หลวงพ่อฤๅษี

(เกือบ) ถูกปรับอาบัติปาราชิก




บทนำ

            ผมเรียกหลวงพ่อฤๅษีตามคำตรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม (พระพุทธสิขีทศพล) ซึ่งเมตตามาสั่งสอนพวกเรา ในขณะที่พวกเราอยู่เฝ้าหลวงพ่อ ในตอนกลางคืนที่ศาลา ๑๒ ไร่ พวกเราเฝ้าท่านอยู่ประมาณ ๑๐๐ คืน จึงขออนุญาตเรียกตามพระองค์ท่าน ที่ตรัสเรียกหลวงพ่อว่า “ท่านฤๅษี” แต่พวกเราเป็นศิษย์ของท่าน จึงต้องเรียกว่า “หลวงพ่อฤๅษี”

          เรื่องเดิม ผมโชคดีมาพบหลวงพ่อฤๅษี ก็เพราะได้อ่านหนังสือ “ประวัติหลวงพ่อปาน” หรือพระครูวิหารกิจจานุการ วัดบางนมโค ผมได้รับหนังสือเล่มนี้เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เมื่ออ่านจบแล้ว ก็เกิดศรัทธาในปฏิปทาของท่านเป็นอย่างมากเป็นขั้นแรก

          ขั้นที่ ๒ คือ มีความเพียร หรือวิริยะไปหาท่านที่บ้านซอยสายลม (บ้านพล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ปัจจุบันท่านอยู่กับหลวงพ่อฤๅษี ที่แดนพระนิพพานแล้ว)

          ขั้นที่ ๓ เมื่อฟังท่านสอนพระธรรมทุกครั้ง ผมก็ตั้งสติหรือมีสติตั้งใจมั่น รับฟังคำสอนของท่านด้วยความเคารพ เมื่อผมมีสติมั่น ในพระธรรมคำสอน สมาธิก็เกิดกับจิตใจของผม มีผลทำให้ผมเกิดปัญญาเข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนเหล่านั้นตามลำดับ เมื่อผมเข้าใจ ในคำสอนของท่าน (ตัวเข้าใจคือตัวปัญญา) จิตใจผมก็ดีขึ้นตามลำดับ ผมเลยเอาความดีของท่าน เป็นที่พึ่งของผมมาจนปัจจุบันไปตลอดชีวิต

          ในหนังสือมีความสำคัญ ที่ค้านต่อความเชื่อของพวกนักบวชหรือสมมติสงฆ์ ในขณะนั้นอยู่มาก เช่น

          ๑. พวกนักบวช ซึ่งบวชแล้วไม่มีศีลปาติโมกข์ครบ (ศีล ๒๒๗ ข้อ) ส่วนใหญ่บวชตามประเพณี บวชตามเพื่อน บวชแต่กายใจไม่ได้บวชด้วย บวชเพื่อที่จะแต่งงานหลังสึกออกมาแล้ว ส่วนน้อยบวชเพื่อความหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร

          ๒. เมื่อมีพวกบวชแล้วไม่ยอมเป็นพระ เพราะบกพร่องในศีลเอาแต่ปริยัติกันเป็นส่วนใหญ่ พระปฏิบัติมีน้อย จึงไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่สูญ ไม่เชื่อเรื่องนรกมี สวรรค์มี พระนิพพานมี ส่วนใหญ่คิดเอาเองว่าตายแล้วสูญ ใครพูดเรื่องนี้ขึ้นจะถูกปรับอาบัติปาราชิกหมด ว่าอวดอุตริมนุษยธรรม

          ๓. ท่านพิสูจน์การตายแล้วไม่สูญ

          ๔. ท่านรับรองเรื่องฌานสมาบัติยังมีอยู่ และผลของฌานสมาบัติ ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ เกิดอภิญญา รู้วาระจิตคนได้ ญาณทั้ง ๘ ยังคงมีอยู่ครบ

          ๕. ท่านรับรองว่ามรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ยังมีอยู่ครบในพุทธศาสนา

