภายใน ดำรงจิตให้ผ่องใสเข้าไว้ พยายามทำความเพียรให้พร้อม ทั้งศีล-สมาธิ-ปัญญา สักวันหนึ่งข้างหน้า ธรรมะก็ย่อมชนะอธรรม หมดความโง่ ตัดอวิชชาได้ก็คือเป็นพระอรหันต์

          ๖. จะให้หมดโง่ หรือหมดอวิชชา ก็จักต้องหมั่นค้นคว้าศึกษาความชั่วที่มีอยู่ในอารมณ์จิตของตน จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นรู้แจ้งตามความเป็นจริง ในอริยสัจ ๔ ประการ ทุกข์ - สมุทัย - นิโรธ - มรรค มิใช่จักอยู่ไปวัน ๆ เฉย ๆ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง มีหวังตายเปล่า ตัดอวิชชาไม่ได้ จำตรงนี้เอาไปปฏิบัติให้ดีๆ ความเป็นพระอรหันต์เป็นของไม่ยาก (ก็คิดในใจว่า พวกเขี้ยวลากดิน หรือพวกเกิดตาย ๆ มานานนั้นยาก)

          ๗. ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า หากเจ้าคิดว่ายาก ก็เลยพาลหมดความเพียร จักต้องคิดเอาไว้เสมอว่า ทำกำลังใจให้เต็ม ปฏิบัติความดีทุกอย่างเพื่อความเป็นพระอรหันต์ คิดและทำให้ได้เพียงเท่านี้ จักเป็นการยากที่ตรงไหน อย่าลืมการเข้าสู่พระนิพพาน มีแต่บุคคลที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เป็นพระอรหันต์เท่านั้นนะจึงจักเข้าได้

          ๘. ค่อย ๆ ทำไปซิ คนเดินไม่ถอยจักถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งเอาไว้ได้ฉันใด บุคคลที่ปรารถนาเข้าสู่พระนิพพาน ปฏิบัติความดีทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ นอกจากเพื่อเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่หยุด ก็ย่อมจักถึงพระนิพพานได้ฉันนั้น

          ๙. ทำอะไรนิดทำอะไรหน่อย ตั้งใจเอาไว้เลยว่าเพื่อพระนิพพาน ไม่ว่างานทางโลกหรืองานทางธรรม การทำเพื่อพระนิพพานก็คือ ทำไปก็คิดถึง อุปสมานุสสติไป ทำอะไรไม่หวังผลตอบแทนเป็นอย่างอื่น คิดไว้เสมอว่าอาจจักทำเป็นครั้งสุดท้าย ตายวันนี้เดี๋ยวนี้ก็ไปพระนิพพาน โดยเอา มรณานุสสต ิควบเข้าไปได้เลย ทำอย่างนี้ไว้เสมอ ก็ได้ขึ้นชื่อว่าทำเพื่อพระนิพพาน

 

พระธาตุรวมตัว

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าสนใจที่จักไปละกิเลสให้บุคคลอื่น ให้สนใจละกิเลสของตนเองไปจากจิตให้มากๆ

          ๒. จงอย่ามีความประมาทในชีวิต ให้คิดเอาไว้เสมอว่าขณะจิตนี้เรากำลังจักตาย ตายเมื่อไหร่ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น

          ๓. จิตจงหมั่นทำงานทางธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าร่างกายจักทำอะไรอยู่ก็ตาม

          ๔. เรื่องพระธาตุรวมตัว ที่พระ....ท่านสัมผัสได้ว่า แต่ละองค์มีรัศมีป้องกันเขตพื้นที่ไปในระยะ ๑๐ กิโลเมตร นั้น เป็นความจริง และสมควรที่จักได้กระจัดกระจายไปตามวัดและสถานที่ต่างๆ ตามที่สมควร อย่าพะวงว่าเขาทำไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ตามที่พระธาตุเหล่านั้นได้เสด็จมา ตามจุดประสงค์ เพื่อรักษาเขตประเทศไทย ในยามเกิดสงครามใหญ่โดยเฉพาะ

