พระธรรมที่ควรรู้ (บทส่งท้าย เล่มที่ 17)




          รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

            หมายความว่า รู้ที่ใจ มิใช่รู้ที่สมอง อันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงไม่เที่ยง

            (สัญญาหรือความจำไม่เที่ยง แต่หากใจรู้ หรือรู้ที่ใจแล้วเที่ยงเพราะใจเป็นของเรา)

            การรู้ก็ดี การเห็นก็ดี คือจิตมีสติกำหนดรู้-เห็นไปตามความเป็นจริง และพิจารณาไปเป็นธรรมดาในสิ่งนั้น ๆ (ไม่ใช่อารมณ์ปรุงแต่งธรรม)

            ที่กลิ่นไม่หายไป เพราะสัญญาคิดตามเวทนาของกลิ่นขี้วัว ไม่ชอบใจกลิ่นขี้วัวที่เหม็น หากเวทนาไม่เกิด สัญญาก็ไม่เกิด หรืออารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจ ก็ไม่เกิด อย่างนี้เรียกว่ามีสติกำหนดรู้ตามความเป็นจริง อายตนะสัมผัส ๑๒ มีภายนอก ๖ ภายใน ๖ เมื่อกระทบกัน จิตเราต้องรู้ แต่ให้ทรงอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า ไม่ปรุงแต่งธรรมนั้นต่อ ให้เกิดอารมณ์ ๒ คือพอใจกับไม่พอใจ อย่างนี้แหละมิใช่อารมณ์ปรุงแต่งธรรม แต่เป็นธัมมวิจยะหรือธัมมวิจัย

            จิตผู้ฉลาดจะไม่ไหวไปกับอายตนะสัมผัสนั้น ๆ อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า - ไม่ปรุงแต่ง ไม่เกาะติด เห็นสิ่งเหล่านั้นว่าไม่เที่ยง ยึดเข้าก็เป็นทุกข์

            จิตคนพาล จะไหวไปกับอายตนะสัมผัส สร้างเวทนา-เกิดสัญญา-สังขารคือปรุงแต่งอารมณ์นั้น ให้เป็นหรือให้เกิดอกุศลกรรม จิตจึงร้อนอยู่ตลอดเวลา

            อารมณ์รู้สักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นสักเพียงแต่ว่าเห็น ต้องนำไปปฏิบัติให้จริงจัง ให้กำหนดรู้อารมณ์นี้เสมอ จักเป็นที่ตั้งแห่งความสันโดษ ยังจิตให้สงบเป็นสุขอย่างแท้จริง เช่น ตาเห็นรูปคนหรือสัตว์ สวยไม่สวยรู้ และยอมรับ แต่ชั่วขณะจิตเดียว ก็พิจารณาถึงความจริงว่ารูปไม่เที่ยง ยึดก็เป็นทุกข์ หรือแยกรูปเป็นธาตุ ๔ - มีอาการ ๓๒ - สกปรก ไม่เที่ยง เป็นต้น

            การมีสติกำหนดรู้อารมณ์ตนเองอยู่เสมอ คือผู้ไม่ประมาท หากมีอานาปาเข้มแข็ง จิตย่อมมีกำลัง และพร้อมด้วยสติ-สัมปชัญญะ ทำให้ขณะนั้นจะมีสมาธิ-ปัญญามั่นคง สู้กับกิเลสได้ โดยใช้หลัก กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น เป็นหลักสำคัญ (อริยสัจ ๔)

            การเกิดความสลดใจ หรือหดหู่ในชะตากรรมของผู้อื่น คือ อารมณ์จิตที่ขาดอุเบกขาญาณ ต้องใช้พรหมวิหาร ๔ ให้ครบ กรรมใครกรรมมัน อย่าไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่น