          ๖. วิธีเขียนเรื่องของท่าน จะเลี่ยงเขียนไปในแบบนิทานบ้างฝันไปบ้าง

          ๗. ท่านยืนยันว่า ยังมีพระอรหันต์ครบทั้ง ๔ เหล่า สมัยนั้นพวกนักบวชเขาว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว พระอริยเจ้าก็ไม่มีแล้ว อย่างมากก็แค่พระทรงฌานเท่านั้นเอง

          เมื่อหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านพิมพ์แจกในงานศพ คุณพ่อคุณอรอนงค์ คุณะเกษม ได้ ๗ วัน หนังสือเล่มนี้ก็ดังระเบิดเลย คนหาอ่านกันมาก รวมทั้งพระนักปฏิบัติด้วย ผมจำได้ว่าการพิมพ์ต้องลงทุนมาก แจกฟรีไม่ได้ จึงมีจำหน่าย ในราคาเล่มละ ๓๐ บาทในราคาทุน เมื่อมีคนต้องการมาก พวกถือโอกาสก็มากว้านซื้อไปขายในราคาเล่มละ ๕๐ บาท จนถึงเล่มละ ๑๐๐ บาท

          ผมจำได้ว่าขณะนั้นผมรับราชการอยู่รพ.ตำรวจ เป็นรองผู้อำนวยการ มีลูกน้องนำหนังสือเล่มนี้จะมาให้ผมที่ในห้องทำงานของผม แต่ผมปากเสียท่านเลยไม่ให้ (ขณะนี้ท่านมีตำแหน่งเป็นท่านผู้หญิงไปแล้ว) หลังจากนั้นประมาณ ๑ เดือน ผมแวะเข้าไปคุยกับท่าน (ลูกน้องที่จะเอาหนังสือไปให้) ที่ห้องทำงานของท่าน เพราะโดยส่วนตัวสนิทกันดี ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ท่านหญิงวิภาวดีรังสิต (ในขณะนั้น ผมยังไม่รู้จักกับท่าน) ท่านเอาหนังสือเล่มนี้ไปถวายในหลวง พอในหลวงรับหนังสือ เห็นชื่อเรื่องประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านไม่ยอมส่งให้มหาดเล็กที่มาคอยรับต่อ ทรงถือไว้เอง และท่านหญิงเล่าว่า ท่านทรงอ่านจนจบโดยไม่ให้คนอื่นมายุ่งกับหนังสือเล่มนี้เลย ผมได้ฟังตัณหาก็เกิดทันที อยากได้หนังสือเล่มนี้ทันที ก็ขอลูกน้องว่าหนังสือนี้ยังมีไหม ผมอยากได้ ลูกน้องก็บอกว่าเมื่อวันก่อนนั้น ท่านเอาไปจะให้อยู่แล้ว แต่ผมพูดอย่างไม่ค่อยจะสนใจ (ปากเสีย) เลยเปลี่ยนใจไม่ให้ เมื่อผมต้องการท่านก็รีบหยิบให้ทันที ผมถามว่าซื้อมาจากที่ไหน ราคาเล่มละเท่าไหร่ ท่านบอกว่าเล่มละ ๓๐ บาท ซื้อจากบ้านซอยสายลม ผมก็ควักเงินให้ ๑๐๐ บาท บอกว่าผมขอทำบุญ ๑๐๐ บาท ด้วยความศรัทธา

          ขอเล่าย่อ ๆ ว่า ผมอ่านแล้ววางไม่ลงจริง ๆ จนที่สุดผมขอความกรุณาลูกน้องผม ให้ช่วยซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นตั้ง ๆ หลายสิบเล่ม เพื่อมาแจกเพื่อนๆ ต่อ และต่อมาแจกเป็นของขวัญปีใหม่บ้าง แจกงานแต่งงานบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

