ปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ




          เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ มิ.ย. ๒๕๓๖ ผมและเพื่อนได้ยกปัญหาเรื่องนี้มาคุยกัน เพื่อนของผมท่านเล่าว่าเพื่อนของท่านคนหนึ่งมาบ่นให้ฟังว่า นอนไม่ค่อยหลับ การสนทนาธรรมกันในเรื่องนี้มีความสำคัญทางธรรม ดังนี้

          ก) ในพระสูตรมีอยู่ครั้งหนึ่ง ประชาชนมาเข้าเฝ้าพระองค์เป็นจำนวนมาก แต่กายของพระองค์ต้องการจะพักผ่อน พระองค์จึงให้พระอานนท์เทศน์แทนท่าน พระอานนท์ก็เทศน์โปรดชาวบ้านไป ส่วนพระองค์ก็ทรงพุทธสีหไสยาสน์อยู่ตรงนั้น เพื่อให้กายได้พัก (หลับ) แต่จิตยังคงทำงานตลอดเวลา เมื่อพระอานนท์เทศน์จบ พระองค์ทรงตื่นจากพระบรรทม แล้วรับรองการเทศน์ของพระอานนท์นั้นถูกต้องทุกประการ แสดงว่าจิตของพระองค์นั้นมิได้หลับ คงทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์เหมือนปกติ เพราะพระองค์สามารถแยกกายกับจิตออกจากกันได้เด็ดขาดตลอดเวลา กายของพระองค์ประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ เกิดเสื่อมดับตลอดเวลา จึงต้องพักเป็นปกติธรรมดาของผู้มีร่างกาย ส่วนจิตของพระองค์นั้นไม่เหนื่อย ไม่มีเวลา เพราะเวลาของจิตไม่มี เป็นอกาลิโก ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าเป็นเรื่องของมหาสติปัฏฐาน จิตนั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถแยกกาย-เวทนา-จิต-ธรรมออกจากผู้รู้ คือตัวจิต ซึ่งคือตัวเราได้ตลอดเวลา แม้ในขณะที่กายหลับ

          ข) ในทางโลก บางคนที่นอนข้าง ๆ เรา เราได้ยินเสียงกรนของเขาดังเป็นระยะๆ เกือบทั้งคืน แต่เจ้าตัวกลับบ่นว่านอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งก็อธิบายได้ว่าเขานอนแบบปุถุชน ไม่สามารถจะแยกกายกับจิตออกจากกันได้ และไม่ทราบความจริงว่า กายย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา แต่จิตนั้นไม่เหนื่อย ไม่มีเวลาด้วย เรื่องนี้ปฏิบัติถึงแล้วจะรู้ได้เองเฉพาะตน

          ค) พระอรหันต์ทุกองค์ ท่านแยกกาย- เวทนา-จิต-ธรรมออกจากผู้รู้คือตัวท่าน หรือจิตของท่านได้เด็ดขาด ท่านมีจิตเหนือกาย ท่านจึงชนะนิวรณ์ข้อ ๓ ได้เด็ดขาด คือหมดอารมณ์หลง (ตัวขี้เกียจ)

          ง) พวกที่ว่านอนไม่ค่อยหลับนั้น เพราะเขายังยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่ หรือยังมีสักกายทิฏฐิอยู่ (สักกายทิฎฐิ ท่านแปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย) พอพูดกันถึงจุดนี้ก็เกิดสงสัยตนเองว่า มันถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาสอนว่า

          ๑. ถูก หากเอ็งทำได้ก็เป็นพระอรหันต์ (ก็คิดว่ามันทำได้ยาก) ท่านก็บอกว่า มันจะยากอะไร แยกกาย แยกเวทนา ให้ออกจากอารมณ์ของจิตอยู่เรื่อย ๆ ปะเดี๋ยวเดียวมันก็ได้เอง บอกกับกายมันว่า ช่างมัน ๆ ไปเรื่อย ๆ ง่ายจะตาย (ก็คิดในใจว่า ตายคงง่ายกว่า) ท่านก็หัวเราะแล้วสอนว่า

          ๒. ก็เพระอย่างนั้นซิ ถึงตายแล้วตายอีก เอาดีกันไม่ได้สักที มัวแต่ท้ออยู่อย่างนี้ ตายเกิด - เกิดตาย กระดูกผุทับถมพื้นดินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว หรือเอ็งยังอยาก เกิดอีก(ก็ตอบว่าไม่อยากเกิด)

