พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (บทส่งท้าย เล่มที่ 17)




            พระองค์ทรงตรัสไว้ทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ วิธีใน ๔๕ พรรษา

            ทุกวิธีจะเหมาะกับจริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำมาในอดีตไม่เสมอกัน จึงตรัสสอนได้ตรงตามกรรมของแต่ละคน โดยไม่มีผิดพลาดแต่พระองค์เดียวในโลก

            จัดเป็นปกิณกะธรรมทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ วิธี

            ๑๗ ปีที่รวบรวมไว้ ก็ต้องมีอันต้องสิ้นสุด ทรงตรัสสรุปว่า เพราะที่สอน ๆ มาก็ยังทำไม่ได้ หรือได้แล้วก็ยังไม่ทรงตัว คือเผลออยู่เสมอ แต่เผลอน้อยลง หรือเผลอแล้วรีบแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็วขึ้น

            กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ที่เผลอกันบ่อย ๆ คือ ใส่บาตร กับตักบาตร, สวยงาม กับ งดงาม

            การสอนก็วนเวียนมาที่เก่าบ่อย ๆ เพราะผู้รับฟังยังเผลอบ่อย ผิดพลาดบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นธรรมดา หากไม่เผลอ-ไม่พลาด ก็จบกิจในพุทธศาสนา

            การจบกิจ จึงมีได้มากมายหลายวิธี มีพระองค์แต่ผู้เดียวที่รู้จริต-นิสัย และกรรมของคนและสัตว์ได้ทุก ๆ คน และสอนได้ถูก-ตรงตามจริต-นิสัยของแต่ละคนโดยไม่ผิดพลาด

            คำว่าเผลอ-พลาด-ขาดสติไม่มีในพระองค์ แต่พระองค์เดียวในโลก

            รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพานเป็นทางลัดเข้าสู่พระนิพพานแบบง่าย ๆ (สำหรับผู้ที่มีฐานของศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว เช่นพระโสดาบัน)

            ทรงตรัสสอนตามจริต นิสัย และกรรมของแต่ละคนที่ทำกันมาไม่เสมอกัน

            หลักใหญ่ ๆ คือ บัว ๔ เหล่า

            ตัวปัญญาแท้ในพุทธศาสนาคือ วิปัสสนาญาณ ๙

            ตัวปฏิบัติให้จบกิจมี ๒ แนว ตัวข้อ ๖ และ ๗ ของวิปัสสนาญาณ ๙

            ควรมีเล่มพิเศษ เป็นปกิณกะธรรมทั้งเล่ม

            ตัวปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาก็คืออริยสัจ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างก็จบกิจ เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอริยสัจ

            การเกิดเพราะหลงกายเป็นเหตุ ทุกข์เกิดก็เนื่องจากกายเป็นเหตุ การไม่เกิดจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง

            เห็นทุกข์ เห็นแล้วจักต้องใช้อริยสัจ ๔ เป็นหลักสำคัญในการแก้ไข จึงจักพ้นทุกข์ได้

            เรื่องอารมณ์กลัวทุกชนิด เช่น กลัวตาย-กลัวอุบัติเหตุ-กลัวป่วย ล้วนเนื่องด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ หรือร่างกายทั้งสิ้น คือ หลงคิดว่ากายนี้คือเรา เป็นของเรา แต่ความจริงเราคือจิตเป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือกายที่จิตมาอาศัยอยู่ชั่วคราว

            หากกลัวตาย จงอย่าทิ้งคำภาวนา อย่าทิ้งพระ (รัตนตรัย) อย่าไปไหนคนเดียว อย่าอยู่คนเดียว ให้ไปกับพระ และอยู่กับพระ (รัตนตรัย) โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า (พุทโธ อัปมาโณ)

            อารมณ์เบื่อกาย-เบื่อเกิด จงอย่าให้เกิดมากเกินไป ให้เดินสายกลาง พึงลงตัวธรรมดาให้มาก

            อย่าไปแก้ไขโลก (ธรรมภายนอก) ให้ปล่อยวาง จักทำให้หลงโลก-ติดโลก เท่ากับติดเกาะทุกข์ จึงยากที่จักพ้นทุกข์ได้

            โลกธรรม ๘ กระทบเราได้ ก็เนื่องด้วยการมีร่างกายเป็นเหตุ-เป็นปัจจัย สักกายะ แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย หรือขันธ์ ๕

            พยายามมองทุกสิ่ง ทุกอย่างให้เป็นธรรมดา จงเพียรวางโลกที่ไม่เที่ยงให้ได้ จิตอย่าติดอยู่กับธรรมดาของโลก

            สมบัติในโลกที่เป็นของเรามีอย่างเดียวคือ จิต จึงต้องเพียรรักษาจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ รักษากายแต่พอสมควรตามหน้าที่ทางสายกลาง

            อุบายให้พ้นทุกข์มีมากถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี อุบายไหนที่จิตชอบให้ทำบทนั้นจะสำเร็จเร็ว เพราะจิตชอบ

