พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

ตุลาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ ทรงตรัสเรื่องอย่างกังวลเรื่องน้ำท่วมวัดเพราะเป็นกฎของกรรม – จงอย่าประมาทในชีวิต – กรรมจากการขูดรีดดอกเบี้ยเขา – จงอย่ายึดทุกสิ่งในโลกว่าเป็นเรา เป็นของเรา – พระธรรมย่อมมีเหตุ-มีผลในตัวเสมอ และพระอรหันต์ ที่ยังมีกายอยู่ย่อมมีทุกข์ทางกายเป็นธรรมดา)

          ๑. น้ำท่วมวัดเป็นการตัดเคราะห์ใหญ่ ทรงตรัสไว้มีความสำคัญว่า น้ำท่วมในปีนี้จักรุนแรงกว่าปี ๒๕๓๘ เป็นการตัดเคราะห์ใหญ่ คือสงครามใหญ่อันจักเกิดตามมาในไม่ช้านี้ ทำใจให้เรียบร้อย อะไรมันจักเกิดก็ต้องเกิด อย่าห่วง-อย่ากังวล ทำอะไรให้รู้จักประหยัดและอดออม ต่อนี้ไปย่อมตกอยู่ในสภาวะลำบากกันทั่วหน้า ให้ทำใจยอมรับกฎของกรรมเข้าไว้ นี่เป็นกรรมของคนทั้งแผ่นดิน

          ๒. ต้นโพธิ์ใหญ่ที่อยู่ข้างพระจุฬามณีล้มขณะน้ำท่วมวัด ท่านลุงปรุง ตุงคะมณี ซึ่งเป็นพระอรหันต์มาบอกว่า “เป็นกรรมที่ไปล่มเรือฆ่าเจ้าสัว” มีความโดยย่อว่าในสมัย ร. ท่านออกอุบายให้คนของท่านไปล่มเรือที่เจ้าสัวเดินทางมาจากเมืองจีน เพื่อทวงหนี้ท่าน เมื่อเจ้าสัวตาย หนี้ก็มิต้องชดใช้ เจ้าสัวก็คือลุงปรุงนั่นเอง

          ท่านพระสุรจิต ตั้งศาลให้แทน เพราะต้นโพธิ์นั้นมีรุกขเทวดาอยู่เป็นจำนวนมาก พระท่านให้เห็นกฎของกรรมว่าเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย การเกิดมามีร่างกายหรือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ จงอย่าเผลอใจคิดว่าการมีชีวิตอยู่จักมีความสุข ให้รู้-ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอริยสัจ

          ๓. จงอย่าประมาทในชีวิต ทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้อยู่เสมอ การปฏิบัติทุกอย่างให้ลงตรงขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ลืมกฎธรรมดาเสียอย่างเดียวก็สามารถจบกิจได้ทุกเมื่อ

          ๔. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากชีวิตยังทรงอยู่ ก็ต้องดูแลร่างกายให้อยู่ดี กินดี เสมือนหนึ่งผู้อยู่บ้าน-ดูแลบ้านให้ดี แล้วผู้อยู่ก็อยู่อย่างเป็นสุข เช่นเดียวกันกับจิตที่อยู่กับร่างกาย ร่างกายดีก็ไม่มีทุกขเวทนามาก จิตก็เป็นสุขต่างกับร่างกายที่ขาดการดูแลบำรุงรักษา ก็เช่นเดียวกับบ้านผุ ๆ หลังคาพัง ๆ ผู้อยู่ก็อยู่อย่างเป็นทุกข์ ไม่รู้พื้นไม้จักทรุดลงไปเมื่อไหร่ หลังคาจักหล่นลงมาทับเอาเมื่อไหร่ ฝนตก-แดดออกก็คุ้มกันไม่ได้ ฝามันจักหลุดออกไปทุกเมื่อ ภัยมาทีไร ผู้อยู่ทุกข์ด้วยความไม่สบายใจทุกที จิตก็เหมือนกัน ถ้าร่างกายไม่ดีก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ เต็มไปด้วยความหวั่นไหว กังวลกับร่างกายที่เป็นไปด้วยโรคภัยต่างๆ นานา เพราะฉะนั้นผู้รู้จึงบริหารร่างกายด้วยความฉลาดพยายามไม่สร้างทุกข์ให้เกิดทั้งทางกาย และจิตใจ

          ๕. ทำใจให้สบาย อย่าอึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ เห็นเป็นปกติของการมีขันธ์ ๕ ก็ต้องมีภาระของขันธ์ ๕ อย่างนี้เป็นของธรรมดา และเมื่อรู้ว่าสุขภาพไม่ดี ก็ให้พักผ่อนให้มาก อย่าโหมงานหนัก จักทำให้ร่างกายเกิดการป่วยไข้ไม่สบายได้ง่าย

