พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๐. การวางภาระของขันธ์ ๕ จักต้องค่อยเป็นค่อยไป มิใช่ของง่ายนักหรอกที่จักทำได้ แต่ถ้าหากไม่ทิ้งความเพียร ให้หมั่นดูให้หมั่นพิจารณา ก็จักวางภาระของขันธ์ ๕ ได้ บริหารขันธ์ ๕ ได้โดยไม่ต้องแบกขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ จักเป็นอะไรไป ความหนักใจในผู้วางภาระขันธ์ ๕ แล้วนั้นไม่มี (พระอรหันต์เท่านั้นที่วางภาระขันธ์ ๕ ได้เป็นอัตโนมัติ) การพิจารณาอย่าทิ้งอริยสัจ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เห็นทุกข์คืออะไร อะไรทำให้ทุกข์ และทำอย่างไรถึงจักไม่ให้เป็นทุกข์ ถามและตอบภายในจิตนี้ จนกว่าจิตจักปลดภาระของขันธ์ ๕ ลงได้ พระนิพพานใครก็ปรารถนาจักไปได้ แต่การกระทำอย่างไรถึงจักไปได้นี่ซิ เป็นของที่ปรารถนาเฉยๆ ไม่ได้ จักต้องทำให้ได้ด้วย จึงจักเข้าถึงพระนิพพานได้

          ๑๑. เรื่องมรณานุสสติหรือการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ มีความละเอียดอยู่มาก เช่น

          - ความตายจริงๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต หรือตายเดี๋ยวนี้ได้ตลอดเวลา อย่าแค่คิดตามสัญญา หรือตามตำรา ซึ่งกลายเป็นผู้ประมาทในความตายไป

          - อย่าลืม การนึกถึงความตายเป็นนิพพานสมบัติ ยิ่งนึกถี่มากเท่าไร ความประมาทก็น้อยลงเท่านั้น เพราะมรณานุสสติกับอุปสมานุสสติ (การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์) คืออนุสสติสุดท้ายที่จิตต้องไม่ลืม จักต้องทำให้ได้จนรวมกันหนึ่งเป็นเอโกธัมโมเป็นอัตโนมัติ หากยังทำไม่ได้ถือว่าการปฏิบัติยังอ่อนมาก ความประมาทยังมีมาก

          - เรื่องมรณานุสสติจริงๆ จึงไม่ใช่ของง่ายในการปฏิบัติ ผู้ไม่ประมาทเขาจึงซ้อมตาย และพร้อมที่จักตายอยู่เสมอ ทำจนจิตชินกลายเป็นฌาน กว่าจะทำได้ถึงจุดนี้ก็จะต้องใช้ความเพียรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้เช่นกัน ผู้ใดทิ้งบารมี ๑๐ ผู้นั้นยังห่างไกลพระนิพพานอยู่มาก

          - เพื่อความก้าวหน้าของจิต ให้พิจารณาธรรมแห่งความตายให้มากขึ้น เห็นโทษของความประมาทให้มาก และทุกคนจงอย่าทะนงตนว่าดีแล้ว

          - การฟังธรรม-รู้ธรรม-จำธรรมนั้นๆ ได้ยังไม่ใช่ของจริง ของจริงอยู่ที่ผล หากรู้แล้วแต่ยังไม่มิได้ทำยังมิได้นำไปปฏิบัติให้เกิดผล ก็จัดว่ายังเป็นผู้ประมาทอยู่มาก (พระธรรมเป็นของพูดง่าย แต่ทำยาก)

          - ให้กล่าวโทษโจษจิตของตนเองเอาไว้เสมอ เมื่อไหร่เห็นความชั่วของจิต ก็จักเห็นกิเลสที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิต จงอย่าเพิกเฉย ให้พยายามเจริญพระกรรมฐานเพื่อฟอกจิต ชำระความชั่วออกจากจิตอย่างเต็มความสามารถ (ทรงให้ใช้จริตหก และกรรมฐานแก้จริตหกตลอดเวลา)

          - แต่ถ้าหากเห็นความดีของจิต ก็แสดงว่าเลวแล้ว ตราบไดที่จิตนี้ยังไม่เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จงอย่าได้คิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด (ดีเมื่อไหร่ก็ตายวันนั้น)