            คนฉลาดไม่มีใครทิ้งแก้ว ๓ ดวง หรือพระรัตนตรัยไปจากจิต เพราะเป็นอัปมาโณทั้งหมด พระคุณของท่านหาประมาณมิได้

            ผู้ไม่ประมาทในความตาย เขารีบตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกให้ได้เร็วที่สุด เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง งานอื่น ๆ จัดเป็นงานรอง

            จงเป็นผู้มีธุระน้อย หากจักไปพระนิพพานในชาตินี้

            เห็นทุกข์-รู้ทุกข์ ก็ให้รู้จักพอในทุกข์ อันมีกิเลส-ตัณหา ๓-อุปาทานขันธ์ ๕-อกุศลกรรมทั้งปวง ที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ-โลภ-หลง

            วิปัสสนาญาณ ๙ เป็นธรรมที่ควรจักพิจารณาเนือง ๆ เหมือนกับสัทธรรม ๕ หากต้องการจักไปพระนิพพานในชาตินี้

            นิพพานัง ปรมังสูญญัง นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง คือ ว่างจากกรรมชั่วทั้งมวล แต่กรรมดียังทรงอยู่เป็นปกติธรรมดา (มิใช่สูญถูกอย่าง)เป็นต้น

            การปล่อยวาง หรืออุเบกขา ให้วางด้วยปัญญาบารมี (บารมี ๑๐) จิตจึงจักเบา หากวางด้วยสัญญา หรือความจำจิตจักหนัก เพราะเป็นอารมณ์เก็บกด

            เมื่อกฎของกรรมตามมาให้ผล ให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า จักไม่ทุกข์ไปกับมันด้วย เห็นเป็นของธรรมดา

            ให้มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ายังมีเรื่องใดผิดธรรมดาแสดงว่าจิตยังฝืน ไม่ยอมรับความจริง

            อยู่ในโลก ย่อมหนีภัยของธรรมชาติไม่พ้น จากดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ซึ่งไม่เที่ยง เช่น แผ่นดินไหว-น้ำท่วม-พายุพัด-ไฟไหม้ให้เห็นเป็นของธรรมดา

            ดูร่างกายที่ไม่เที่ยงเข้าไว้เสมอ ๆ จักเห็นว่าจิตไม่สามารถบังคับกายให้ทรงตัวได้เลย เหล่านี้ล้วนเป็นกฎธรรมดา หรืออริยสัจซึ่งแปลว่าความจริง

            อย่าห่วงอนาคตซึ่งไม่เที่ยง และยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แต่กรรมเป็นของเที่ยง จึงต้องสุดแต่กรรม มองทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด

            กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังตามมาให้ผล

            พระท่านคุ้มครองป้องกันได้ แต่เฉพาะคนดีมีศีล และมั่นคง เคารพในพระรัตนตรัยเท่านั้น นอกนั้นยังเอาแน่นอนไม่ได้

            การติดสถานที่ ก็เหมือนกับนักธรณีวิทยา หรือนักโบราณคดี ในปัจจุบันล้วนเป็นตัณหา ๓ ที่ทำให้ต้องมาเกิด-ตายอยู่กับโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

            การยอมรับคำว่าไม่เที่ยง ทำให้จิตไม่ฝืนโลก ไม่ฝืนธรรมทั้งปวงจิตจักเป็นสุขอย่างยิ่ง หากทำได้ทรงตัว

            พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิต ไม่ตึงไป-ไม่หย่อนไป

            พิจารณาให้เห็นทุกข์จากความไม่เที่ยงตามความเป็นจริงแล้วจิตจักวางขันธ์ ๕ ลงได้

            อารมณ์ใดกระทบแล้ว ปลดไม่ได้ วางไม่ได้ อารมณ์นั้นคือกิเลส

            สติ-สัมปชัญญะเป็นใหญ่ในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

            ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขจริง ๆ ไม่มีในโลก มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย พอทุกข์น้อยลงเลยหลงคิดว่าเป็นสุข

            ชาวโลกชอบทักกันว่า สบายดีหรือ หากตอบว่าสบายดี ก็หลง ควรตอบว่าขณะนี้ใจสบาย แต่ร่างกายมันก็ทุกข์ของมันเป็นธรรมดา (ปวดท้องขี้-ปวดท้องเยี่ยว-หิวทุกวัน)

            ยังไม่ใช่พระอรหันต์ย่อมสอบตกเป็นธรรมดา แต่จงอย่าละความเพียร ย่อมถึงจุดหมายได้ทุกคน

            หลวงพ่อฤๅษีว่า สมบัติที่มีอยู่คือขยะ ร่างกายของท่านก็เป็นขยะ จงอย่าห่วงขยะของท่าน สมเด็จองค์ปฐมตรัสว่า ร่างกายเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครสามารถเอาไปได้

            อย่าไปหาธรรมภายนอก ให้หาที่กายและจิตตนเอง จึงจักพบความจริง

            พระอริยเจ้าเบื้องสูง มุ่งรักษาอารมณ์จิตไม่ให้ยุ่งกับจริยาของผู้อื่นเป็นสำคัญ จิตไม่ไหวไปกับกรรมของผู้อื่น ไม่ปรุงแต่งธรรม อยู่กับธรรมภายในเป็นปกติ

