พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

ธันวาคม ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ความกังวลเป็นทั้งกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และสร้างอกุศลกรรม เป็นอารมณ์ที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงของร่างกาย จักต้องแก้ไขด้วยปัญญา โดยพิจาณาหาความเป็นจริงของร่างกาย (พระพุทธองค์เป็นผู้เดียวในโลกที่รู้จริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำกันมาไม่เสมอกัน และรู้วิธีแก้กรรมเหล่านั้นอย่างไร ให้เหมาะกับจริต-นิสัย และกรรมของเต่ละบุคคล และรู้ว่าจะได้ผลอย่างไร โดยไม่มีผิดพลาด โดยใช้อริยสัจ ๔ เป็นหลัก รวบรวมแล้วมีอยื ๘๔,๐๐๐ อุบายวิธี ผมเป็นเพียงผู้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เท่านั้น)

          ๒. ความกังวลเป็นนิวรณ์ ทำปัญญาให้ถอยหลัง และเป็นสังโยชน์ข้อ ๒ ที่ต้องละ บาลีว่าเป็นปลิโพธิ หากละไม่ได้การเจริญพระกรรมฐานก็ไม่มีผล แต่การปฏิบัติจริงๆ ทำได้ยากยิ่ง พระองค์จึงให้ละมันชั่วคราวให้ได้ก่อน หมั่นทำบ่อย ๆ จิตจะชิน มีความชำนาญ และมั่นคงยิ่งขึ้น จนสามารถจะระงับมันได้ตามที่จิตเราต้องการ เมื่อจิตทำได้จนชินก็กลายเป็นฌาน แต่ก็ยังไม่สามารถจะฆ่านิวรณ์ตัวนี้ให้ตายได้ จะต้องใช้ปัญญา (วิปัสสนา) เท่านั้น จึงจะฆ่ามันให้ตายได้สนิท จากมีอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาตามลำดับ

          ๓. ความกังวล เป็นอารมณ์ที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงของร่างกาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเราคือจิต เป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง ยึดเข้าก็เป็นทุกข์ แต่อุปาทานมันก็เผลอค้านว่าเที่ยง และยึดกายว่าเป็นเรา-เป็นของเรา หากเราเพียรพยายามละอุปาทานขันธ์ ๕ ลงได้ จิตก็เป็นสุข พ้นทุกข์ได้ชั่วคราว เป็นปทังควิมุติ หรือจิตหลุดพ้นได้ชั่วคราว หากกายเกิดตายในขณะนั้น จิตก็เข้าสู่พระนิพพานได้ ความเป็นจริงก็มีโดยย่อ ๆ แค่นี้ ดังนั้นกรรมฐานทางลัดเข้าพระนิพพานแบบง่ายๆ ที่ว่ารู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน จึงอย่าทิ้ง

          ๔. ทำกำลังใจให้เต็ม หรือทำบารมี ๑๐ ให้เต็ม เพราะใครก็ทำได้ก็วางอารมณ์โลภ-โกรธ-หลงได้ ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว หากวางได้ชั่วคราว จิตก็หลุดพ้นทุกข์ได้ชั่วคราว หมั่นวางบ่อย ๆ ด้วยวิริยะ-ขันติ-สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุมอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ ส่วนใหญ่ขาดความเพียร (วิริยะ) จึงยังเอาดีไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ทาง

          ๕. ให้ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน จงอย่าท้อถอยในกำลังใจ บุคคลส่วนใหญ่ เมื่อทำความดี (บุญ) ก็จะติดในความดี เมื่อทำความสงบ จิตเป็นสุข ก็จะติดสุขในความสงบ หากกายตาย จิตไปเสวยสุขตามที่จิตเกาะ เกาะบุญก็ไปสวรรค์ เกาะความสงบก็ไปพรหม หมดบุญก็กลับลงมาเกิดใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปไม่ถึงพระนิพพาน ทางที่จะไปพระนิพพานจึงต้องรู้ ไม่รู้ก็ไปไม่ถึง อัพยากฤตธรรม เป็นธรรมที่นำเข้าสู่พระนิพพาน ทำดี (บุญ) แต่ก็ไม่ติดในความดี ทำจิตให้สงบเป็นสุข แต่ก็ไม่ติดสุขในความสงบ เพราะรู้ว่าอารมณ์เกาะดี-เกาะบุญ-เกาะสุข(สงบ) ล้วนไม่เที่ยง แถมยังมีอารมณ์ปรุงแต่งธรรม อันเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น จึงรู้แล้ววาง-ไม่สงสัย-ไม่ปรุงแต่งธรรมต่อ จึงจะเป็นอารมณ์ที่เข้าสู่พระนิพพานได้ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว

          ๖. จริงหรือที่การทำงานหมดแค่วัย ๖๐ ปี บางคนคิดว่าคนเรามีวัยทำงานแค่โดยประมาณ ๖๐ ปี ก็หมดสภาพทำงานไม่ไหวแล้ว เมื่อฟังคำพูดของเขาแล้ว ก็มักจะรู้สึกคล้อยตามเขาไป เพราะเห็นจริงว่าคนเมื่ออายุถึง ๖๐ ปีแล้ว เรี่ยวแรงน้อยลงไป ความคิด-ความอ่านก็เชื่องช้าลง หูก็ไม่ดี ตาก็ฟางลงไป ความคล่องตัวของการทำงานก็ย่อมลดลงไปตามวัยที่ชราขึ้นนั้น เป็นการคิดที่ถูก พระองค์ทรงพระเมตตาตรัสถามว่า "จริงหรือที่การทำงานหมดแค่วัย ๖๐ ปี เพราะตราบใดที่ร่างกายยังอยู่ ก็ต้องกิน-ต้องใช้อยู่ตลอดเวลา ขึ้นชื่อว่าการทำงานไม่มีวันหมดสิ้นไปได้ ตราบใดที่ยังมีร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ทรงอยู่" ที่ชาวโลกคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิด แต่ถูกเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง คือถูกของทางโลก แต่ไม่ถูกของทางธรรม ขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมต้องเป็นภาระตราบเท่าวันตาย นั่นแหละ คิดเสียให้ถูก แล้ววางใจให้ถูก ก็จักเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๗. จงอย่าประมาทในชีวิต ทำใจเอาไว้เลยว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เวลานี้เมื่อรู้ว่าสุขภาพกายไม่ดี ก็จงระมัดระวังสุขภาพจิตให้ดีๆ เข้าไว้ อย่าประมาทในความตาย การกระทำใดๆ (กรรมอันใด) ที่ทำให้จิตเร่าร้อน จงอย่าทำ ใช้วิริยะ-ขันติ-สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุม และอ่อนโยน(เมตตา) กับจิตของตนเองเข้าไว้ ละความร้อนของจิตให้ได้ (ผมขอสรุปว่าทรงเตือนให้ใช้บารมี ๑๐ เพื่อทำให้มีกำลังใจเต็มเสมอ มิฉะนั้นจะไม่มีทางสู้กับกิเลสได้เลย)

          ๘. กำลังใจที่เข้มแข็ง หมายถึงจิตที่มีสติ-ปัญญา (สัมปชัญญะ) อันแก่กล้า มิใช่เป็นเพียงความตั้งใจมั่นที่จักปฏิบัติไปให้ได้เท่านั้น จักต้องรู้จุดมุ่งหมายของกำลังใจที่จักเพียรกระทำในสิ่งนั้นๆ ด้วย พิจารณาให้ดี แล้วจักรู้จักจุดจบของการปฏิบัติพระกรรมฐานอย่างแท้จริง (ผมขอสรุปว่า ทรงเน้นให้ใช้บารมี ๑๐ ตลอดเวลา และตลอดชีวิตของการปฏิบัติธรรม)