          ๕. แต่อย่าคิดเชียวนะว่าผู้มีพระธาตุบูชาจักไม่ตาย เพราะที่สุดโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ คนหรือสัตว์ วัตถุธาตุ พังหมด จักมายึดว่ามีพระธาตุบูชาแล้วจักพ้นความตายไปนั้นไม่ได้ ท่านเพียงแต่ป้องกันอันตรายจากภัยสงคราม ชีวิตหรือทรัพย์สิน หากไม่พ้นกฎของกรรม ท่านก็ช่วยได้เท่านั้น แต่ถ้าหากจักต้องชดใช้กฎของกรรม ท่านก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน

          ๖. ภิกษุใด นักบวชใด ที่ไม่เชื่อในพุทธคุณ จงอย่าให้ เพราะเขาไม่เชื่อหรอกว่าเป็นพระธาตุ พวกนี้อวดว่าตนเองมีความรู้ดี ทั้ง ๆที่สังโยชน์ ๑๐ ยังอยู่ครบ จะเป็นเหตุให้เขาต้องโทษปรามาสพระรัตนตรัยได้โดยไม่รู้ตัว

          ๗ .สำหรับฆราวาสที่เชื่อถือในพุทธคุณ ก็ให้เขาไปบูชาได้ บอกว่ามีอานุภาพป้องกันภัยสงครามเท่านั้นก็พอ

 

ลิงติดตัง ยิ่งดิ้นยิ่งรัดตนเอง ยิ่งเพิ่มทุกข์ (คือ อารมณ์ฟุ้งซ่าน)

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าทำจิตให้เหลวไหล คอยดูอารมณ์เอาไว้ให้ดี ๆ อารมณ์เซ็งหดหู่ เป็นอารมณ์อันตราย และจงอย่าคำนึงถึงอนาคตในแง่ร้าย ให้ระลึกนึกถึงความตายเอาไว้เสมอ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง อารมณ์เศร้าหมองแม้แต่นิดเดียว ขอให้คิดดูตายแล้วจักไปไหน เข้าถึงพระนิพพานได้สมเจตนาที่ตั้งใจได้หรือไม่

          ๒. เวลานี้ผลของอกุศลกรรมเล่นงานเจ้าหนัก อย่าลืมแม้เหตุเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นกฎของกรรม (ทรงหมายถึงเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม)

          ๓. เจ้าจักเห็นได้ว่า การมีขันธ์ ๕ ทรงอยู่นั้น เป็นทุกข์ที่เจ้าต้องประสบกับความทุกข์อยู่ทุกวันนี้ เพราะความมัวเมาในขันธ์ ๕ เป็นเหตุ เห็นร่างกายของเรา เห็นร่างกายของเขา ก็มีความยึดมั่นถือมั่นว่ามีในเรา มีในเขา ทำให้เกิดอารมณ์พอใจและไม่พอใจในร่างกาย ทั้งภายในและภายนอกอยู่ตลอดเวลา เป็นอารมณ์โง่ ๆ ที่หลงอยู่ในร่างกาย และจิตมันก็หลอกอยู่ตลอดเวลาว่า ร่างกายนี้มันทรงตัวอยู่อย่างนั้น มันเสื่อมก็ไม่ยอมรับว่ามันเสื่อม มันแก่ก็ไม่ยอมรับว่ามันแก่ อารมณ์จิตมันหลอกตัวเองว่า ร่างกายนี้ทั้งภายนอกและภายใน จักอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย ทั้ง ๆ ที่ความจริงทุกสิ่งอยู่อย่างมันไม่เที่ยง ร่างกายเราก็ดี ร่างกายเขาก็ดี มันไม่เที่ยง

          ๔. ตั้งแต่เกิดมานี่ เจ้าก็ประสบกับความพลัดพรากจากร่างกายของบุคคลอื่นก็มากแล้ว ไม่จากกันตอนเป็น ก็จากกันตอนตาย บุคคลใดเล่าที่จักสามารถอยู่ช่วยกิจการงานของเจ้าได้ตลอดกาลตลอดสมัย (ก็ยอมรับว่า ไม่มี)

