(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนธันวาคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เมื่อฟังข่าวไม่ดีทางโลก แล้วรู้สึกร้อนอกร้อนใจ ให้พยายามข่มระงับด้วยอานาปานัสสติกรรมฐาน แล้วใช้ปัญญาพิจารณาอารมณ์ของจิตว่า ถ้าหากร้อนรนอย่างนี้เป็นของไม่ดีแน่ ให้พยายามรักษาความเยือกเย็นของจิตเข้าไว้ ให้เร่งแก้ไขจิตใจของตนเอง ตรวจสอบสภาพจิตใจของตนเองตามความเป็นจริง อย่าได้มีความละเลย ถ้าหากต้องการความละเอียดของจิตใจ จักต้องหมั่นตรวจสอบจิตใจของตนเองเข้าไว้เป็นประจำ จักได้ปรับจิต - ปรับใจ ให้อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา ได้เป็นปกติ

          ๒. ให้สังเกตอาการของจิตใจ และร่างกายเอาไว้ให้ดี แล้วจงอย่าได้มีความประมาทในชีวิต ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยงทุกรูปทุกนาม ตราบใดที่ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด คำว่าเกิด-ดับย่อมเป็นของธรรมดาของรูป-นามนั้น จึงพึงตระหนักเอาไว้ตลอดเวลาว่า คนเราเกิดมาเพื่อตาย แล้วใครตายแล้วจักไปสู่ที่ใดก็ช่างเขาเถิด ที่สำคัญคือจิตใจของตนเองนี้ ตายแล้วจักไปไหน ผู้ที่รับรู้ก็คือจิตใจของตนเองเท่านั้น พึงสำรวมระมัดระวังจิตใจให้เป็นผู้รู้เพื่อไปสู่พระนิพพานตามที่ตนปรารถนา ผู้ไม่ประมาทเท่านั้นจึงจักไปสู่พระนิพพานได้ในที่สุด ให้เอาท่านพระพาหิยะเป็นเยี่ยงอย่าง ท่านกล่าวว่าในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าบิณฑบาตนั้น ไม่แน่ว่าชีวิตขององค์สมเด็จปัจจุบันจักปรินิพพานก็ได้ หรือแม้แต่ตัวท่านเองที่รออยู่ทางนี้อาจจักตายเสียก่อนก็ได้ เมื่อท่านไม่ประมาทจึงรีบเดินทางไปพบพระพุทธเจ้า ซึ่งบิณฑบาตอยู่ หลังจากท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาจนได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ถูกนางยักขิณีแปลงเป็นวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย จงเห็นความตายที่เข้ามาถึงง่ายดายและรวดเร็วอย่างนี้ เป็นจิตสำนึกที่นักปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์จักต้องมีเอาไว้ประจำจิต

          ๓. ทุกข์เสียให้พอ ต่อๆ ไปจักได้ไม่ต้องมาทุกข์เพราะขันธ์ ๕ เป็นเหตุอีก การมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ย่อมจักหนีจากธุรกิจทางโลกไม่พ้นเป็นธรรมดา เพราะงานทางโลกทุกอย่างล้วนเป็นไตรลักษณ์ ดังนั้นการจักทำงาน ทำธุระทางโลก มีความหนักใจอะไรให้ปล่อยวางเสียให้หมด จักได้สบายใจ ไม่มีความกังวล จิตจักเป็นสุข แล้วงานที่ตั้งใจไว้ก็จักลุล่วงไปได้ดี

          ๔. เรื่องกิน เรื่องอยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมาก เป็นการระงับทุกขเวทนาของร่างกาย เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป ผู้รู้ย่อมให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยหลักมัชฌิมาปฏิปทา จักได้ไม่เป็นที่เบียดเบียนร่างกาย และไม่เป็นการเบียดเบียนจิตใจที่อาศัยร่างกายนี้อยู่ จงคิดว่าการรักษาร่างกายก็เพื่อให้จิตมีโอกาสปฏิบัติความดีให้ถึงที่สุด มิใช่รักษาโดยคิดว่า เพื่อจักยินดีที่ร่างกายจักได้มีชีวิตยืนนาน