            บารมี ๑๐ ทิ้งไม่ได้ เช่น ทานบารมีเต็ม ตัดโลภได้, ศีลบารมีเต็ม ตัดโกรธ, เนกขัมมะเต็ม ตัดกามารมณ์ได้, ปัญญาเต็ม ตัดกิเลสได้ขาด, วิริยะเต็ม ก็หมดขี้เกียจ, ขันติเต็ม ก็ทนต่อความชั่วเข้ามากระทบได้, สัจจะเต็ม ก็ตัดความโลเลในการปฏิบัติธรรมได้, อธิษฐานเต็ม ก็ทำทุกอย่างเพื่อนิพพานจุดเดียว, เมตตาเต็ม ก็พ้นภัยตนเอง คือภัยจากอารมณ์จิตตนเอง ทำร้ายจิตตนเอง, อุเบกขาเต็ม ก็ตัดทุกข์ที่เกิดแก่กายและจิตได้ มีอารมณ์วางเฉย (สังขารุเบกขาญาณ) ได้

            บารมี ๑๐ เป็นธรรมขั้นสูง ที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ลงได้เด็ดขาด

            ขณะปฏิบัติธรรม ถ้าจิตเครียด ให้หยุดพิจารณา มาจับอานาปา แล้วจับภาพพระเป็นกสิณแทน เห็นกายในของตนเป็นแก้วอยู่บนพระนิพพาน เบื้องหน้าพระซึ่งเป็นแก้ว จิตจักเป็นสุข หากกายตายขณะนั้น จิตก็อยู่บนพระนิพพานแล้ว

            อย่าลืม เวลาใดที่กำหนดภาพพระนิพพานอยู่ เวลานั้นจิตไม่ห่วงกาย จึงเท่ากับจิตวิมุติชั่วคราว จิตพ้นบ่วงของมารชั่วคราวเป็นปทังควิมุติ

            เรื่องสันตติภายในคือ การกำหนดรู้อารมณ์จิตตนเอง ซึ่งเกิดดับ ๆ ตลอดเวลา จะช่วยดึงเหตุจากอายตนะสัมผัสที่เข้ามากระทบจิตให้ช้าลง จนสามารถรู้ว่าขณะจิตหนึ่งนั้น ๆ จิตกำลังเสวยอารมณ์อะไร จักต้องใจเย็น ๆ จึงจักเห็น

            พึงกำหนดรู้อารมณ์ของจิตในขณะหนึ่งๆ ซึ่งเป็นธรรมปัจจุบัน ที่พึงจักจำแนกกิเลสให้พ้นไปจากจิตได้ จุดนี้เป็นการปฏิบัติที่ละเอียดอย่างยิ่ง แยกสันตติทางอารมณ์ให้ออก เพื่อใช้กรรมฐานแก้จริต ๖ ได้ถูกต้อง

            การปฏิบัติต้องวางมานะกิเลสให้ได้ก่อน แบบท่านพระใบลานเปล่า จึงจะบรรลุมรรคผลได้

            บุคคลผู้ติดในสัญญา อันเป็นปัญญาทางโลก จึงมีความประมาทหลงคิดว่า ตนมีปัญญาเป็นเลิศ สัญญาจึงบดบังปัญญา (แค่สอนวิธีจับเหี้ยได้ ก็จบกิจได้ เท่ากับสอนอายตนะ ๖)

            จงอย่าลืมตน หากยังตัดสังโยชน์ได้ไม่ครบ จงอย่าคิดว่าตนดีเป็นอันขาด จัดเป็นมานะ คือจิตยังยึดสักกายทิฎฐินั่นเอง เช่น พวกชอบทำนายจิตผู้อื่นว่าเป็นขั้นนั้น ขั้นนี้ เป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง

            สันตติมี ๒ อย่าง ภายนอก คือขันธ์ ๕ ของตน หรือผู้อื่น-สัตว์-วัตถุใด ๆ ภายใน คืออารมณ์จิตที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา ใครไม่รู้ก็ประมาทในอารมณ์ เท่ากับประมาทในความตายเท่ากับประมาทในธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ บท

            สันตติภายนอกแก้ไม่ได้ เป็นปกติธรรมของโลก สันตติภายในแก้ได้ ปัญญาเกิดจากจุดนี้ ตัวที่ไปรู้สันตติทั้ง ๒ นี้ คือ จิต ซึ่งเป็นตัวเรา