          ๓. อยากมาพระนิพพานก็ต้องขยัน ห้ามคิดว่ายากเป็นอันขาด ให้ตั้งใจทำไปตามที่ท่านสอนมานั่นแหละ ประเดี๋ยวก็ได้เอง

          ๔. อย่าคิดว่ายากประเดี๋ยวจะท้อถอย อย่าคิดว่าง่าย เพราะประเดี๋ยวจะประมาทเกินไป ทางที่ดีควรคิดว่ายากหรือง่ายไม่สำคัญ หนทางนี้เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ เราต้องทำให้ได้ก็แล้วกัน ตั้งใจทำให้เต็มความสามารถเพื่อพระนิพพาน คิดอย่างนี้เข้าไว้แล้วค่อยๆ เดินมาอย่างมั่นคง อย่าริข้ามขั้น ไต่มาตามดับเรื่อย ๆ ด้วยใจยินดีว่า การปฏิบัติธรรมนี้เพื่อนำจิตให้พ้นทุกข์ เราได้ทำแล้ว ทำไปก็ยินดีไปในทางธรรมนั้นด้วย และมีความพร้อมที่จะไปพระนิพพานอยู่เสมอ

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาสอนต่อดังนี้

          ๕. มรรคผลจบหรือไม่ก็ตาม ตั้งมรณานัสสติบวกอุปสมานัสสติเอาไว้ควบคู่อยู่เสมอ โชคดีร่างกายมันพังลงในระหว่างทางเมื่อไหร่ จิตมันก็วิ่งลัดตัดตรงไปพระนิพพานเลย

          ๖. มาคิดถึงอารมณ์ยินดีในธรรม คือ ยินดีเมื่อได้ปฏิบัติธรรม เพราะพระธรรมคืออริยทรัพย์ที่ใครศึกษา ปฏิบัติจนเกินผลแล้ว ผลของธรรมนั้น ๆ จะเกาะติดไปกับจิตดวงนั้นไปตลอดกาล ทั้งนี้จักต้องมีศีลเป็นพื้นฐานประจำจิตอยู่แล้วเป็นปกติ

          ๗. เพราะฉะนั้น ใครที่ได้ปฏิบัติธรรม แม้จะได้ผลเพียงเล็กน้อยก็ควรจะดีใจ ภูมิใจเหมือนได้ของที่ล้ำค่าแบบทางโลก หากคิดได้แบบนี้ ความรื่นเริงในธรรมก็จักเกิดขึ้น จะได้มากได้น้อยก็พอใจ

          ๘. สะสมความยินดีในธรรม สะสมอริยทรัพย์เป็นอารมณ์สันโดษ เพราะมักน้อยไม่โลภ ไม่มีอารมณ์ร้อนเป็นปฏิฆะ อารมณ์ยินดีในธรรมก็จักค่อย ๆ เกิดขึ้น ๆ ทีละน้อย แบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลายเป็นสันตติทางธรรม จนจิตชินกลายเป็นฌานไปเองโดยอัตโนมัติ และทรงตัวได้ตลอดกาลในที่สุด

 

          (หมายเหตุ ธรรมในข้อ ๕ – ๘ นั้น เป็นคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม)

          และในวันนั้น พระพุทธองค์ทรงพระเมตตา มาตรัสสอนต่อดังนี้ (สาเหตุเพราะพระองค์ทรงรู้ความคิดของพวกเรา จิตเรานึกอะไรมันก็ไปดังข้างบนหมด จึงไม่มีความลับหรือกรรมอะไร ที่พวกเราทำแล้วพระองค์ไม่ทราบ)

          ๑. ที่คิดว่าควรอย่างนั้น ก็ควรที่จักทำให้ได้อย่างนั้นด้วย จักได้เลิกค้าขายขาดทุนเสียที

          ๒. การแยกกาย-เวทนา-จิต-ธรรมนั้นสำคัญ พึงทำให้บ่อย ๆ เพราะคือการศึกษารูป-เวทนา-สังขาร-สัญญา-วิญญาณให้ลึกซึ้งนั่นเอง

          ๓. จำไว้กรรมฐานทุกกอง สรุปลงที่กายกับจิตเท่านั้น ยึดหลักนี้เอาไว้ อย่าทำสะเปะสะปะ ออกไปนอกลู่นอกทาง จักเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