         ๖. ร่างกายจักอยู่ได้แค่ไหน ก็เป็นกฎของกรรม จงอย่าห่วงร่างกายให้มากนัก มุ่งเอาความสบายของจิตใจเป็นสำคัญ แต่ในจุดนี้จักต้องอยู่ในความพอดี คือดูแลร่างกายอย่างดีด้วย แล้วก็ดูแลจิตใจของตนเองอย่างดีด้วย มีความเสมอภาคคือ ไม่ลำเอียงไปในด้านใดด้านหนึ่ง เห็นธรรมทั้งทางร่างกายว่าปกติธรรมของร่างกาย คือ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย และเห็นธรรมของจิตใจว่า ปกติธรรมของจิตใจ คือ ความปรารถนาไม่สมหวัง ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ อย่างนี้เป็นต้น จิตใจลงธรรมดาเสมอ อย่าคิดว่ามีอย่างหนึ่งอย่างใดผิดปกติของร่างกาย หรือจิตใจ ให้เห็นเป็นธรรมดาเสียให้หมด ธรรมดาจริงๆ นะ ไม่ใช่ไปฝืนให้ยอมรับ จงฝึกจิตใจให้ยอมรับอย่างจริงใจ เมื่อเห็นทุกอย่างมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง ความสบายใจก็จักเกิดขึ้น ไม่ฝืนธรรมทั้งร่างกายและจิตใจ ความสุขก็จักปรากฎกับจิตใจ ถ้าหากทำได้อย่างนี้ พระนิพพานก็อยู่แค่เอื้อม

         ๗. รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน จงอย่าคลอนแคลนหวั่นไหวไปกับโลกธรรม จงรู้เอาไว้เสมอว่า เมื่อเราสามารถประคองใจของเราให้ดีแล้วไซร้ ปัญหาภายนอกทั้งหมดก็ไม่สามารถสร้างความหวั่นไหวให้กับจิตใจของเราได้ จิตก็จักมีความมั่นคงแน่วแน่อยู่ในความสงบ โลกจักหวั่นไหวก็ให้หวั่นไหวไป จิตมั่นคงสงบระงับได้เท่านั้นเป็นพอ อย่าหวั่นไหวไปกับโลก

         ๘. ทำใจให้สบาย ร่างกายมันทุกข์เชิญให้มันทุกข์ไป ทำใจให้เป็นสุขก็แล้วกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ให้เบาใจเข้าไว้ อย่าให้มีอารมณ์หนักใจ จงมีความตั้งใจ ทำทุกอย่างด้วยความไม่หนักใจ (ใช้วิริยะ-ขันติ-สัจจะบารมี โดยมีปัญญาบารมีคุม) ทำตามสบายๆ โดยรู้แน่ชัดว่าสิ่งนั้นทำแล้วไม่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา อย่างนี้ เรียกว่าทำเพื่อพระนิพพาน

          ๙. กรรมที่ข่มขู่-ขูดรีดดอกเบี้ยเขา พอเกิดเป็นหมาก็ถูกตัวเห็บและหมัด ตามกินเลือด เรื่องนี้จำได้ว่าหลวงพ่อฤๅษีท่านเคยเล่าให้ฟังความว่า บุคคลเหล่านี้สร้างกรรมเรื่องขูดรีดดอกเบี้ยเขาแพงๆ เพราะหลงคิดว่าสามารถจะเอาทรัพย์สมบัติของโลกไปได้ เมื่อตายอยู่ในอารมณ์หลงก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน จะเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตามก็จะต้องมีตัวเห็บ-ตัวหมัดกัดกินเลือดเสมอ หากเกิดเป็นคน ก็ยังถูกเขาขูดรีด-โกงทรัพย์สินอยู่ตลอดไปเช่นกัน จุดประสงค์ที่ท่านให้บันทึกไว้ ก็เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้อ่าน จะได้ยอมรับในกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ อ่านแล้วจะได้ไม่ประมาทในกรรมชั่ว ละเว้นกรรมชั่ว ทำแต่กรรมดีหมั่นสร้างความดีเอาไว้เสมอ

          ๑๐. จำไว้โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จงอย่ายึดถือสิ่งใดๆ ในโลกเป็นสรณะ ทรงตรัสสอนเพราะรู้วาระจิตของบุคคลที่มีอารมณ์เสียดายทรัพย์สิน-เครื่องใช้ต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วม พอน้ำลด จิตไม่ยอมรับสภาพตามความเป็นจริง หรือไม่ยอมรับกฎของกรรม ไม่เห็นว่าชีวิตและทรัพย์สินเป็นของไม่เที่ยง หรือไม่เห็นว่าสิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลก นี้ก็คือความไม่เที่ยงนั่นเอง

          ๑๑. การถูกตำหนิเป็นของดี จักได้รู้จักแก้ไขในจุดบกพร่องของตนเอง และเป็นการทดสอบอารมณ์จิตของตนเองในเรื่องโลกธรรม จงอย่าเสียกำลังใจ เพราะทุกคนถ้ายังไม่ถึงพระนิพพาน คือยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ย่อมจักมีจุดบกพร่องเป็นของธรรมดา แต่เมื่อรู้แล้วก็พึงแก้ไข จัดได้ว่าเป็นของดี