            จิตนี่แหละเป็นตน มีในตน ต้องมีสติ-สัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์ของจิต ซึ่งเกิดดับ ๆ ตลอดเวลา รู้ว่าอะไรคือปัญหา รู้ต้นเหตุที่เกิดปัญหา และรู้วิธีดับปัญหา ตลอดเวลาทุกอิริยาบถเป็นอกาลิโก

            หากจิตยังมีการเสวยอารมณ์อยู่ (มีเวทนา) จักต้องรู้เหตุที่ทำให้เกิดเสวยอารมณ์นั้น หากไม่รู้ ก็ไม่พ้นภัยตนเอง เพราะอารมณ์จิตทำร้ายจิตตนเอง เป็นสันตติอย่างไม่รู้เท่าทัน

            การไม่รู้เท่าทันสันตติภายใน คือไม่รู้เท่าทันในอารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะที่เกิดดับอยู่ในจิตนี้ ดังนั้นเมื่อบุคคลใดรู้สันตติภายในแล้ว ก็ย่อมจักกำหนดรู้เหตุที่เกิด และดับแห่งอารมณ์นั้น ความประมาทย่อมไม่มี จุดนี้ละเอียดอ่อน และทำให้ทรงตัวได้ยาก ต้องใช้ความเพียรขั้นสูงสุด ใครทำได้ก็เป็นพระอรหันต์

            ที่สุดของธรรมก็คือ รู้แยกจิต-แยกกาย-แยกธรรม สรุปรวมเป็นหลักใหญ่ได้ ๒ ประการ คือรู้เท่าทันกองสังขารแห่งกายและจิต (รู้เท่าทันว่ากาย-เวทนา-จิต-ธรรม เกิดดับ ๆ เป็นสันตติ ผู้รู้คือตัวเรา คือจิตที่เป็นตน มีในตน)

            ความสำคัญของอานาปา ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในการทำจิตให้สงบ-เป็นสุข มีรายละเอียดอยู่มาก แค่รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ก็เข้านิพพานได้แบบง่าย ๆ

            เมื่อยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าทิ้งอานาปา อย่าทิ้งรูปฌาน และอรูปฌาน แต่ไม่หลงติดอยู่ อาศัยเพียงแค่ใช้ระงับเวทนาของกาย และใช้เป็นกำลังช่วยให้จิตพิจารณาตัดกิเลสให้หมดไป เพื่อเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น หมดกายแล้ว ก็หมดความจำเป็นต้องใช้

            มีชีวิตอยู่ อย่าหนีปัญหา เพราะหนีไม่พ้น หากกายยังอยู่ ปัญหาของโลกก็เป็นธรรมดาของโลก จะพ้นได้เมื่อตัดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจได้เด็ดขาดแล้ว

            หากยังตัดอารมณ์ ๒ ไม่ได้ จงอย่าเอาอดีตที่ผ่านมาแล้ว และอนาคตซึ่งยังไม่ถึงมาครุ่นคิด เพราะล้วนเป็นทุกข์ของจิต ต้องอยู่ในปัจจุบันธรรม

            เลือกอาหารดีให้แก่จิต คือความสงบ, ธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

            อารมณ์ใด, ธรรมใดที่ทำแล้วจิตไม่สงบ เป็นทุกข์ จงอย่าทำต่อ หรือธรรมใดที่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา, ทาน-ศีล-ภาวนา ก็ควรเว้นเสีย

            ให้หมั่นถามจิตบ่อย ๆ ว่า หากกายตายแล้ว เจ้าจักไปไหน ถามบ่อย ๆ จิตจักคลาย- ปล่อยวางปัญหาทางโลกไปได้ตามลำดับ

            อย่าให้จิตเกาะติดโลกอีก แม้พรหมโลก-เทวโลกก็ไม่เกาะ มุ่งตรงจุดเดียวคือ พระนิพพาน ทำทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

            ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มาก เท่ากับจิตของเรา ทำร้ายตัวเราเอง

            ปัญหาของโลก รวมอยู่ในโลกธรรม ๘ ทั้งสิ้น ไม่มีโลกภายนอก หรือโลกภายใน ที่ล้วนเป็นปกติของปัญหาโลก เป็นกฎของกรรม เป็นทุกข์ของชาวโลก และเป็นปกติที่ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ อย่างไปได้พ้น

            บุคคลผู้ฉลาดในพุทธศาสนา ย่อมหาบ้านอยู่อย่างถาวร พร้อมที่จะทิ้งกายที่อาศัย เหมือนบ้านเช่าชั่วคราว ไปอยู่บ้านที่ถาวรบนพระนิพพาน ได้ด้วยการปฏิบัติตามธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น หรือพ้นทุกข์ ซึ่งแจกให้เป็นธรรมทานอย่างจริงจัง

            อย่าฝืนสังขาร การพักผ่อนไม่พอ แล้วฝืนปฏิบัติธรรมจนเกินพอดี ทำให้จิตฟั่นเฟือนไปมากแล้ว

            กรรมฐานแก้บ้าคือ อานาปา จะคลายเครียดได้ชะงักที่สุด รู้พัก-รู้เพียรในทางสายกลางอยู่เสมอ เรียกว่าเจริญวิปัสสนาแล้วไม่ขาดทุน

            นินทาและสรรเสริญ เหมือนสาดน้ำใส่กัน แต่การมีกายอยู่ในโลก ย่อมหนีโลกธรรมไม่พ้นเป็นธรรมดา จึงต้องซ้อมอารมณ์ลงตัวธรรมดาเอาไว้เสมอ เพื่อกันมิให้อารมณ์ ๒ เกิด คือ ราคะกับปฏิฆะ ซึ่งเกิดแล้วจะปิดกั้นทางเข้าสู่พระนิพพานไว้สนิท เพราะเป็นนิวรณ์ ๒ ข้อแรก ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือโง่ตลอดกาล

            อานาปาขั้นสูง คือการกำหนดรู้ลมเข้า-ออกได้ตลอดเวลา แม้ขณะพูดอยู่ ขาดแต่คำภาวนาเท่านั้น เพราะท่านมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ หมดการเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไม่มีเหตุ-ไม่มีผล พระอรหันต์จึงเห็นอะไรที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นเรื่องธรรมดาหมด

            ทำอานาปากองเดียว ก็ถึงพระอรหันต์ แต่จักต้องทรงอานาปาให้ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตราบใดที่จิตนี้ยังตื่นอยู่แม้กายหลับ แต่จิตยังตื่นอยู่ หากผู้ใดทำได้ขณะหลับด้วยแล้ว ยกกายในขึ้นอยู่บนพระนิพพาน ด้วยการปลงมรณา-อุปสมานุสสติ-กายคตาและอสุภะให้กายหายไป

            การกำหนดรู้อานาปา จึงเป็นกำลังให้จิตมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ ต้องใช้ความเพียรสูง (วิริยะ-ขันติ-สัจจะบารมีเต็มโดยมีปัญญาคุม)

            อย่าฝืนอารมณ์ของจิต ต้องกำหนดรู้อารมณ์ตลอด และแก้ไขด้วยจริต ๖ ตลอดด้วย ดังนั้นการพิจารณาสัจธรรม ๕ เนือง ๆ จึงเป็นของดี ทำให้จิตยอมรับความจริงของขันธ์ ๕ ใจต้องเย็น ให้ดูท่านพระอานนท์เป็นตัวอย่าง ก่อนจะบรรลุมรรคผล ท่านเครียดเพราะรีบเร่ง ตลอดคืนก็ไม่บรรลุ พออารมณ์เย็น ความเครียดหาย ใจสบายก็บรรลุทันที ทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางทั้งสิ้น