          ๔. พิจารณาให้ลงตัวนี้ให้ได้ จิตจักยอมรับในกฎธรรมดาของกายกับจิต แล้วจักมีอารมณ์ปล่อยวางสักกายทิฏฐิลงได้ในที่สุด

เรื่องจิตต้องการพัก แต่กายไม่ยอมพัก

          ธรรมะจุดนี้ต่อจากธรรมเมื่อวานนี้ (๕ มิ.ย.๒๕๓๖) มีความสำคัญดังนี้

          เมื่อยกเอาพระธรรมที่พระองค์และหลวงพ่อท่าน มาคิดพิจารณาเพื่อให้เข้าใจ และเกิดปัญญาเรื่องการแยกกาย - เวทนา - จิต - ธรรมออกจากกัน โดยอาศัยกำลังฌาน และใช้ปัญญาเป็นตัวกำหนดแยกกายกับจิตออกจากกัน ที่สุดก็พิจารณาถึงเรื่องปัญหาของการนอนไม่หลับ แล้วจบลงที่ว่ากายต้องการพักหรือหลับ แต่จิตไม่จำเป็นต้องหลับตามกาย เออ มันก็ดีเหมือนกันนะ เราจะได้เอาจิตทำงานแบบพักกับเพียร หมายความว่าพักก็ให้พักอยู่ในฌาน เพียรก็เพียรอยู่ในวิปัสสนาญาณ จิตจะได้ทรงฌานบ้าง วิปัสสนาบ้าง หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เมตตามาสอนว่า

          ๑. เฮ้ย บางทีจิตจะหลับ (พัก) แต่ระบบประสาทของตาหรือร่างกาย มันไม่ยอมหลับก็เป็นไปได้เหมือนกัน อย่างเช่นคนเครียด คนกินอาหาร กินยาบางชนิดเข้าไปแล้ว ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว หรือโรคบางชนิดก็ทำให้หลับไม่ลงทั้ง ๆ ที่อยากจะหลับได้เหมือนกัน (ก็คิดว่า อย่างที่หลวงพ่อเคยเป็นอยู่ระยะหนึ่งใช่ไหม)

          ๒. ใช่ ๆ อย่างนั้นแหละ ทรมานดีจริง ๆ ถ้าไม่ทรงอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ มีหวังจอดไปนานแล้ว

 

เรื่องภาษาปากกับภาษาใจ

          เพื่อนของผมท่านเล่าให้ผมฟังว่า ขณะกำลังกวาดวัด จิตนึกไปถึงหลวงพ่อกับหลวงปู่บุดดาว่า ในอดีตทั้งสองท่านเทศน์เสียงดังมาก โดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง แต่ปัจจุบันเสียงของท่านไม่ค่อยมี เพราะกล่องเสียงท่านเสื่อม พอคิดถึงจุดนี้ หลวงปู่บุดดาท่านก็มาสอนเรื่องอย่าสนใจภาษาปาก (กาย) ให้มาสนใจภาษาใจดีกว่า

          ๑. กล่องเสียงไม่เสื่อม แต่ประสาทและขากรรไกรมันเสื่อม บังคับให้ปากพูดดัง ๆ ไม่ไหวแล้ว มันเหนื่อยจนไม่อยากออกเสียง (ก็นึกว่าอยากได้ยินเสียงตอนนั้น)

          ๒. อย่าไปสนใจภาษาที่ออกจากปากในเวลานี้เลยนะ มันออกมานานจนเดี๋ยวนี้มันออกไม่ไหว บังคับให้มันพูด มันก็แทบไม่ไหวแล้ว เอ็งมาสนใจภาษาที่ออกจากใจของข้าดีกว่า ภาษาที่เป็นธรรมล้วน ๆ จากจิตที่เป็นธรรมแล้วเอ็งเข้าใจไหม

          ๓. พระพุทธ - พระธรรม - พระอริยสงฆ์ เป็นภาษาธรรมที่ไม่ตาย สัมผัสด้วยจิตถึงจิตดีกว่า กายถึงกาย ภาษาที่ออกจากเปลือก บางทีก็เจือไปด้วยเปลือก แต่ภาษาที่ออกจากจิตที่เป็นธรรมแท้ เป็นภาษาธรรมแท้ ๆ ซึ่งสัมผัสกันได้ด้วยใจ