          ๑๒. การฝึกฝนจิตจักต้องใช้บารมี ๑๐ ขึ้นมาตั้งเข้าไว้เป็นสำคัญ ดูวิริยะบารมีกับขันติบารมีเอาไว้ให้ดี แล้วใช้ปัญญาคุมสติพิจารณาว่า ถ้าหากยังเรื่อยเฉื่อยอยู่อย่างนี้ ถ้าหากตายไปในขณะนี้ เจ้าจักไปไหน ถามจิต-ต่อว่าจิต แล้วมองทุกอย่างตามความเป็นจริง จิตก็จักเห็นความเจริญไปของพระกรรมฐานว่าจักไปอย่างไร แล้วพยายามรักษาอารมณ์ อย่าให้ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นในจิต เพราะถ้าเบื่อหน่ายมาก อารมณ์ท้อแท้ถดถอยก็จักครอบงำจิต ให้พยายามรื่นเริงในธรรมอยู่เสมอ เป็นการทำจิตให้ผ่องใสไปในตัวด้วย ไม่ว่าอะไรจักเกิดขึ้น ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม เป็นการชดใช้เขาไปตามวาระกรรม

          ๑๓. อย่าทิ้งการพิจารณาร่างกาย ไม่ว่าจักแง่มุมไหนก็ให้นำมาพิจารณาลงกฎธรรมดาให้ได้ และพิจารณาจิตด้วย จักได้ช่วยให้การพิจารณาพระกรรมฐานก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป และจงอย่าประมาทในชีวิต อย่าเพิ่งคิดว่ายังไม่ตาย มรณภัยย่อมฆ่าคนโง่ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุด

          - รวมความว่า ถ้าเจ้ายังไม่อยากมาเกิด-ตายอีก ก็จงหมั่นเพียรฆ่ากิเลสเข้าไว้ จงอย่าปล่อยให้จิตตามใจกิเลสเสียจนชิน อย่าเอาแต่คิดว่าทำถูกต้อง นั้นเป็นการถูกต้องตามกิเลส

          - ตามหลักธรรม จักต้องปล่อยวางแต่อย่างเดียว ด้วยการเห็นกฎของธรรมดา เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง สิ่งใดแล้วจิตเร่าร้อน สิ่งนั้นยังถือว่าไม่ใช่ของจริง

          - พระกรรมฐานทำมากเท่าไหร่ จิตใจเยือกเย็นมากขึ้นเท่านั้น จำหลักนี้เอาไว้ด้วย (ก็คิดในใจว่า กรรมหรือธรรมบางอย่าง เราก็ทำไปด้วยความหวังดี)

          ทรงตรัสว่า "ความหวังดี แต่ใจไปอิงกิเลสไว้ (เสมือนกับผู้ร้ายในคราบของผู้ดี) ก็จัดว่าเป็นความเลวทรามของจิตเช่นกัน ผู้หวังดีจริงจักไม่เจือไปด้วยกิเลส จิตผู้หวังดีก็จักเยือกเย็น ไม่รุ่มร้อนไปด้วยกิเลส คิดทุกทีทำไป หรือยังไม่ทำ หรือกำลังจักทำ เอามาวัดกิเลสในใจเสียให้หมด ก็จักเห็นเหตุ-เห็นผล-เห็นอารมณ์ โกรธ-โลภ-หลงที่ทำให้เป็นไป จุดนี้เรียกว่าเป็นกรรมฐาน"

          ๑๔. ให้เอาการทำงานทุกอย่างมาเป็นกรรมฐาน ทำงานทุกอย่างต้องอาศัยความใจเย็น และหมั่นพิจารณางานให้รอบคอบด้วย เป็นความละเอียดของจิต ถ้าหากรอบคอบด้วย ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำด้วย งานก็จักออกมาดี แม้การเจริญพระกรรมฐานก็เช่นกัน พิจารณารอบคอบให้มาก จิตก็จักละเอียดขึ้นมากด้วย แล้วจักเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่ผิดพลาด ให้เจริญพระกรรมฐานผิดไป

          ๑๕. ทุกอิริยาบถล้วนเป็นทุกข์ อาทิเช่นดื่มนมหมดแก้ว แล้วต้องนำแก้วไปล้างให้สะอาด ก็ให้ดูการดื่ม-การกินก็เป็นทุกข์ การล้างแก้วก็เป็นทุกข์ ให้ถามจิตตนเองว่า ทำไมจึงต้องล้าง จิตก็ตอบว่าไม่ล้างก็สกปรก ให้เห็นตามความเป็นจริง ว่าโลกนี้มีแต่สิ่งสกปรกทั้งสิ้น ภาชนะที่บรรจุอาหาร กินแล้วก็ต้องล้างเพราะสกปรก หรือแม้แต่อาหารที่เลี้ยงร่างกาย ก็มาจากของสกปรก ร่างกายที่ต้องชำระล้างก็สกปรก แล้วไม่กินก็ไม่ได้ เพราะร่างกายนี้มันเสื่อม

          - การนอนก็จำเป็น เพราะร่างกายมันเสื่อม ให้หมั่นพิจารณาแล้วจักบังเกิดอารมณ์ตัดร่างกายนี้ลงได้ในที่สุด