          ๙. ทุกข์กายห้ามฝืน ทุกข์ใจให้รีบแก้ไขด้วยอริยสัจ ผู้ใดยังแยกทุกข์กาย กับทุกข์ใจออกจากกันไม่ได้ ก็ยังห่างไกลกับพระนิพพานอยู่มาก ธรรมจุดนี้หลวงพ่อฤาษีท่านเมตตามาสอนเรื่อง การปฏิบัติต้องให้พอดีกับร่างกาย อย่าฝืนสุขภาพของร่างกายจนเกินไป ซึ่งก็ตรงกับปฐมเทศนา (ธัมมจักรกัปวัตนสูตร) ที่ทรงตรัสสอนท่านฤาษีโกณฑัญญะมีความสำคัญว่า การปฏิบัติจักต้องเดินสายกลาง ไม่ตึงไป-ไม่หย่อนไป จึงจักมีผล ผมขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๑๐. ทำกำลังใจให้ดี จงอย่าห่วงกังวลใจกับงานสิ่งใดไปล่วงหน้า ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ แล้วงานทุกอย่างก็จักลุล่วงไปได้ด้วยดี ความกังวลก็ดี-ความสงสัยก็ดี หากไม่ตัด การปฏิบัติพระกรรมฐานก็ไม่มีผล และจงอย่าเครียดกับงานทางโลกให้มากนัก เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีใครสามารถจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ อารมณ์เกาะงานจึงเป็นอารมณ์หลง เป็นอารมณ์คล้ายๆ กับว่าเป็นของดีแต่คิดให้ดีๆ แล้ว กลับเป็นอารมณ์ดีไปหมด เหลือแค่ความโง่แทน เพราะฝืนโลก ฝืนธรรม ฝืนกฎธรรมดาของโลก จากขาดปัญญา

          ๑๑. กำลังใจกับกำลังกาย มักจักไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงสมควรระมัดระวังกาย และใจให้ไปด้วยกัน เนื่องจากสังโยชน์ ๑๐ ประการ ยังไม่ขาดสะบั้น จึงแยกกายกับใจออกจากกันยังไม่ได้เด็ดขาด จึงต้องประคับประคองกายและใจ เพื่อไม่ให้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพื่อความเป็นอยู่ให้เป็นสุขทั้งกายและใจ แต่ก็ต้องเตรียมใจเอาไว้เสมอว่า กายนี้ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา คือตายไปในที่สุด ฝึกใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของกาย จุดนี้ไม่ใช่ง่ายนัก และจุดนี้จุดเดียว ถ้าหากฝึกใจให้เที่ยงเสียแล้ว การไปพระนิพพานก็เป็นของง่าย

          ๑๒. คิดถึงพระนิพพานให้มาก เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นภาระของสังคมไป ทรงเมตตาตรัสเตือนก็เพราะ อารมณ์รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ที่สุขที่สุดในโลก เหตุผลจากพระนิพพานเป็นธรรมที่เที่ยง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแดนพระนิพพานไม่มีธาตุ ๔ จึงไม่เป็นทุกข์ บนพระนิพพานไม่มีกิจใดอีกที่จักต้องทำ ไม่มีเวลา จึงไม่มีหมดเวลา ไม่มีอายุ จึงไม่มีหมดอายุ เป็นเอกันตบรมสุข

          ๑๓. ทุกอย่างจักต้องเห็นโทษก่อน จึงจักเข้าถึงการเห็นคุณได้ ทำใจให้สบาย วางกังวลลงไปให้หมด รักษาจิตให้เป็นสุขจึงจักเหมาะสมกับการปฏิบัติพระกรรมฐาน ให้เห็นโทษของการหนักใจก่อน ถ้าไม่พิจารณาให้เห็นโทษ ก็จักวางความหนักใจลงไปไม่ได้ ทุกอย่างจักต้องเห็นโทษก่อน จึงจักเข้าถึงการเห็นคุณได้

          ๑๔. ฝึกจิตอย่าให้หวั่นไหวไปกับโลกธรรมทั้งปวง มีชีวิตอยู่อย่าหนีปัญหา เพราะหนีไม่พ้นหากกายยังอยู่ ปัญหาของโลกก็เป็นธรรมดาของโลก ซึ่งรวมอยู่ในโลกธรรม ๘ ทั้งสิ้น นี่เป็นปกติของปัญหาโลก-เป็นกฎของกรรม-เป็นทุกข์ของชาวโลก และเป็นปกติที่ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ อย่างไปได้พ้น ดังนั้นการทำงานทุกอย่างในโลก จงอย่ากงัวลใจว่าใครเขาจักเพ่งเล็ง ให้เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาทั้งหมด ฝึกจิตอย่าให้หวั่นไหวไปกับโลกธรรมทั้งปวง วางภาระหนักใจลงเสีย