            ต้องไม่ประมาทในความตาย กับความใจเย็น (จากอานาปากับพรหมวิหาร ๔) สมถะ ๓ กองจึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต (อานาปา-กายคตาควบอสุภะ และมรณาควบอุปสมานุสสติ)

            ให้ยอมรับกฎของกรรม กฎของธรรมดา (สัทธรรม ๕) ยอมรับโลกธรรม ๘ ว่าเป็นปกติธรรมของโลก ทบทวนและพิจารณาบ่อย ๆ ก็ย่อมถึงจุดหมายปลายทางได้

            พระพุทธเจ้าเป็นได้ เพราะพระธรรม ตถาคตคือ พระธรรม ร่างกายของตถาคตมิใช่พระพุทธเจ้า เมื่อตถาคตได้ปรินิพพานแล้ว พระธรรมวินัยทั้งหลายจักเป็นพระศาสดาสอนเธอ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต บุคคลใดเห็นธรรม จึงจักเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็คือ จิตที่เข้าถึงพระธรรม

            ปัญหาทางโลกไม่มีใครแก้ได้หมดหรอก คิดให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข ต้นเหตุก็เพราะจิตไม่ยอมรับความจริงว่า ความปรารถนาไม่สมหวังนั้นเป็นเรื่องธรรมดา จุดนี้แหละที่ทำจิตให้ต้องไปจุติ (ไม่ยอมรับสัทธรรม ๕)

            ความอยาก และความห่วงใยในตนเอง และผู้อื่น และความกลัวตาย เป็นอารมณ์หลงในสักกายทิฎฐิ เพราะกายเรา ยังไม่ใช่ของเรา เราคือจิตซึ่งเป็นอมตะ ไม่เคยตาย มาอาศัยกายชั่วคราว จึงจัดว่าเป็นหลงตัวจริง จึงเกาะเปลือกตนเอง-ผู้อื่น-ญาติต่าง ๆ - เพื่อน - แม้วัตถุธาตุว่าเป็นเรา เป็นของเรา

            อย่าตำหนิใครที่ยังติดอดีตชาติ เพราะบางขณะ, บางอารมณ์, บางคนติดแล้วเขารู้สึกเป็นกันเองกับเรา สร้างศรัทธาให้เขาร่วมทำบุญ-ทำทานและร่วมปฏิบัติธรรมได้

            อย่าหวังผลงาน ก่อนที่จักลงมือทำ เพราะอนาคตไม่เที่ยง จัดว่าเป็นอารมณ์ประมาทในธรรมทั้งหมด (๘๔,๐๐๐ บท)

            ให้เห็นธรรมดาในกฎของกรรมของตนเองก่อน และยอมรับ

            - ไม่ดิ้นรน เห็นเป็นธรรมดาเมื่อถูกกระทบ จัดเป็นธรรมดาภายใน แล้วจึงจักเห็นกฎของกรรม หรือกฎธรรมดาภายนอก หรือของบุคคลอื่นได้อย่างเด่นชัด เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบ ล้วนไม่พ้นกฎของธรรมดาไปได้

            อย่าสนใจอารมณ์จิตของผู้อื่น ซึ่งแก้ไขไม่ได้ ให้สนใจแต่อารมณ์จิตของเรา ซึ่งแก้ไขได้ด้วยกรรมฐานแก้จริต ๖

            จงมองหาชั่ว-หาเลวที่เรา แล้วรีบแก้ไข อย่าไปหาชั่ว-หาเลวที่ผู้อื่นแก้ไขไม่ได้

            จงพยายามอย่าสรรเสริญ หรือนินทาใครโดยไม่จำเป็น เพราะดี-เลวของปุถุชนคนทั่วไปยังไม่ทรงตัว ยกเว้นแต่พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ทรงตัวแล้ว ยิ่งท่านดีเท่าไหร่ ท่านยิ่งไม่สนใจในคำสรรเสริญ และนินทาเท่านั้น

            อยากอยู่คนเดียวก็ต้องทำจิตให้อยู่ในฌาน และวิปัสสนาญาณ หรืออยู่อย่างพรหม หรือยู่บนพระนิพพานเลย

