เจริญวิปัสสนาขาดทุน



 

          เมื่อวันพุทธที่ ๓ พ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ ไว้ดังนี้

          ๑. "อย่าฝืนสังขาร ถ้าหากร่างกายเพลียจนเกินไป แม้เป็นเวลาเจริญพระกรรมฐาน ก็ให้ร่างกายได้พัก แต่กำหนดจิตพักอยู่บนพระนิพพานไปด้วย ปลงมรณานุสสติไว้ให้ดี เพราะหากร่างกายเพลียมาก ยิ่งฝืนเท่าไหร่ อารมณ์กลุ้มก็จักเกิดมากขึ้นเท่านั้น จำจักต้องโอนอ่อนผ่อนตามร่างกายบ้างในบางขณะ อย่าเบียดเบียนร่างกายจนเกินไป การเจริญพระกรรมฐานจักไม่เป็นผล เพราะเป็นอัตตกิลมถานุโยค" (ตึงหรือเครียดเกินไป)

          ๒. "การพักผ่อนไม่พอ แล้วฝืนปฏิบัติธรรมจักให้ได้ดั่งใจนั้น ทำคนให้จิตฟั่นเฟือนมามากแล้ว เพราะไม่รู้จักคำว่าพอดี คำว่าพอดีไม่ใช่ทำมาก ๆ โดยไม่คำนึงถึงร่างกาย หากแต่คำว่าพอดี คือ ทำพอสมควรให้สบายทั้งจิตและร่างกาย ทำน้อยแต่ผลมาก ไม่ใช่ทำมากแต่ได้ผลน้อย ดูอารมณ์จิตเอาไว้ให้ดี หากเจริญกรรมฐานแล้วปลอดโปร่งเบาสบายใช้ได้ แต่ถ้าหากทำแล้วอารมณ์จิตเครียด มีความหนัก กลัดกลุ้มงุ่นง่านอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องวางอารมณ์ให้ถูก"

          ๓. "ตัวอย่างเช่น หากเจริญสมถะภาวนา รู้ลมเข้าออก จักได้ฌานใดก็ตาม ให้พอใจตามนั้น อย่าไปกำหนดว่าจักต้องได้เหมือนกันทุกครั้ง อารมณ์ฌานย่อมไม่เที่ยง บางวันก็ได้ปฐมฌาน บางวันตกต่ำมา แค่ขณิกะสมาธิ บางวันได้ถึงฌาน ๒-๓-๔ จิตจักต้องพอใจในผลที่ได้ในแต่ละครั้งเสมอ โดยยอมรับความไม่เที่ยง ซึ่งเป็นปกติของฌานอยู่เสมอ ซึ่งความสันโดษเยี่ยงนี้จักทำให้จิตเป็นสุข เพราะยอมรับในกฎธรรมดานี้ หรืออย่างวิปัสสนาภาวนา ยกตัวอย่างเช่นพิจารณา กายคตาหรือ มรณานุสสติ กองใดกองหนึ่ง เห็นทุกข์ของความไม่เที่ยงนั้น หากจิตเกาะทุกข์ไม่ยอมปล่อย ก็เท่ากับไม่ยอมรับความปกติของความไม่เที่ยงอันทำให้เกิดทุกข์นั้น จิตก็จักเกิดความกลัดกลุ้มในการฝืนสภาวธรรมนั้น อย่างนี้เรียกว่าเจริญวิปัสสนาขาดทุน"

          ๔. 'หากจักให้เป็นสุข ก็คือ เมื่อพิจารณาถึงความไม่เที่ยงที่เป็นทุกข์ของร่างกายแล้ว จิตคลายความยึดเกาะความทุกข์นั้น เพราะยอมรับนับถือความเป็นจริงของร่างกายว่า นอกจากสกปรกและจักต้องตายแล้ว ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายนี้เมื่อตายแล้วจิตเราก็จักต้องโคจรจากไป หากคิดถึงความหวังที่จักพ้นทุกข์เมื่อร่างกายนี้ได้ตายไปแล้ว ให้ตั้งความหวังไว้ยังพระนิพพานจุดเดียว พิจารณาตามนี้จิตก็จักเป็นสุข"

          ๕. "เมื่อร่างกายนี้ยังไม่ตาย ก็ตั้งใจละอารมณ์ชั่วให้ออกจากจิตตามคำสั่งสอนที่ตรัสมาโดยตลอดอย่างตั้งใจจริง นี่เป็นวิปัสสนาที่กำไรทุกครั้ง เจ้าพึงจำหลักสันโดษเข้าไว้ และจำหลักไม่เบียดเบียนร่างกายและจิตเข้าไว้"