          ๕. นับแต่นี้ไป สัญญาจักอนิจจายิ่งขึ้น เนื่องจากอายุมากขึ้น เซลล์สมองทำงานเสื่อมลงหาความสมบูรณ์ไม่ได้ นี้เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย อย่าไปกังวลใจให้รักษาจิตเข้าไว้ เนื่องด้วยสัญญานี้มิใช่เรา เกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา การรักษาจิตก็คือ ยอมรับกฎของธรรมดาอันเกิดขึ้นกับร่างกาย โดยจิตไม่ดิ้นรนฝืนกฎของกรรมหรือธรรมดาที่เกิดขึ้นในร่างกาย งานทุกอย่าง พึงทำด้วยอารมณ์ที่สบายๆ อย่าเคร่งเครียด จักได้ผลงานที่ออกมาผิดพลาดได้น้อย ให้พยายามระงับความใจร้อนและขี้น้อยใจเข้าไว้ และพิจารณาถึงผลดี ผลเสียให้รอบคอบเสียก่อน แล้วจึงทำ - จึงพูด อย่าทำ หรือพูด หรือคิด โดยใช้อารมณ์เป็นหลัก จักทำให้เกิดผลเสียแก่ตนเองในภายหลัง

          ๖. หายใจเข้าและหายใจออก ให้พยายามกำหนดรู้ แล้วที่เห็นความทุกข์ควบคู่กับลมหายใจ ก็เป็นการถูกต้องแล้ว เนื่องจากลมหายใจในบางขณะก็มีอาการอึดอัด เนื่องจากเกิดอาการป่วยของทางเดินของลมหายใจ เป็นต้น และเป็นความทุกข์เมื่อกระทบกลิ่นของอากาศ อันเป็นอาหารของลมหายใจ ซึ่งบางขณะก็ไม่ดี เช่น ได้กลิ่นควันไฟจากการเผาหญ้า สร้างความอึดอัดให้กับร่างกาย ทุกข์ทั้งหมดเนื่องมาจากการมีขันธ์ ๕ ถ้าหมดจากขันธ์ ๕ ไปพระนิพพานเสียแล้ว ทุกข์เหล่านี้ก็ไม่มี พึงมองทุกข์ให้มากๆ เนื่องจากทุกข์จักเป็นครูสอนจิตให้พ้นทุกข์ได้ในที่สุด

          ๗. อย่าคิดว่าจักสงเคราะห์คนได้ทั้งหมด พยายามลงตัวอุเบกขาไว้บ้าง ทุกคนมาตามกฎของกรรม ใครมีกรรมอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น พิจารณาอย่างนี้เอาไว้บ้าง จักมีอารมณ์สบายไม่เดือดร้อนกับใครอื่น และมิใช่เป็นความใจจืดใจดำ หากแต่จิตเยือกเย็น ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ ไม่ใช่ช่วยจนเดือนร้อนตนเอง การดำรงชีวิตอยู่ของคนอื่นนั้นสำคัญ แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตอยู่ของตนเองด้วย ให้คิดถึงความพอดีให้มากๆ เพราะทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทา อย่าทำอะไรเกินพอดี

          ๘. พิจารณาลงตัวธรรมดาให้มาก แล้วให้เห็นความไม่เที่ยงให้มาก ฝึกจิตให้ยอมรับกฎของไตรลักษณ์ให้มาก แล้วจักเข้าถึงตัวธรรมดาได้ง่าย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยงแต่ความตายเป็นของเที่ยง ให้พิจารณาอย่างนี้อยู่เสมอ จิตจักได้ไม่ประมาท รักษาอารมณ์ให้อยู่ในกุศล ให้รู้จุดหมายปลายทางที่มุ่งจักไปพระนิพพานเข้าไว้อยู่เสมอ สำรวมคือการระมัดระวังกาย - วาจา - ใจ ให้อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา การพลั้งเผลอมีบ้างก็เป็นของธรรมดา แต่พึงเข้มงวดระมัดระวังเข้ามาบ้าง อย่าปล่อยให้หลวมหรือ เผลอเรอ บ่อย ปล่อยมากไปก็จักเป็นนิสัย ไม่แก้ไขกาย - วาจา - ใจของตนเอง ก็จักห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน

          ๙. อย่าห่วงใยกังวลกับสุขภาพของใคร ให้ห่วงใยกังวลกับสุขภาพของตนเองเป็นสำคัญ อย่าลืมที่ตรัสไว้ กินให้พอ-นอนให้พอ แล้วสุขภาพจักดีขึ้นเอง สำหรับจิตใจ ก็จงพยายามพักผ่อนให้มากๆ เช่นกัน อย่าตึงเครียดกับการงานที่ทำ ให้ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรีบให้เสียอารมณ์จิต คือทำจิตให้ร้อนรน อนึ่ง มรณานุสสติพึงคิดถึงให้มากๆ แต่มิใช่เครียด คิดถึงแบบเบาๆ สบายๆ ยอมรับนับถือในความตายว่าจักมีแก่ร่างกายของตนเองได้ทุกเวลา ทุกนาที ความประมาทก็จักน้อยลง ร่างกายเกิดแล้วก็ดับไป นี่เป็นของธรรมดา แม้แต่การดำรงชีวิตอยู่ ก็อยู่กับความทุกข์ พิจารณาถึงความจริงจุดนี้ให้มาก แล้วจิตจักทำความรู้จักกับขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จิตจักหน่ายและปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ในที่สุด

          ๑๐. หมอจีนเขากล่าวว่า แม้ฤดูหนาวก็พึงให้ร่างกายได้อาบน้ำวันละครั้ง เพื่อจักให้ไอร้อนของร่างกายได้ระบายออกไปบ้าง มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการร้อนในขึ้นได้นั้น ก็เป็นการถูกต้อง เนื่องจากการอาบน้ำอาศัยผสมน้ำร้อน ก็ไม่เป็นที่เบียดเบียนร่างกายจนเกินไป กรณีนี้ต้องอาศัยความเรียนรู้ในธาตุ ๔ จักได้รู้จักความพอดีของการคุมธาตุไฟไม่ให้กำเริบจนเป็นไข้ได้ กรณีนี้ให้พิจารณาโดยละเอียด จักได้ข้อมูลอีกเป็นอันมาก ให้ไปคิดเป็นการบ้านก็แล้วกัน จงอย่าประมาทในทุกๆ กรณี ผู้ที่ระมัดระวังสุขภาพอยู่เสมอๆ ย่อมจักอยู่ได้ แต่มิใช่ว่าจักไม่เดือดร้อนเอาเสียเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ อายตนะยังมีการกระทบสัมผัสแห่งอายตนะนั้น มันเป็นความทุกข์ เป็นความเดือดร้อนที่จิตจำเป็นต้องเป็นผู้รับรู้ ประคองกายแล้วพึงประคองจิตใจให้ดีด้วย เห็นกฎของกรรมเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าประคองอยู่อย่างนี้ ก็จักเข้าถึงอริยมรรค อริยผลเบื้องสูงได้โดยง่าย

          ๑๑. พิจารณาร่างกายแล้ว ให้พิจารณาอารมณ์ของจิตใจด้วย โดยมุ่งเห็นทุกข์จากร่างกาย และทุกข์จากอารมณ์เป็นสำคัญ อันจักนำไปสู่อริยสัจอย่างแท้จริง แล้วจงอย่าไปมองภายนอกว่าทำให้เราทุกข์ ให้มองอารมณ์ยึดร่างกายของตนเอง และยึดความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ว่าเป็น สักกายทิฎฐิ เป็นตัวทำให้ทุกข์อย่างแท้จริง การเห็นอริยสัจมีเป็นขั้น ๆ ไปจากระดับพระโสดาบัน ไปจนถึงพระอรหันต์