          ๑๕. นินทาและสรรเสริญ เหมือนสาดน้ำใส่กัน ในเมื่อยังมีกายอยู่ในโลก ย่อมหนีโลกธรรมไม่พ้นเป็นธรรมดา จึงต้องซ้อมอารมณ์ลงตัวธรรมดาเข้าไว้เสมอ เพื่อกันมิให้อารมณ์ ๒ เกิดขึ้นคือ ราคะกับปฏิฆะ ซึ่งเกิดแล้วจะปิดกั้นทางเข้าสู่พระนิพพานไว้สนิท เพราะเป็นนิวรณ์ ๒ ข้อแรกทำปัญญาให้ถอยหลัง คือโง่ตลอดกาล

          ๑๖. กายทำงานตามหน้าที่เท่านั้น จิตใจไม่ต้องไปมีอารมณ์ด้วย สังขารหยุดปรุงแต่งธรรม มองทุกอย่างให้เห็นว่า มันเป็นไปของมันอยู่อย่างนั้นเอง ทำใจให้สบาย ร่างกายที่เห็นอยู่ไม่ช้าก็จักสลายไป จักสนใจทำไมกับเรื่องต่างๆ ในโลก โลกนี้ไม่เที่ยง-โลกนี้เป็นทุกข์-โลกนี้เป็นอนัตตา จงวางใจให้ล่วงออกจากโลกนี้เสีย อย่าไปขัดข้องขุ่นเคืองกับเรื่องใดๆ ทั้งหมด วางภาระทุกสิ่งทุกอย่างในโลกลงเสียในจิต กายทำงานตามหน้าที่เท่านั้น จิตใจไม่ต้องไปมีอารมณ์ด้วย

          ๑๗. จงอย่าปรุงแต่งธรรม จงระงับจิตสังขารด้วยอานาปานุสสติกรรมฐาน จิตจักสะอาด-สงบ-ปราศจากการปรุงแต่งธรรม จิตจักมีอารมณ์เหมาะแก่การใคร่ครวญพิจารณาธรรมทุกอย่างได้ถูกต้องตามความเป็นจริง จิตจุดนี้แหละจักมีความเข้าใจในธรรมล้วนๆ ปราศจากกิเลสปรุงแต่ง จิตจุดนี้แหละมีความสุข-สงบ-เยือกเย็น เป็นจิตที่ชนะกิเลสได้และเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ จงชำระความอยากได้ใคร่ดี ให้ออกไปจากจิตก่อนที่จักเจริญพระกรรมฐาน ให้สังเกตและสอบจิตของตนเองเอาไว้เสมอๆ ว่า อะไรเป็นเหตุให้จิตสงบ อะไรเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน ต้องหมั่นดูจิตอยู่อย่างนี้ จึงจักแก้ไขกิเลสที่เข้ามารบกวนจิตได้

          ๑๘. รักษากำลังใจให้ดี เห็นทุกอย่างเป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรที่ควรจักสะเทือนใจ ทุกอย่างลงธรรมดาให้หมด แล้วความสุขของจิตก็จักบังเกิดขึ้นได้ ให้เห็นธรรมดาในกฎของกรรมของตนเองก่อน และยอมรับ-ไม่ดิ้นรน-เห็นเป็นธรรมดาเมื่อถูกกระทบ หากทำได้จัดเป็นธรรมดาภายใน แล้วจึงจักเห็นกฎของกรรม หรือกฎธรรมดาภายนอก หรือของบุคคลอื่นได้อย่างเด่นชัด เห็นทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่เข้ามากระทบ ล้วนไม่พ้นกฎของธรรมดาไปได้

          ๑๙. อย่าต่อกรรม ให้ตัดกรรม ถ้าอยากจะไปนิพพานในชาตินี้ เห็นทุกอย่างให้เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องการมีเจ้ากรรมนายเวร ก็เป็นเรื่องธรรมดา ทุกชีวิตต้องมีเจ้ากรรมนายเวร จักมากหรือน้อยก็เป็นธรรมดา เรื่องนี้จึงไม่แปลก ถ้าหากเจ้ากรรมนายเวรตามมาเอาเรื่อง คือราวีให้เป็นทุกข์ จงทำจิตให้สงบ เจริญเมตตาให้ถึงที่สุด แล้วกำหนดจิตว่า จักไม่เป็นศัตรูกับใคร ใครจักมุ่งมาเป็นศัตรูก็เรื่องของเขา เราไม่เป็นศัตรูกับเขาก็แล้วกัน จำไว้ว่า จงตัดกรรมเอาไว้เสมอ อย่าไปต่อกรรมกับใครเขาอีก ถ้าอยากจะไปพระนิพพานในชาตินี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่