          ๖. "ปกติร่างกายเบียดเบียนเจ้ามากอยู่แล้ว อย่าเอาอารมณ์จิตเราไปเบียดเบียนร่างกายและจิตของตนอย่างไม่รู้เท่าทันเลย หลักมัชฌิมาปฏิปทา จดจำและปฏิบัติกันเอาไว้ให้ดี ๆ"

 

นินทาและสรรเสริญ เหมือนสาดน้ำเข้าใส่กัน

          เพื่อนของผมท่านฝันว่า ตนและผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนกำลังถือขันน้ำ เพื่อรอ จะสาดใส่ผู้อื่นให้เปียก แต่รออยู่พักหนึ่งก็ไม่รู้สึกสนุกตามเขา ก็เดินหลีกไปทางอื่นทั้ง ๆ ที่มีคนชักชวนให้เล่นสาดน้ำกันต่อ แต่ก็ไม่สนใจ พระพุทธองค์ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนให้ดังนี้

          ๑. "นิมิตนั้นหมายความว่า นินทาและสรรเสริญเหมือนสาดน้ำเข้าใส่กันไม่เป็นเรื่อง เจ้าจักตระหนักถึงธรรมนี้ได้ดีว่าหาสาระมิได้ ใครชมว่าดีแต่จิตเรายังไม่ดีก็หาได้ดีตามคำชมนั้น ใครด่าว่าเลว ถ้าจิตเราไม่เลวไปตามเขาด่า ก็มิจำเป็นต้องเดือดร้อนแต่ประการใด"

          ๒. "การมีร่างกายอยู่ในโลก ย่อมหนีโลกธรรมไปไม่ได้ เขานินทา สรรเสริญ เราได้ก็ตรงมีร่างกายนี้ หากเอาจิตไปผูกพันคำติ คำชม ก็เท่ากับหลงยึดมั่นถือมั่นว่า ร่างกายนี้เป็นเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา"

          ๓. "เวลานี้ซ้อมวางอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้เสมอ โดยพิจารณาโทษของอารมณ์ราคะและปฏิฆะ ซึ่งมีต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ โดยเอาความปรารถนาที่จักไปพระนิพพานเข้ามาเป็นกำลังของจิต เพราะศึกษากันมานานแล้ว พอจักเตือนสติให้กำหนดรู้ได้ว่า การจักไปพระนิพพานได้นั้น จิตจักต้องหมดจากอาสวะกิเลส อารมณ์ราคะ และปฏิฆะอันมีต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์นั้นเป็นตัวทำให้เกิด แต่พระนิพพานต้องการดับ ไม่มีเชื้อเกิด นิพพานนังปรมังสูญญัง นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง คือว่างจากอารมณ์ที่เป็นกิเลสทั้งปวง จึงจักถึงพระนิพพานได้ เจ้าจงเอาจุดนี้เตือนจิตทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ราคะ และปฏิฆะ"

          ๔. "เจ้าเป็นคน โทสะจริต เด่นก็จงพยายามกำหนดภาพพระเอาไว้เสมอ ๆ และพรหมวิหาร ๔ พยายามรักษาเข้าไว้ให้เป็นฌานอย่าทิ้งเป็นอันขาด ระมัดระวังคำพูดเข้าไว้ โดยเอาอานาปานัสสติคุมจิตไม่ให้หลงลืมจุดอ่อนข้อนี้ ต้องทำให้มาก ๆ มิฉะนั้นจักไม่มีผล"

          ๕. "อย่าลืม พูดมากเท่าไหร่ เสียผลของการปฏิบัติมากขึ้นเท่านั้น จำข้อบกพร่องตรงนี้เอาไว้ให้ดีๆ"

          ๖. "ของสงฆ์นั้นควรรักษา ช่วยกันดูแลนั้นถูกต้องแต่พยายาม อย่าใช้อารมณ์เข้าไปดูแล ให้เห็นเป็นธรรมดาของความหยาบและละเอียดของคนที่มาพัก พิจารณาและแก้ไขไปตามวาระอันพึงจักทำได้ด้วยความใจเย็น รักษาผลประโยชน์ของสงฆ์ด้วย รักษาผลประโยชน์ของจิตด้วย โลกจักได้ไม่ช้ำ ธรรมก็ไม่เสีย ได้กับได้ กำไรทั้ง ๒ อย่าง ของสงฆ์ก็ไม่เสียหาย อารมณ์ของจิตก็ไม่เสียหายจึงจักดี จำหลักนี้เอาไว้ให้ดีๆ นิสสัมมะกรณังเสยโย ใคร่ครวญด้วยพรหมวิหาร ๔ คือ ทั้งทางของสงฆ์และทางของจิตแล้วจึงทำ อย่างนี้ไม่มีอะไรพลาด"