          ๑๒. เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม ท่านมิได้ไปงานเผาศพท่านเจ้ากรมเสริมฯ เล่าให้ผมฟังว่า ท่านเอาจิตขึ้นไปขอขมาท่านเจ้ากรมเสริมฯ บนพระนิพพาน ท่านสอนว่า อย่าติดพิธี ฉันสบายแล้ว เธอยังลำบากอยู่ ให้ทำใจให้สบาย พยายามละทุกสิ่งทุกอย่างจะได้สบายอย่างฉัน แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว ดีกว่าเธอไปร่วมเผารูปที่ไม่ใช่ของฉัน พิจารณารูปให้มาก พิจารณานามให้มาก ละขันธ์ ๕ ได้ก็ถึงซึ่งพระนิพพานได้ เรื่องพ้นทุกข์ไม่มีใครช่วยใครได้ มีแต่ตัวเองต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น

          ๑๓. การเจ็บป่วยเป็นกฎของกรรมทั้งหมด อนึ่ง คนทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น โรคกระดูกก็จักถามหา ยิ่งบริโภคอาหารไม่ถูกหลัก-รู้คุณ-รู้โทษของอาหาร รวมทั้งรู้จักการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ด้วย หากรู้จักบริหารกายให้เป็นสุข จิตก็จักเป็นสุขไปด้วย โรคเหล่านี้จักบรรเทาเบาบางได้ด้วยการบริโภคอาหารให้ถูกหลัก แต่จงอย่ามัวเมาว่าเราจักไม่ตาย หรือไม่แก่ - ไม่เจ็บ ให้รู้เอาไว้ว่า รักษาบำรุงร่างกายอย่างไรก็หนีความแก่ - เจ็บ - ตายไปไม่พ้น นี้เป็นอริยสัจ เกิดเป็นทุกข์ - เจ็บเป็นทุกข์ - ตายเป็นทุกข์ อันเป็นกฎธรรมดาของผู้ที่ยังเวียนว่ายอยู่ ในวัฏฏสงสาร ต้องพบกันจนกว่าจักขัดเกลาจิตใจของตนให้พ้นไปจาก ห่วงวัฎฏสงสารให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จึงจักพ้นจากสภาพเหล่านี้ได้ ความตั้งใจมั่นเท่านั้น ที่จักทำให้จิตใจได้บรรลุผลตามที่ปรารถนา

          ๑๔. พิจารณาทุกข์ให้มากๆ จักได้เข้าถึงอริยมรรค อริยผลเบื้องสูงได้โดยไว เหตุการณ์ของโลกไม่เที่ยง ชีวิตต่อไปก็จักเสี่ยงต่ออันตราย และความตายมากยิ่งขึ้น พึงทำความไม่ประมาทให้เกิดขึ้นกับจิตเอาไว้เสมอ ให้มีความรู้สึกว่าความตายสามารถจักเกิดขึ้นกับร่างกายเสมอ และพยายามรักษาอารมณ์มุ่งหวังตั้งใจไปพระนิพพานเอาไว้ให้อยู่ประจำจิตใจอยู่เสมอ พร้อมกับพิจารณาทุกข์ของการมีร่างกายให้มาก แล้วมองทุกอย่างลงกฎของธรรมดาเข้าไว้ จิตจักเป็นสุขด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น

          ๑๕. ปรารภกิเลสในแต่ละอย่าง ที่มีอำนาจเหนือจิตใจของพวกเจ้า มิใช่แต่เฉพาะชาตินี้หรอก ชาติก่อนๆ กิเลสเหล่านี้ก็พาพวกเจ้าตกอบายภูมิมาแล้ว และเป็นเหตุให้พวกเจ้าต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในห่วงวัฏฏสงสาร อันเต็มไปด้วยความทุกข์อันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ให้พิจารณาถึงทุกข์อันมาจากกิเลสนั้นๆ ให้พยายามสอนจิตให้รู้จักหลาบจำ เข็ดต่อการคบกับกิเลส การปฏิบัติอย่ามุ่งให้คนอื่นมาช่วยให้บรรลุในมรรคผล มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จักเพียรทำตัวเองให้พ้นทุกข์