          ขอเล่าย่อ ๆ ว่าผมได้เข้ามาพบหลวงพ่อฤๅษี และได้อยู่รับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดตลอดมา จนกระทั้งท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไปเมื่อวันที่ ๓๐ ต.ค. ๒๕๓๕ ก็เพราะหนังสือเล่มนี้แหละเป็นเหตุ เมื่อมีโอกาสอยู่กับท่าน ๑ ต่อ ๑ ท่านก็มักจะเล่าเรื่องแปลก ๆ ให้ผมฟังอยู่เสมอ เพราะเวลาผมให้น้ำเกลือท่าน ผมมักจะนั่งเฝ้าท่านไปด้วยเสมอโอกาสนี้แหละที่ผมได้รับทราบเรื่องต่าง ๆ ไว้มาก มากเสียจนลืมเกือบหมด หากนึกได้และเห็นว่ามีประโยชน์ ผมก็จะค่อย ๆ เขียนเล่าให้ฟังตามลำดับ

          สำหรับเรื่องหลวงพ่อเกือบถูกปรับอาบัติปาราชิก มีความโดยย่อดังนี้

          คณะกรรมการของมหาเถระสมาคม (ผมอาจเรียกชื่อไม่ถูกก็ขออภัยด้วย) ในขณะนั้นไม่ใช่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ท่านไม่เชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ นิพพาน ตายแล้วเกิด ส่วนใหญ่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่เชื่อ  ว่านรกสวรรค์ไม่มี นิพพานสูญ ตายแล้วสูญ อะไร ๆ ก็สูญหมด แม้ในปัจจุบันในส่วนตัวผมก็ยังคิดว่าส่วนใหญ่ยังมีความคิดเดิมอยู่

          นักบวชเหล่านี้แหละอ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปานแล้วก็ลงมติจะปรับอาบัติหลวงพ่อฤๅษีว่า อวดอุตริมนุษยธรรม หมายถึงแสดงธรรมที่ไม่มีในตน หรือตนยังทำไม่ได้แล้วอวดว่ามีในตน หมายความว่าปรับอาบัติปาราชิกนั่นเอง

          ในมหาเถระสมาคมในขณะนั้น ไม่ใช่ไม่มีพระแท้ ไม่มีพระอริยเจ้าอยู่ ความจริงก็มีอยู่แต่มีจำนวนน้อย จึงวางเฉยไว้ เมื่อถึงวันสุดท้าย ที่ประชุมจะลงมติ สรุปผลออกประกาศของมหาเถระสมาคม เพื่อปรับอาบัติปาราชิกกับหลวงพ่อฤๅษี ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นพระชั้นมหา คือ มหาวีระ ถาวโร พอเริ่มประชุมพระแท้ในพระพุทธศาสนา ท่านก็ออกโรงทันที เพราะวางเฉยมานานแล้ว ท่านถามที่ประชุมว่า ผมขอดูหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคหน่อยซิว่าใครเป็นผู้แต่ง (เป็นผู้เขียน) เมื่อท่านเปิดดู ท่านพูดว่าหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือ ฤๅษีลิงดำ แล้วพวกเราจะปรับอาบัติฤๅษีได้หรือ เพราะฤๅษีท่านไม่มีอาบัติ ความโกลาหลก็เกิดขึ้น ในที่ประชุมต่างขอดูชื่อผู้แต่ง ก็พบว่า ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือฤๅษีลิงดำ ทำให้สมาคมไม่สามารถจะปรับอาบัติกับฤๅษีได้ หลวงพ่อท่านก็พ้นจากการถูกปรับอาบัติปาราชิก ได้ก็เพราะเหตุนี้เอง

          อวดอุตริมนุษยธรรมนั้น หมายความว่า พูด เขียน แสดงทางกาย วาจา ว่าตนทำได้อย่างนั้น ทำได้อย่างนี้ มีฌานสมาบัติขั้นนั้นขั้นนี้ โดยไม่มีธรรมนั้น ๆ ในตน จึงจะเรียกว่าอุตริ แต่หากมีธรรมนั้นในตนก็ไม่ใช่อุตริ ในสมัยพุทธกาล พระโมคคัลลาน์ถูกสมมติสงฆ์ ฟ้องพระพุทธเจ้าเพื่อปรับอาบัติบ่อย ๆ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็รับรองว่า พระโมคคัลลาน์เห็นจริง รู้จริง ทำได้จริงตามนั้น จึงไม่ใช่อุตริมนุษยธรรมแต่อย่างใด