          ๗. "และอีกจุดหนึ่ง ถ้าเจ้าไม่เกิดอารมณ์ ๒ เพราะราคะหรือปฏิฆะก็ตาม เป็นอารมณ์หนึ่งในนิวรณ์ ๕ ประการ เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง ถ้าหากเจ้าประสบเหตุปัญหาใด ๆ ถ้าหากหมั่นรักษาอารมณ์จิตให้สงบเอาไว้ ก็จงนำปัญหาแห่งเหตุนั้น ๆ ขึ้นมากราบทูลถามตถาคตให้ทราบหนทางแก้ไขได้เสมอ จุดนี้พวกเจ้าได้ทำกันมาแล้วเมื่องาน ๑๐๐ วันท่านฤๅษีที่ ๑๒ ไร่ แต่มาวาระนี้ เจ้าเองกลับไม่นำมาใช้ ปล่อยให้อารมณ์ราคะและปฏิฆะจูงจมูกไปอย่างนี้มันเป็นการดีหรือไม่ดี" (ก็ยอมรับว่า ไม่ดี)

          ๘. "เมื่อรู้ว่าไม่ดี ก็จงหมั่นแก้ไขเสีย"

 

ทำอานาปานัสสติกองเดียว ก็ ถึงพระอรหันต์

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ พ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. "บ่ายนี้ที่เจ้าฟังท่านฤๅษีสอนในเทปหมวดอานาปานัสสติที่ว่า แม้แต่ในขณะพูดอยู่ก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้ จักขาดจริง ๆ แค่คำภาวนาเท่านั้น แล้วเจ้ามาคิดต่อไปว่า คำพูดคำหนึ่งคือลมหายใจเข้า เมื่อต่ออีกคำหนึ่งก็คือลมหายใจออกนั้น เป็นการถูกต้อง เพราะขณะจิตหนึ่งคือลมหายใจเข้า ยังไม่ทันลมหายใจออก หรือแค่ พุท ยังไม่ทัน โธ"

          ๒. "แล้วที่เจ้าคิดต่อไปว่า ในคนที่พูดรุนแรงรวดเร็ว ด้วยอารมณ์โทสะ จักนับว่าคำพูดหนึ่งเท่ากับลมหายใจออกได้ไหม ตถาคตรับรองว่าได้ เพราะในคนที่กำลังมีโทสะเกิดขึ้นกับจิตนั้น กำลังไฟเผาผลาญร่างกายให้ทำงานเร็วขึ้น โลหิตร่างกายถูกหัวใจสูบฉีดให้ไหลแรงเร็วขึ้น ลมหายใจก็ถี่ขึ้นตามอารมณ์ที่ถูกกระทบนั้น เหมือนคนที่วิ่งออกกำลังกายมาเหนื่อย ๆ หัวใจก็เต้นแรงปานกัน คำพูดที่รัวออกมา จึงเป็นจังหวะของลมหายใจได้เสมอกัน" (สันตติภายนอกกับสันตติภายใน)

          ๓. "แล้วที่เจ้าคิดว่า เมื่อพระอรหันต์ท่านกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา การพูดของท่านก็ย่อมรู้ในวาจาที่พูดออกมาตลอดเวลา เพราะจิตท่านทรงสติสมบูรณ์ด้วย อานาปานั้น จักใช่หรือไม่ ตถาคตก็จักยืนยันว่า ใช่ เพราะฉะนั้น คำว่า เพ้อเจ้อ เหลวไหล ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ย่อมไม่มีในวาจาของพระอรหันต์อย่างแน่นอน เพราะท่านมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ด้วยการกำหนดรู้ อานาปานัสสติ กำหนดรู้ในอริยสัจ หรือกฎของกรรมอย่างมั่นคง ความหลงไม่ยอมรับนับถือในกฎของกรรมนั้น ไม่มีในพระองค์ และเป็นคำจริงที่เจ้าคิดต่อไปว่า พระอรหันต์เห็นอะไรที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดาหมด"

          ๔. "เจ้าเห็นอิทธิพลของอานาปานัสสติแล้วหรือยัง(ก็ยอมรับว่าเห็นแล้ว)เมื่อเห็นแล้ว ก็จงจำคำที่ท่านฤๅษีกล่าวว่าจักต้องทรงอานาปาให้ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตราบใดที่จิตนี้ยังตื่นอยู่ ความนี้เจ้าสำคัญว่าเป็นไฉน" (เข้าใจว่าขณะที่กายหลับ จิตที่ฝึกดีแล้วในอานาปา สามารถทรงฌานในอานาปาจนชิน ก็จะยังทรงอานาปาอยู่ในขณะหลับได้ด้วย จึงจัดได้ว่าเป็นผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง)

