(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน มิถุนายน ๒๕๓๘)

ธัมมวิจัย เกี่ยวกับคำสั่งสอน

(เรื่องการกวาดวัดเป็นวิหารทาน เป็นธรรมทานและอภัยทานด้วย)




 

          ขอสรุปเป็นข้อๆ เพื่อการจดจำได้ง่ายๆ ดังนี้

          ๑. จิตเกาะอะไร อัตตาหรือตัวตนเกิดตรงนั้น เพราะโลกหรือ โลกะ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีอันที่จักนำไปสู่ความฉิบหายในที่สุด หมายความว่าในที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจะไม่มีอะไรเหลือ คือ มีอนัตตาในที่สุด เพราะโลกทั้งโลกแม้ใน ๓ โลก คือ มนุษยโลก, เทวโลก, พรหมโลก ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง คือ ไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ในสภาพหรือสภาวะเดิมได้ ต้องเคลื่อนไปอยู่เสมอ เป็นสันตติ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำตลอดเวลา และที่สุดก็อนัตตา คือ เปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งโดยสิ้นเชิงไม่ช้าก็เร็ว

          ๒. จิตเกาะใบไม้ จิตเกาะขยะ หากตายตอนนั้น ก็เกิดเป็นแมลงเป็นหนอน เป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะตายในอารมณ์หลง หากกวาดใบไม้ กวาดขยะอยู่ จิตเกิดอารมณ์ไม่พอใจ จิตบ่นไปด้วยขณะทำงานทุกชนิด ก็เป็นอารมณ์ปฏิฆะหรือโทสะ หรือโกรธ หากตายตอนนั้นก็เกิดในนรกขุมใดขุมหนึ่ง แต่หากเกิดอารมณ์พอใจหรือราคะขึ้น เช่น อยากได้สิ่งที่ตนกำลังกวาดอยู่ หรือขณะทำงานทุกชนิดอยู่ ก็เป็นอารมณ์ โลภะ หากตายในขณะนั้น ก็ต้องเกิดเป็นเปรตประเภทใดประเภทหนึ่ง

          ๓. หากจิตเกาะบุญ เช่นเกาะพระนิพพาน ตายตอนนั้นก็ไปพระนิพพาน จิตเกาะบุญ เกาะความดี ในพุทธศาสนา ตายตอนนั้นก็ไปเกิดในแดนสวรรค์ จิตเกาะความสงบสุขอันเกิดจากความสงบ ตายตอนนั้นก็ไปเกิดในแดนพรหม

          ๔. จิตเกาะสิ่งที่ไม่เที่ยง เท่ากับเกาะทุกข์ เพิ่มทุกข์ให้ตนเอง เลยจมอยู่กับทุกข์ เลยพ้นทุกข์ไม่ได้ อารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นโมหะจริตทั้งสิ้น

          ๕. ผู้มีปัญญาท่านถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส ทางทวารใดทวารหนึ่งใน ๖ ทวาร ท่านพิจารณาเข้าหาไตรลักษณ์หมด หรือเข้าหาทุกข์อันเป็นอริยสัจหมด คือ ยึดเมื่อใดทุกข์เมื่อนั้น อัตตาเกิดเมื่อนั้น ซึ่งใช้ตัดกิเลสทุกชนิดได้อย่างดี จากกิเลสหยาบ - กลาง - ละเอียดตามลำดับ ตามจิตในจิต ธรรมในธรรม จิตเจริญแค่ไหน ก็รู้ธรรมได้ในระดับนั้น เป็นการลด สักกายทิฏฐิ ซึ่งแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายได้อย่างดี

          ๖. คนฉลาดเห็นทุกข์เป็นของธรรมดาไม่ฝืน เห็นแล้ววางไม่แบก เพราะหนัก คนโง่เห็นทุกข์แล้ว แบกทุกข์ไม่ยอมวาง เลยจมอยู่กับทุกข์

          ๗.ทุกขสัจ คือ ทุกข์ของกายเป็นของมีคู่มากับการเกิดมีร่างกาย ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตาย ไม่มีวันเว้น เรียกว่าทุกข์ทุกลมหายใจเข้าและออก แต่หากไม่กำหนดรู้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เพราะชินอยู่กับมันด้วยความประมาทในความตาย จึงเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ บท จงจำไว้ว่า ทุกขสัจหรือทุกข์ของกาย ต้องกำหนดจึงจะรู้ ไม่กำหนดรู้ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์