          ๑๖ อย่าคำนึงถึงความเสียใจ ที่จิตใจของตนเองพ่ายแพ้ต่อกิเลสให้มากจนเกินไป ทางที่ถูกจักต้องรวบรวมกำลังใจให้มีกำลังที่จักต้องต่อสู้กับกิเลสต่อไป เรื่องการพ่ายแพ้นั้นเป็นเรื่องธรรมดา อันบุคคลซึ่งยังตัดไม่ได้ก็ต้องแพ้เป็นธรรมดา เพียงแต่แพ้แล้ว ก็จงอย่าท้อแท้ จักต้องหาทางสู้กับกิเลสนั้นต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ให้พึงสังเกตดูด้วยว่า ทุกครั้งที่แพ้เป็นเพราะสาเหตุอะไร (ก็ตอบว่าเพราะขาดสติ) ถูกต้อง ทุกครั้งที่แพ้เนื่องจากขาดสติ เห็นผิดเป็นชอบ จิตใจจิตอ่อนไหวไปตามอำนาจของกิเลส เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นจักต้องฝึกสติให้มาก กล่าวคือ อานาปานัสสติเป็นตัวทำให้มีสติ - สัมปชัญญะ ให้เป็นที่สังเกตไว้ด้วยว่า เวลาที่ขาดสติขณะนั้นจิตใจไม่ได้รู้ลมหายใจเข้า - ออกแม้แต่ประการใด อย่าลืมทุกอย่างเนื่องด้วยกัน ฌานไม่เกิดสมาธิก็ไม่เกิด เมื่อสมาธิไม่เกิด ปัญญาก็เกิดไม่ได้เช่นกัน จักเกิดได้ก็ไม่แหลมคม เนื่องจากสติ - สัมปชัญญะไม่ทรงตัว ดังนั้นถึงกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออกให้มาก อย่าคิดว่าทำไม่ได้หรือเสียเวลา ให้พิจารณาดูว่า ที่แท้อาศัยกำลังใจและสติกำหนดรู้ ก็จักรู้ลมหายใจเข้า - ออกได้ตลอดเวลา รักษากำลังใจเข้าไว้ด้วยความเพียรแล้ว จึงจักมีสติสมบูรณ์ขึ้นมาได้

          ๑๗. ร่างกายไม่ดี จักต้องพักให้มาก อย่าไปกังวลเรื่องงานทั้งหมด จักต้องรักษาร่างกายเอาไว้ก่อน เนื่องจากจิตยังปฏิบัติธรรมยังไม่จบกิจ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ให้จิตกำหนดพระนิพพานให้มาก พยายามรักษาอารมณ์รักพระนิพพานเข้าไว้ให้ขึ้นใจ การรักษาจิตให้ตั้งมั่น จำเป็นที่จักต้องให้ความสำคัญต่ออานาปานัสสติให้มาก แล้วพยายามอย่าสนใจกับจริยาของผู้อื่น ใครทำกรรมชั่วก็จงปล่อยวาง กฎของกรรมเที่ยงเสมอ อย่าทำตนไปเดือดร้อนกับกรรมของบุคคลอื่น

          ๑๘. ฟังอสุภกรรมฐานมากี่เที่ยวแล้ว เมื่อไหร่พวกเจ้าจักเอาจริงกันเสียที เรื่องของตำราว่ากันคล่อง แต่เรื่องของการปฏิบัติหาได้คล่องเหมือนกับตำราไม่ ดังนั้นจึงตัดราคะกับปฏิฆะออกไปไม่ได้จากจิตใจสักที ให้พยายามตรวจสอบกำลังใจ ขาดบารมี ๑๐ ที่จุดไหนบ้าง อารมณ์อสุภกรรมฐานกับ กายคตานุสสติจึงไม่มั่นคง รวมทั้งพรหมวิหาร ๔ ก็ไม่มั่นคงด้วย รวมความว่ายังมีความย่อหย่อนอยู่ทุกประการ ไม่พยายามกันใหม่ ฆราวาสนี้ได้เปรียบกว่าพระมาก มีการตั้งต้นใหม่กันได้ง่าย ผิดกับพระ ถ้าพลาดพลั้งแล้ว ก็มักจักตั้งต้นใหม่ไม่ได้ ขาดจากความเป็นพระได้ง่าย แต่ฆราวาสก็ไม่ควรจักย่ามใจให้มากเกินไป ผิดแล้วผิดอีก ไม่ระมัดระวังก็จักเป็นนิสัยไม่ดี ไม่ใคร่จักสำรวมจิตใจ ต่อไปก็จักทำให้ชินกับความเลว ในเมื่อจิตใจเลวเสียแล้ว กาย - วาจาก็พลอยเลวไปด้วย ให้ระมัดระวังจุดนี้เอาไว้ให้ดี