            ที่ยังอึดอัด เพราะไม่ยอมรับกฎธรรมดาของโลก โลกเขาอยู่กันด้วยสังคม ยิ่งหนียิ่งทุกข์ ต้องใช้ปัญญา พ้นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ด้วยอริยสัจ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

            อย่าลืมไม่มีใครชอบเผด็จการกันหรอก จงหลีกเลี่ยงการขัดแย้งให้มากที่สุด

            อารมณ์พระอรหันต์ ท่านตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้ ขันธ์ ๕ ท่านพังเมื่อไหร่ กฎของกรรมก็หมดเมื่อนั้น กรรมใหม่สำหรับพระอรหันต์นั้นไม่มี อารมณ์จิตท่านจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ครบ มีทั้งเมตตา - กรุณา - มุฑิตา - อุเบกขา ครบเป็นอัปปมัญญา เพราะท่านเห็นอริยสัจ เห็นชอบที่สมบูรณ์เห็นกฎของกรรม เห็นกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ไม่มีอะไรจักมาสะดุดใจให้เศร้าหมอง

            พวกเจ้าแม้ยังทำไม่ได้ ก็ให้พยายามคิดถึงธรรมจุดนี้ให้มาก จิตจักได้เป็นสุข ใจจักได้เย็นไม่ร้อนเหมือนในขณะนี้ อย่าลืมรักษาอารมณ์พรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน จิตจักได้เป็นสุข

            คนรู้จักพอดีนั้นหายาก ไม่เหมือนหลวงปู่บุดดา เหตุเพราะโลกนี้ทั้งโลกมันไม่เที่ยง จึงหาความพอดีได้ยาก เพราะจิตคนไปติดอยู่ในความไม่เที่ยงนั้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาหาความพอดีในจิตของตน มิใช่ไปหาความพอดีในจิตผู้อื่น

            ธรรมะเขาเจริญกันที่จิต มิใช่เลือกเวลา และสถานที่ ให้เอาการกระทบกระทั่งกับหน้าที่การงานนั่นแหละ มาเป็นกรรมฐานสอบได้หรือตก ก็รู้กันตรงนั้นโดยให้เอาอายตนะ ๑๒ นอก ๖ ใน ๖ ซึ่งต้องกระทบกันอยู่เป็นธรรมดานั้น มาเป็นกรรมฐาน ได้อย่างดี ผู้มีปัญญาจะเห็นธรรมที่เกิดนั้นแยกเป็น ๓ พวกคือ กุศล-อกุศล และอัพยากฤต เกิดดับ ๆ อยู่เป็นปกติ เห็นเป็นสันตติภายนอก และสันตติภายใน เกิดดับ ๆ ติดต่อกันอยู่อย่างนั้น จุดนี้จิตต้องละเอียดจึงจะเห็นได้

            กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จิตผู้ใดละเอียดก็จะเข้าใจ และยอมรับ-เคารพในกฎของกรรม จิตก็จักเป็นสุข โดยอย่าสนใจอาการของกายให้มากนัก วางเฉยเข้าไว้ จึงจักเห็นธรรมดา

            ให้ยอมรับว่ากาย - เวทนา - จิต -ธรรมนี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่เราคือจิตเป็นผู้รู้อาการเกิดดับ ๆ ของธรรม ๔ ตัวนี้อยู่เป็นธรรมดา

            กายเหนื่อยต้องพักก็หาย แต่พอทำงานใหม่ ก็เหนื่อยอีกเป็นธรรมดา เป็นสันตติของกาย เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย ไม่มีวันสิ้นสุด (หากยังไม่เห็นจุดนี้ว่าเป็นทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้)

            อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น หากมั่นใจว่าการกระทำของเราถูกต้อง ใครจักนินทา หรือสรรเสริญก็เรื่องของเขา จิตเราเข้าถึงตัวธรรมดาเข้าไว้