          ๕. เพราะฉะนั้น จงอย่าหนักใจ เพราะนี่เป็นกฎของกรรม (กฎของธรรมดา) จงปลงสังขารร่างกายทั้งภายในและภายนอกลงเสีย เห็นมันเกิดขึ้นแล้วต้องเสื่อมไปในท่ามกลาง มีความสลายตัวไปในที่สุด กิจการงานก็เช่นกัน ทำได้แต่เฉพาะที่มีขันธ์ ๕ อยู่เท่านั้น ถ้าหมดร่างกายเจ้ายังปรารถนาอยากจักกลับมาทำกิจการงานเช่นนี้อีกหรือ (ก็ตอบว่า ไม่ปรารถนา)

          ๖. ก็จงตั้งใจไว้ว่า ภาระของร่างกายอันมีกิจการงานอย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากข้าพเจ้าตายจากชาตินี้แล้ว จักไม่ขอกลับมามีร่างกายอีกต่อไป คิดเอาไว้อย่างนี้ให้เป็นประจำ ตั้งจิตตรงพระนิพพานเอาไว้เสมอๆ จักทำได้ไหม (ก็รับว่าทำได้)

          ๗. อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายในกิจการงาน ตราบใดที่ยังมีร่างกายทรงอยู่ ก็จงทำงานไปตามหน้าที่ อย่าให้บกพร่อง คำว่าไม่บกพร่องในที่นี้ คือ ตั้งใจทำเป็นชาติสุดท้าย รักษากำลังใจให้เต็ม เพราะกิจการงานทุกอย่าง เจ้าจงทำโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ นอกจากพระนิพพานจุดเดียว

          ๘. คำว่ากิจการงาน เมื่อทำแล้ว คำว่าไม่เหน็ดเหนื่อยนั้นย่อมไม่มี แต่ คนฉลาดเขาจักนำความเหน็ดเหนื่อยในการทำกิจการงานมาพิจารณาเข้าหาไตรลักษณ์ เข้าหาอริยสัจ หาประโยชน์จากการงาน เป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ตลอดเวลา เรียกว่า รู้จักหาผลกำไรจากกิจการงาน (ก็ขออาราธนาบารมีของพระองค์ได้โปรดเมตตาคุมจิตให้คิดได้ตามนนี้ด้วยเถิด

          ๙. ก่อนอื่นเจ้าจักต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ควบคำภาวนาไว้เสมอ ๆ เป็นการระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านไว้ก่อน เจริญอานาปานัสสติ ให้จิตทรงตัว มีกำลังเข้าไว้ก่อน แล้วหมั่นกำหนดภาพพระเข้าไว้ อย่าทิ้งภาพพระท่าน จักเป็นองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ทำจุดนี้ให้ได้ก่อน แล้วพระท่านก็จักมาสงเคราะห์เจ้าเองตามลำดับ อย่าเหลวไหลเที่ยวปล่อยอารมณ์ฟุ้งซ่านตามเหตุที่เกิดผ่านไปแล้ว (เป็นอดีตแล้ว) จักขาดทุนเสียเปล่า ๆ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ยังแก้ไขอันใดไม่ได้ ก็จงอย่าเอาจิตไปผูกพันให้มากนัก เหตุเหล่านั้นเป็นความทุกข์ แต่การทรงจิตให้อยู่ในกรรมฐานนั้น เป็นเหตุแห่งการพ้นทุกข์

          ๑๐. ก็สุดแต่เจ้าจักเลือกเอา จักปฏิบัติทางไหนดี หวังว่าไม่ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งหาความโง่เข้าใส่ตัวนะ เพราะเจ้าไม่เห็นธรรมดา ไม่ยอมรับความไม่เที่ยง จิตก็เลยทุกข์เพราะความไม่เที่ยงนั้น พิจารณาให้ดี ๆ วางอารมณ์จิตเสียใหม่ อย่าให้ขาดทุน คิดให้เป็น ทุกอย่างหนีกฎธรรมดาไปไม่พ้น ตั้งอารมณ์เสียใหม่ให้ได้ตามที่แนะนำมานี้ แล้วเจ้าจักบรรเทาทุกข์ทั้งปวงลงได้มาก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่