          ๑๒. คนที่จักไปพระนิพพาน จักต้องรู้จักแก้ไขอารมณ์ใจที่เป็นกิเลสของตนเอง ด้วยการยอมรับความเป็นจริงของอารมณ์ของตนเองโดยดุษฎี ไม่ปฏิเสธความจริงโดยเข้าข้างกิเลสแห่งตน จงเพียรแก้ไขกิเลสในสันดานให้ได้ แล้วจักถึงพร้อมซึ่งพระนิพพานได้ เมื่อจิตถูกชำระให้ผ่องใสแล้ว

          ๑๓. ทำอะไรจงอย่ากังวล ทำด้วยจิตที่สบายใจมากที่สุดเท่าที่จักมากได้ และทำอะไรอย่าได้หวังผลตอบแทนทั้งหมด ประคองจิตเอาไว้ให้ดีๆ

          ๑๔. ทำทุกอย่างเพื่อบูชาพระพุทธศาสนา ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน มุ่งเอาจิตพ้นจากกิเลสเป็นหลักใหญ่ และจงอย่ากังวลใจ ทำอะไรจงมั่นใจในความดีเอาไว้ให้เสมอ อย่าทำกำลังใจให้เสื่อมถอย ยับยั้งจากอารมณ์หดหู่ลงเสียให้ได้ ทำใจให้เป็นสุข

          ๑๕. อย่าติดในโลกธรรม ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา จงอย่าติดในโลกธรรม ด้วยเห็นความไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่ยึดถืออะไรไม่ได้ จงยอมรับนับถือความไม่เที่ยง จิตจักได้ไม่เร่าร้อน

          ๑๖. จงอย่าปรุงแต่งธรรม จิตจักได้ไม่ตกเป็นทาสของสังขาร (สังขาร คือ อารมณ์ปรุงแต่ง) เพียรมองธรรมะด้วยจิตอันสงบแล้วจักรู้เห็นเป็นไปเป็นกฎของธรรมดา จิตจักไม่ดิ้นรนไม่เป็นอุปาทานในการยึดมั่นถือมั่น อันเกิดจากการปรุงแต่งนั้น ค่อยๆ ดูไปด้วยสติ-สัมปชัญญะ อย่าหุนหันพลันแล่น ธรรมะย่อมมีเหตุ-มีผลในตัวเสมอ อย่าเอากิเลสไปพอกธรรมะ ให้เอาธรรมะมาชำระจิต เห็นทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นเอง จิตยอมรับก็เป็นสุข เพราะเห็นวิมุติธรรม (ขอยกตัวอย่าง ดังนี้ เวลาที่ฝนตก คนส่วนใหญ่มักไม่เห็นตัวธรรมดาของธรรมชาติ จึงปรุงแต่งธรรมในแง่ร้ายว่า ถ้าโดนฝนแล้วเดี๋ยวจะเป็นหวัด หรือเป็นไข้ คนส่วนน้อยกลับคิดในแง่ดีว่า เออเราโชคดี พระท่านช่วยพรมน้ำมนต์ให้ ซ้ำยังอธิษฐานจิตขอบารมีของพระท่านช่วยให้บรรเทาจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางร่างกาย และทางใจด้วย หรือช่วยปกป้องภัยอันตรายทั้งหลายให้กับเราด้วย ควรมิควรสุดแต่พระองค์จะทรงพระเมตตา บุญ-บาปเกิดได้ในปัจจุบันธรรม ด้วยความคิดของตนเองทั้งสิ้น ความจริงแล้วคิดได้หลายแบบ-หลายมุมสุดแต่จิตเราจะคิด คิดดีบุญเกิด คิดไม่ดีบาปเกิด เราเป็นผู้สร้างกรรม หรือเป็นผู้กระทำตนเองทั้งสิ้น)

          ๑๗. พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่ก็เจ็บ-ป่วยเป็นธรรมดา แต่จิตท่านไม่ป่วยตามกายเท่านั้น เห็นเวทนาของกายเกิดดับๆ ไม่เที่ยงอยู่เป็นธรรมดาจิตไม่เกาะ-ไม่ติด-ไม่ข้องอยู่ด้วยในเวทนานั้นๆ ท่านอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า คือ สักแต่ว่ารู้-สักแต่ว่าเห็น-ตามอายตนะสัมผัสของรูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัสทางกายและทางใจ จิตไม่หวั่นไหวไปตามอายตนะสัมผัสนั้นๆ ทุกอย่างเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง การปรุงแต่งธรรมจึงไม่มีอุปาทาน หรืออารมณ์ยึดมั่น-ถือมั่นก็ไม่เกิด เพราะท่านเห็นขันธ์ ๕ หรือร่างกายตามความเป็นจริง จิตก็อยู่กับความจริงนั้น ไม่ดิ้น-ไม่รน ไม่กระสับกระส่ายไปกับเวทนานั้นๆ จงยอมรับนับถือกฎของธรรมดาอย่างจริงใจ ด้วยใจจริงแล้วจิตก็จักสงบ ปราศจากความวุ่นวายของขันธ์ ๕

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่