          ๕. "ถูกต้องแล้วเจ้า แต่ถ้าจักให้ดียิ่งขึ้น อย่าลืมยกอาทิสมานกายให้ขึ้นไปอยู่บนพระนิพพานด้วย และพึงปลงมรณานุสสติ ควบ กายคตา และอสุภกรรมฐาน ตัดกังวล ห่วงใยในร่างกายที่นอนอยู่นี้ไปเสียเลย อย่าคิดว่าหนักทำไม่ได้ ที่กล่าวมานี้เจ้าจักต้องฝึกให้เกิดอารมณ์ชินด้วย ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็พยายามไปเรื่อย ๆ ทำอย่าหยุด พยายามอย่าขี้เกียจ แล้วผลก็จักบังเกิดแก่เจ้าได้อย่างแท้จริง"

          ๖. "วกกลับมายืนยันอีกครั้ง การกำหนดรู้อานาปานัสสติ เป็นกำลังให้จิตมีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ การฝึกรู้ลมหายใจเข้าออกในขณะกล่าววาจาก็จักเกิดนิสสัมมะกรณังเสยโย ในวาจาที่กล่าวนั้นได้ตามลำดับ จักทำให้เกิดมีแต่วาจาที่ชอบด้วยปัญญา มีเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง ใหม่ ๆ อาจจักฝืน กำหนดรู้ไม่ใคร่ได้ทันในวาจาที่กล่าวนั้น ๆ ต่อเมื่อทำนาน ๆ ไป สติ-สัมปชัญญะก็จักเกิดขึ้นตามลำดับ การกลั่นกรองวาจาก็เกิด มีปัญญาตามรู้เท่าทันในคำพูดของตนนั้น ๆ จนในที่สุดเป็นอัตโนมัติ รู้ด้วยสติ-สัมปชัญญะที่สมบูรณ์ว่า วาจาที่กำลังกล่าวออกไปนั้น ๆ คือ ยังไม่ทันได้กล่าว เป็นเพียงมโนกรรมเกิด จิตก็จักกลั่นกรองได้ในทันทีทันใดว่า วาจาเยี่ยงนี้เมื่อกล่าวออกไป มีผลดี มีผลเสียกับผู้ฟังเพียงใด หรือละเอียดลงไปยิ่งกว่านั้น คือ มโนกรรมที่คิดนี้ดีหรือไม่ดีแก่ตนเองหรือผู้อื่นอย่างไร นี่การรู้ลมสำคัญเยี่ยงนี้นะ จึงไม่ผิดหรอกที่ท่านฤๅษีสอนว่าทำอานาปานัสสติกองเดียว ก็ถึงพระอรหันต์"

          ๗. "และเป็นตามที่ท่านว่าถ้าหากจิตเรามีหน้าที่ทำงาน คือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว เรื่องที่จักไปมีอารมณ์ว่างไปสนใจกับจริยาของคนอื่นนั้นก็ไม่มี หรือจักไปมีอารมณ์รัก-โลภ-โกรธ-หลงก็ไม่มี จิตจักทรงฌานในอานาปานัสสติจนชิน แต่จักต้องไม่ลืมควบวิปัสสนาภาวนาในอริยสัจ ตามสังหารกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ตามที่ท่านสอนไว้ด้วย จึงจักมีผล"

          ๘. "ท่านฤๅษีมาเตือนพวกเจ้าว่าพวกเจ้ามักลืมตัว เวลาไปคุยกับคนอื่น มักอ้างว่าหลวงพ่อสอนอย่างโน้น อย่างนี้ ให้บอกว่าหลวงพ่อท่านสอนตามพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ เพราะขณะสอนท่านมีพระพุทธเจ้าคุมอยู่ การไปคุยกับบุคคลนอกกลุ่มศิษย์หลวงพ่อจะมีปัญหา เขาอาจอ้างว่าอาจารย์ของเขาสอนว่าอย่างนี้ การขัดแย้งกันก็จะเกิดขึ้น แต่หากอ้างว่าเป็นคำสอน หรือสอนตามพระพุทธเจ้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จักไม่เกิด การปรามาสพระรัตนตรัยก็ไม่มี จุดนี้ก็เกี่ยวกับการใช้ปัญญาในคำพูดเช่นกัน


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่