          ๘. ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อยู่ที่ใจเป็นผู้ก่อ คือ ตัณหาหรือสมุทัย ที่คิดว่าการเกิดเป็นของดี ได้กินอาหารรสอร่อยๆ ได้เที่ยวไปในโลกที่ไม่เที่ยง แต่ใจหลงคิดว่าเที่ยง ติดในรสอาหารหรือการกิน ติดในกามสัญญา ติดในการนอน คือ ติดกาม - ติดกิน - ติดนอน หลงคิดว่าเป็นสุข เลยถูกกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน สร้างอกุศลกรรมให้เกิดอยู่ตลอดเวลา ถูกมันต้มเราเสียสุก เหมือนควายตาบอด ที่ถูกจูงจมูกไปตามคำสั่งของกิเลส สรุปว่าตัณหาหรือสมุทัย เป็นสิ่งต้องละและรีบละก่อนกายจะพัง

          ๙. ทุกข์ทั้งหลาย ล้วนเกิดจากจิตโง่ที่ไปยึดอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรา มีในเราทั้งสิ้น หากวางอุปาทานขันธ์ ๕ หรือวางร่างกายหรือวางสักกายทิฏฐิ ได้จุดเดียว ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเรื่องนี้เฉพาะบุคคลที่มีความฉลาด หรือพวกพุทธจริตเท่านั้น บางองค์ก็บรรลุ ณ จุดนั้นเอง หรือต่อหน้าพระพุทธองค์

          ๑๐. พวกใจร้อน มี โทสะจริต เป็นใหญ่ชอบเอากิเลสของตนไปชนกับกิเลสของผู้อื่น (ชอบกีฬาไก่ชน) ชอบชนะความชั่วของผู้อื่นซึ่งทำไม่ได้ เพราะความชั่วของตนเองก็ยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะไปชนะความชั่วของผู้อื่นได้อย่างไร ถึงแม้บางครั้งอาจจะชนะได้ก็แค่ชั่วคราว ประเดี๋ยวก็ต้องแพ้ความชั่วของตนเองอีก เป็นการชนะไม่เด็ดขาด จะชนะมันได้เด็ดขาดจะต้องชนะใจตนเอง หรือพ้นภัยตนเองให้ได้ก่อน แต่ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรมก็คือ ภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตเราเอง จุดนี้ต้องอาศัยมีพรหมวิหาร ๔ เต็มระดับทั้ง ๔ ข้อ ๒ ข้อแรกคือเมตตา-กรุณา ก็แสนยากที่จะผ่านจุดนี้ไปได้ ๒ ข้อหลังจึงยังไม่ต้องพูดถึง ถ้า ๒ ข้อแรกยังไม่ผ่าน สรุปว่า บุคคลใด มีพรหมวิหาร ๔ เต็มระดับ และทรงตัว บุคคลนั้นก็จบกิจเป็นพระอรหันต์

 

กามตายด้าน หรือนกเขาไม่ขัน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. นี่ก็เป็นอริยสัจ ความจริงของร่างกายเป็นเช่นนั้นจริงๆ กามตายด้านหรือหมดกระสุน เป็นเพียงเรื่องของร่างกาย สำหรับจิตยังไม่หมดกามสัญญา

          ๒. สิ่งใดบริโภคบ่อยย่อมเบื่อเร็ว เช่น อาหารบริโภคซ้ำ ทุกวันก็เบื่อ คนไข้ที่มาถามคุณหมอว่า เขาสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองทุกวันจนหมดแรง เวลานี้เขาเป็นโรคกามตายด้านหรือเปล่า คุณหมอตอบว่า เพราะทำเกินกำลัง เกินพอดีก็หมดแรง ยิ่งบ่อยๆ กระสุนมันก็หมดเร็วเป็นธรรมดา ก็ถูกต้อง เพราะบริโภคบ่อยก็เบื่อ

          ๓. ให้ใช้ กายคตานุสสติ ควบอสุภกรรมฐาน เป็นเครื่องพิจารณา ให้เห็นทุกข์จากการบริโภคกาม ให้เห็นความสกปรกที่แท้จริงของการเสพกาม พิจารณาให้เห็นโทษของกาม ๒ อย่าง ตามที่สมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสสอนไว้ และทำไมพระอริยเบื้องสูงจึงต้องผ่านธรรมปฏิบัติเกี่ยวกับกามกำหนัดและกามสัญญา ในธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๔ (เดือนส.ค. ๒๕๓๕) แล้วจักเข้าใจได้ดี

          ๔. จุดประสงค์เพื่อให้เห็นทุกข์ เห็นสภาวะของความสกปรกอย่างซ้ำๆ ซากๆ เป็นการบริโภคด้วยจิตพิจารณาบ่อยๆ ก็จักทำให้เบื่อหน่าย และจิตจักคลาย หลุดออกจากกามสัญญาได้ และในที่สุดก็จักตัดกามสัญญาออกไป จากจิตได้อย่างสมบูรณ์

          ๕. ขอให้พวกเจ้ามีความเพียรในการศึกษา พิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นโทษของกามจริงๆ แล้วจิตจักตัดได้ในที่สุด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่