          - อย่าเพิ่งเบื่อหน่าย ค่อยๆ พิจารณาธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ให้เห็นเป็นธรรมดาทุกเรื่อง แล้วจิตจักเกิดการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แล้วก็จักปล่อยวางขันธ์ ๕ ลงได้อย่างจริงใจ

          - มีอะไรกระทบ ให้วัดอารมณ์ของจิตว่า ตัดความห่วงในร่างกายได้เพียงใด พระอรหันต์ท่านตัดความห่วง-ความอาลัยในร่างกายลงได้ด้วยการรักษากำลังใจ ท่านดูแลร่างกายไปตามหน้าที่เท่านั้น ถ้าร่างกายมันจักแก่-จักป่วย-จักตาย ก็เรื่องของมัน พระอรหันต์ไม่ฝืนกฎของธรรมดา จิตมีความสุขไม่เดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง

          ๑๖. อย่าฝืนกฎธรรมดาของร่างกาย เห็นทุกข์-เห็นโทษของร่างกายให้มาก ในขณะเดียวกันให้เห็นสภาวะเหล่านั้นเป็นปกติธรรมของร่างกาย หากแต่จิตของเราโง่เองที่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายจักต้องดีอย่างโน้น-ดีอย่างนี้ ไปฝืนธรรมดาของร่างกาย แล้วในที่สุดร่างกายนี้ก็จักต้องตาย ให้หมั่นชำระจิตคลายความผูกพัน-คลายความวิตกกังวล ให้จิตยอมรับธรรมดาของร่างกายให้มาก จิตตัดห่วงร่างกาย ให้พิจารณาจนเห็นร่างกายไม่มีสาระ ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ นี้เป็นเพียงบ้านเช่าที่อาศัยอยู่ชั่วคราว มันมีสภาพเสื่อมโทรมลงไปทุกขณะ การอยู่ก็ต้องซ่อมแซมมันไป ด้วยอยู่ทุกขณะตลอดเวลา การกินอาหารก็ดี-กินยาก็ดี-การต้องหาเสื้อผ้านุ่งห่มก็ดี-การต้องอาศัยในที่มุงบังก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการซ่อมแซมให้ในส่วนที่สึกหรอของร่างกายทั้งสิ้น (ก็นึกสงสัยว่า ที่อยู่อาศัยกับเสื้อผ้าที่ใส่เป็นการซ่อมแซมส่วนสึกหรอได้อย่างไร)

          ทรงตรัสว่า "เจ้าไม่ได้แต่งกายเพื่อความสวยงาม เจ้าไม่ได้อาศัยที่มุง-บังเพื่อแสดงฐานะอันโอฬาร บุตรตถาคตทุกคนบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นการบรรเทาทุกขเวทนาให้กับขันธ์ ๕ หรือร่างกายใช่หรือไม่ (ก็รับว่าใช่) หนาว-ร้อน-นุ่งห่มให้เหมาะสมกับร่างกาย การนอนหรืออยู่ในที่มุง-บัง ก็ป้องกันเหลือบ-ลิ้น-ไร-ป้องกันฝน-ป้องกันแดด-ลม ก็เป็นการบำรุงธาตุ ๔ ในส่วนที่บกพร่องด้วยสภาวะแวดล้อม เข้าใจหรือไม่ (ก็รับว่าเข้าใจ)"

          - ถ้าผู้ใดบริโภคปัจจัย ๔ ด้วยหวังจุนเจือกิเลส มุ่งหวังความสวยสดงดงามให้กับร่างกาย แต่งตัวดี-สวย-อวดรวยทรัพย์ หรือมีที่อยู่อันโอฬารเพื่อแสดงฐานะ ให้พิจารณาว่าเขาอวดตัว ก็คืออวดขันธ์ ๕ นี่แหละ กินยาหวังความสวยสดงดงามของร่างกาย กินอาหารดี นอกจากบำรุงบำเรอร่างกายตามกิเลส การกินอาหารของชาวโลก ก็เป็นการอวดมั่ง-อวดมีเป็นที่เชิดหน้าชูตา เช่นเดียวกับการแต่งตัว หรือการมีบ้าน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกิเลสทั้งสิ้น และบุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการประพฤติธรรมให้ได้ผลได้ยากมาก

          - บุตรตถาคตทุกคนพึงพิจารณาปัจจัย ๔ ตามหลักที่ตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ได้สั่งสอนมา เพื่อคลายจิตให้หลุดจากการกำหนัดในกามคุณ ๕ ทั้งปวง เพื่อจิตจักได้เห็นภาระอันน่าเบื่อหน่ายของร่างกาย ถ้าจิตพิจารณาอยู่อย่างนี้เป็นประจำ ความอยากมีร่างกายอยู่ต่อไป ย่อมไม่มีอยู่ในจิต

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่