          ผมมาคิดพิจารณาดูว่า หลวงพ่อท่านไม่รู้หรือว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ผมก็ขอตอบเองว่าท่านรู้ และรู้ล่วงหน้าด้วยอนาคตังสญาณ และปฏิสัมภิทาญาณ ว่าเขาจะต้องเล่นงานท่านแบบนี้ และท่านก็รู้ว่าวิธีหนี จะหนีอย่างไรจึงจะพ้น ท่านจึงใช้นามปากกาว่า ผู้แต่งคือฤๅษีลิงดำ หากท่านไม่รู้ก่อนล่วงหน้า ท่านก็ใช้นามปากกาว่า พระมหาวีระ ถาวโร หากพระเป็นผู้แต่ง ผู้เขียน ก็ต้องถูกปรับอาบัติปาราชิกแน่นอน

          ผมจำได้ว่า วันหนึ่งผมอยู่กับหลวงพ่อตามลำพัง ผมคุยกับหลวงพ่อท่าน มีความสำคัญว่า ในขณะนี้มีพระจำนวนไม่น้อยที่ค่อยๆเปิดตัว เปิดใจกล้าพูดเรื่องนรก สวรรค์ ตายแล้วเกิด กฎของกรรมมีอยู่จริง พระนิพพานมีจริงไม่สูญ พระเหล่านี้ท่านอาศัยรั้วที่หลวงพ่อแหวกไว้ให้ออก ท่านก็ออกทางที่หลวงพ่อแหวกไว้ให้จำนวนไม่น้อย หลวงพ่อท่านฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ ตอบว่าจริงของคุณหมอ เดี๋ยวนี้มีพระท่านกล้าพูด กล้าแสดงกันมาก จึงเกือบเป็นของธรรมดาแล้ว

          ผมก็ขอจบเรื่องของหลวงพ่อท่านไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่ก่อนจะจบ ผมขอความกรุณาจากท่านผู้อ่านทุกท่านให้กรุณากลับไปอ่าน คิริมานนทสูตร ที่ผมได้แจกให้ท่านไปเมื่อเดือนที่แล้วอีกสักครั้ง (ขณะนี้ผู้มีจิตศรัทธาได้พิมพ์พระสูตรนี้แจกเป็นธรรมทาน
ไปกว่า ๓๐
,๐๐๐เล่มแล้ว) แล้วท่านก็จะเข้าใจเรื่องนรก สวรรค์ พระนิพพาน กฎของกรรม และพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ยิ่งอ่านบ่อย ๆ อ่านทุกวัน ความกระจ่างในธรรมก็จะเกิดกับผู้อ่านเองตามลำดับ

          หมายเหตุ :

          เพื่อความมั่นคงในพระพุทธศาสนา สำหรับท่านผู้อ่านบทความที่ผมรวบรวมมานี้ กรุณาอ่านบทความเรื่อง “หลักพระพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่สนใจมาก่อน” เรียบเรียงโดยหลวงปู่วัย จัตตาลโย (ปัจจุบันท่านอยู่ที่แดนนิพพานแล้ว) ซึ่งผมได้แจกให้ ในวันนี้เช่นกัน อ่านตั้งแต่ข้อที่ ๑-๘ ประกอบด้วยและจะให้ดียิ่งขึ้น กรุณาอ่านจบครบ แล้วทบทวนดูด้วยสติปัญญาของท่านสัก ๒-๓ เที่ยว ท่านก็จะเข้าใจและแยกได้ว่าสิ่งใดเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   ผลที่ท่านจะได้รับก็คือ ท่านจะหมดความกังวลและสงสัยอีกต่อไป ด้วยจิตของท่านเอง และหากท่านได้อ่าน “คิริมานนทสูตร” ด้วยแล้วจะยิ่งเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องนรก สวรรค์ พระนิพพาน พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามความเป็นจริง ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน

          ผมขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพอันหาประมาณมิได้ จงดลบันดาลให้จิตของท่านผู้อ่านคิริมานนทสูตร ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ทุกท่านได้มีดวงตาเห็นธรรมตามลำดับ จนจบกิจในพระพุทธศาสนาในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่าน เทอญ.

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่