          ๑๙. มีข่าวสหรัฐโจมตีอิรักอีก (๒๙ ธ.ค. ๒๕๔๑) ครั้งแรกเริ่มเมื่อ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๔๑ ทรงตรัสว่า เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรม อันจักนำไปสู่ความรุนแรงในภายหน้าต่อไป ทำใจให้สบายยอมรับกฎของกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมการณ์เอาไว้แล้วก็จริงอยู่ พึงสำรวจดูว่ายังมีอะไรบกพร่องอยู่บ้าง ในแง่ของเครื่องดำรงชีวิตอยู่ แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นจริง ๆ แล้ว จักไม่เดือดร้อนเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เดือดร้อนน้อยหน่อยเท่านั้น สำรวจดูแล้วมีอะไรต้องซื้อก็ให้ซื้อได้ อย่ากังวล เนื่องจากต่อไปภายหน้าจักเกิดความขาดแคลนขึ้นมาได้ แล้วให้หมั่น พิจารณาทุกข์ให้มาก จิตจักได้เข้าถึงอริยสัจอย่างแท้จริง อริยมรรคอริยผลเบื้องสูงก็ได้ไม่ยาก ให้พยายามใช้ปัญญาพิจารณาทุกข์ตามความเป็นจริง จิตจักเข้าใจในทุกข์ อันเนื่องจากขันธ์ ๕ เป็นเหตุทั้งสิ้น ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ ทุกข์เหล่านี้ก็จักไม่มี มองทุกข์แล้วเพียรปล่อยวางให้เห็นเป็นของธรรมดาที่มีขันธ์ ๕ มิใช่มองทุกข์แล้วเกาะทุกข์ จิตก็จักยึดทุกข์ของขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเราตลอดกาล อนึ่ง การพิจารณาจิตยิ่งโปร่งยิ่งเป็นสุข ด้วยเห็นทุกข์ตามความเป็นจริง เป็นการดำเนินจิตใจไปในทางที่ถูก เรียกว่าเจริญธรรม แต่ถ้าหากยิ่งคิดยิ่งพิจารณา จิตหนักเศร้าหมองหดหู่ นั่นเป็นแนวทางที่ผิด ให้สังเกตกระแสของจิตเหล่านี้เอาไว้ด้วย ถ้าหากต้องการความพ้นทุกข์

          ๒๐. เมื่อรู้ว่าร่างกายไม่ดี ก็พึงพักผ่อนให้มาก อากาศแปรปรวนทำให้สุขภาพอ่อนแอลง อย่าไปคิดเปรียบเทียบกับการทำงานเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เวลานี้สภาพร่างกายเปลี่ยนไป เนื่องจากอายุมากขึ้น ความเที่ยงของร่างกายไม่มี ให้ยอมรับนับถือตามความเป็นจริงของร่างกายว่า ย่อมมีแก่ มีเจ็บมีตายเป็นของธรรมดา การรักษาร่างกายย่อมเป็นไปเพื่อระงับทุกขเวทนา เป็นการทำเพื่อให้จิตผู้อาศัยร่างกายอยู่นี้จักได้มีความสุข มีกำลังใจเต็มในการปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์สืบไป พร้อมกับยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียว เวทนาแห่งความแก่ - ความเจ็บ - ความตายย่อมจักไม่มี พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงให้มาก จิตจักได้เป็นสุขจากการยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น เป็นอันว่าร่างกายไม่ดี ก็จงอย่าฝืน ให้กายได้พักเพราะกายนี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ ส่วนจิตนั้นเป็นเราเป็นของเรา จักต้องอบรม ระมัดระวังจิตอย่าให้ป่วยตามกาย ถือโอกาสอบรมจิตให้ทำงานภายใน คือ พิจารณาขันธ์ ๕ ให้มาก ด้วยความไม่ประมาทในความตาย แล้วจักถึงหนทางพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่