          ๔. พระพุทธ-พระธรรม-พระอริยสงฆ์ คนที่ติดเปลือกก็ไม่เชื่อว่ามีตัวตน กิเลสมันหนากว้างเป็นคืบยาวเป็นศอกเพราะเปลือกมันบังตา แต่ในคนที่ไม่ติดเปลือก ลอกคราบเปลือกที่บังตาทิ้งไป จิตมันเป็นตาปัญญา เห็น พระพุทธ-พระธรรม-พระอริยสงฆ์ อยู่ครบถ้วนทุกประการ พระนฤพานไม่สูญ เอ็งเอาตามนี้ดีกว่า อย่าไปสนภาษาปากนะ สนใจภาษาใจซึ่งเป็นภาษาธรรมแท้ ๆ ดีกว่า

          ในคืนวันนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาสอนเรื่องขันธมารและกิเลสมารให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าใจร้อน การปฏิบัติธรรมจักต้องรักษาความศรัทธา คือ ความเชื่อถือเลื่อมใสในธรรมนั้น ๆ เข้าไว้ และอย่าใจร้อนเรื่องขันธมารเข้ารบกวนในระยะนี้

          ๒. จงหมั่นทำความยอมรับและนับถือ ในกฎธรรมดาของร่างกายเข้าไว้ เห็นสภาพเหล่านี้ เป็นปกติธรรมดาของร่างกาย

          ๓. บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อพ้นจากร่างกาย คือ ต้องการพ้นเกิดนั้น จักไม่ถูกขันธมารรบกวนเลยนั้นไม่มี

          ๔. เพราะฉะนั้น จงมองขันธมาร และกิเลสมารที่เข้ามารบกวนอยู่นี้ให้เป็นวิปัสสนาญาณ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทำการเสียดแทงให้เกิดขึ้นกับจิตอยู่เนือง ๆ อุปสรรคเหล่านี้อยู่ขวางกั้นเรามากเท่าใด จงหมั่นทำใจให้เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น เพื่อจักพ้นไปเสียจากร่างกาย อันเป็นเหตุให้เกิดกิเลสมารและขันธมารนี้

          ๕. สภาพเวทนาใดๆ เกิดขึ้นกับขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ จงยอมรับว่าเป็นธรรมดา อย่าเอาจิตไปสงสัยว่าเป็นความผิดปกติ จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เกิดขึ้นเป็นปกติมาแล้วกับเราทุกชาติที่ร่างกายปรากฏ จิตของเรามักจักดิ้นรนไม่ยอมรับความจริงอันเป็นปกตินี้มาแล้วทุกชาติ ฝืนธรรมอยู่เป็นนิจ ยังอารมณ์ให้ตกอยู่ในกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไม่ยอมรับกฎธรรมดาของขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ จิตจึงมีความกำหนัดอยากมีขันธ์ ๕ ที่ฝืนธรรมอยู่เนือง ๆ

          ๖. จิตติดกามจึงเกิดแล้วเกิดอีก มาพบกับขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ที่เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง สกปรก ทรุดโทรมอยู่อย่างนี้ ด้วยเหตุที่ไม่ยอมรับธรรมอันเป็นปกติของขันธ์ ๕ หรือร่างกายนั้น ๆ จักไปเกิดเป็นคนประเภทใด หรือสัตว์เดรัจฉานประเภทไหน ก็มีจิตฝืนธรรมหลงติดอยู่ในขันธ์ ๕ หรือร่างกายนั้น ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา มีความดี มีความเที่ยงสวยสดงดงามอยู่เสมอ ยังเกาะยึดอารมณ์ สักกายทิฏฐิอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น ยังอารมณ์จิตให้หนักหน่วงอยู่ในไฟโมหะ-โทสะ-ราคะ เพิ่มความเร่าร้อนอยู่ในอารมณ์มิได้ขาด จึงมีความขยันเกิดขยันตาย หาที่สิ้นสุดของความทุกข์ อันสืบเนื่องจากขันธมารและกิเลสไม่ได้

          ๗. พวกเจ้าจงหมั่นพิจารณาธรรมของขันธมาร และกิเลสมารให้ดี ๆ ศึกษาให้รู้เท่าทันความเป็นจริงในธรรมนั้น ๆ ก็จักยังจิตให้หลุดพ้นได้

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่