            เราคือจิตดวงเดียวที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เราอยู่เพื่อชดใช้กรรม เพื่อคอยวันตายเท่านั้น

            ผู้ปฏิบัติอริยมรรคได้ถึงขั้นอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาแล้ว หรือตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ครบแล้ว จึงจักวางใจได้เหมือนกับแผ่นดิน หมดความหวั่นไหว (หมดความกลัว) คือ จบกิจเป็นพระอรหันต์

            ประสาททั้ง ๕ คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย เป็นผู้ปรุงแต่งสุข-ทุกข์ให้กับใจ คือกามคุณ ๕

            ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ประกอบด้วยรูป ๑ กับนาม ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สังขาร คืออารมณ์ปรุงแต่ วิญญาณ คือประสาทสัมผัสของกาย)

            เมื่อวางโลกียสุขแล้ว จึงจักถึงพระนิพพานได้ (ทำดีแต่จงอย่าเกาะความดี หรือทำบุญทำดีเพื่อพระนิพพานจุดเดียว)ผู้จะถึงพระนิพพาน ต้องพ้นจากกุศลกรรม และอกุศลกรรม (พ้นดี-พ้นชั่ว) หรืออัพยากฤตธรรมคือ องค์พระนิพพาน

            บุคคลที่ยังมีกำลังใจไม่เต็ม ให้ยึดบุญ-กุศลนั้นไว้ก่อน เพื่อกันนรก และเป็นสะพานเพื่อไปสู่ความสุขอย่างถาวร (นิพพาน)

            จิตและตัณหาเป็นที่มาของสุข และทุกข์ ซึ่งต้องวางให้หมด จึงจักถึงพระนิพพานได้

            อัพยากฤตธรรม หรืออารมณ์กลาง ๆ รู้ได้ด้วยอธิปัญญา หรือสังขารุเบกขาญาณนั่นเอง

            ผู้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ คือมีจิตไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ด้วยในเงิน-ในทอง หรือของมีค่า เป็นอารมณ์ตัดชีวิต คือไม่กลัวตาย-กลัวอด ไม่ติดในกามคุณ ๕ - ในโลกธรรม ๘ อันเป็นโลกียสุข

            ผู้ตั้งอยู่ในศีล ๒๒๗ จึงจัดว่าบางจากกิเลสได้สูงสุด ฆราวาสต้องกราบไหว้พระเพราะเหตุนี้ พระเจ้าแผ่นดินยังต้องกราบพระ

            ผู้มีความรู้ทางโลก จะฉลาดสักปานใด ไม่ควรถือตัวว่าเป็นผู้ยิ่งกว่าผู้มีศีล

            ศีลทำให้พ้นนรก-พ้นเกิดพ้นตาย จนเข้าถึงพระนิพพานได้ คนฉลาดทางโลกยังไม่พ้นนรก

            ใครยังรักษาศีล ๕ ไม่ได้ จึงไม่ควรบวชพระ ซึ่งต้องมีศีล ๒๒๗ หากขืนบวช ก็บวชเพื่อจองนรก

            การให้ทาน-รักษาศีล-เจริญภาวนา ชื่อว่าเดินถูกทางพระนิพพานโดยแท้

            พระพุทธเจ้าบัญญัติศีล ๕ - ๘ - ๑๐- ๒๒๗ ไว้ เพื่อให้จิตพ้นจากกองกิเลสตามลำดับ ไม่หลงทางเดิน ตรงเข้าสู่พระนิพพานโดยแท้

            บุคคลผู้ฉลาดในธรรม ย่อมหาประโยชน์จากการให้ทาน-รักษาศีล-เจริญภาวนา ได้ว่ากิเลสทั้งหมด ต้นเหตุล้วนอยู่ที่ใจ จึงต้องดับเหตุที่ใจ

            คนฉลาดใช้ใจรักษาศีล จึงเบาและเป็นสุข คนโง่ใช้กายรักษาศีล หรือแบกศีล จึงหนักและทุกข์

            ธรรมอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่าเอามาคิดปรุงแต่ให้เกิดอารมณ์ชอบใจ และไม่ชอบใจ

            ฟุ้งดีควรฟุ้ง แต่ฟุ้งเลวสงสัยในธรรมนั้น หาควรมีไม่

            ทุกชีวิตอยู่โดยพระธรรมทั้งสิ้น เนื่องด้วยกรรม หรือธรรมนั้นเที่ยงเสมอ ใครทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น

            อย่าเสียดายอะไรในโลกทั้งหมด เพราะไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้

            สภาพจิตใกล้สิ่งไหน เกาะสิ่งนั้น รับสัมผัสสิ่งดีก็ยึดดี รับสัมผัสสิ่งเลวก็ยึดเลว

            หากวางขันธ์ ๕ ได้อย่างเดียว ก็วางทุกสิ่งได้หมด

            ซ้อมวางภาระของขันธ์ ๕ ไว้เสมอ หรือซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ จัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาทโดยแท้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่