            แพ้เพื่อจะชนะ หมายความว่าการมุ่งหวังชนะความชั่วของผู้อื่น เป็นอธรรมภายนอก ให้มุ่งหวังชนะความชั่วของตนเองซึ่งเป็นอธรรมภายใน (แพ้ความชั่วของผู้อื่น เพื่อที่จะชนะความชั่วของตนเอง)

            จงนึกเอาไว้เสมอว่า ร่างกายจักตายในขณะจิตนี้แล้ว จักมาเกาะยึดอันใดกับงานภายนอกเล่า คิดให้จิตมันยอมรับว่า ติดอันใดอันหนึ่ง ย่อมไปถึงพระนิพพานไม่ได้

            จงพยายามอย่าเกาะติดอะไรทั้งหมด ยกเว้นอารมณ์เกาะติดพระนิพพานจุดเดียว

            เรายังอยู่ในโลกมนุษย์ อยู่กับคนมันก็ต้องยุ่งเป็นธรรมดา จะไม่ให้ผลของกรรมชั่วมันเข้าได้ ก็ต้องมาอยู่ที่พระนิพพานซิ

            พรหมวิหาร ๔ ต้องใช้ให้ครบทั้ง ๔ ตัว หากใช้ไม่ครบ ก็ไม่มีทางถึงสังขารุเบกขาญาณได้ หรือใช้ไม่เป็น ก็ถึงพระนิพพานไม่ได้

            หนีกฎของกรรมไม่พ้น ก็จงอย่าหนี หากยอมรับก็เข้าถึงอริยสัจ ๔ เห็นเป็นธรรมดาของกฎของกรรม เห็นกรรมในกรรมหรือเห็นธรรมในธรรม เพราะหากกรรมใดที่เราไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้น ย่อมจักไม่เกิดกับเราอย่างแน่นอน

            การยอมรับกฎของกรรมอย่างจริงใจ จึงเป็นการยุติธรรมหรือยุติกรรมที่แท้จริง เหมือนกับเชือกที่มีปม ซึ่งเราผูกไว้ในชาติก่อน มาชาตินี้เราก็พบปมที่เราผูกไว้ เราก็ต้องเป็นผู้แก้ปมนั้น โดยแก้ที่ใจเราเอง การยอมรับกฎของกรรม จึงเป็นการคลายปมให้หลุดจากใจ ดังนั้นจงอย่าติใคร อย่าไปด่าใคร อย่าโทษใคร ให้โทษใจของเราเองที่ก่อกรรม (ผูกปมเชือก) นี้ไว้เอง

            ความไม่ประมาท คือมีสติอยู่ตลอดเวลา มีสมาธิตั้งมั่นอยู่กับจิตตน มีปัญญาระวัง และแก้ไข ไม่ให้จิตยึดสิ่งสมมติในโลกซึ่งไม่เที่ยง ให้ยึดแต่สิ่งที่เที่ยงไว้เสมอ

            จักให้พระมาโปรด ต้องเริ่มตั้งแต่จับอานาปา ควบคำภาวนา เพื่อระงับความฟุ้งซ่านก่อน และกำหนดภาพพระ ทำจุดนี้ให้ได้ก่อน แล้วพระท่านจะมาโปรด มาสงเคราะห์ให้ตามลำดับ

            กฎธรรมดาเมื่อเจ้าไม่เห็นธรรมดา ไม่ยอมรับความไม่เที่ยง จิตก็เลยทุกข์ เพราะความไม่เที่ยงนั้น ทุกอย่างหนีกฎธรรมดาไปไม่พ้น

            จงอย่าไปบังคับใครเขาให้ทำบุญ จะได้ผลอย่างนางปัญจะปาปา จงดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านไม่เคยบังคับใครให้ใส่บาตร - ให้ทำบุญ - ให้ปฏิบัติตาม ท่านเป็นเพียงผู้บอก หรือชี้แนะทางให้เท่านั้น ดังนั้นจงอย่าบังคับใครให้เขาทำบุญ หรือทำงานบุญเพราะการบังคับเขา ทำให้กำลังใจเขาไม่เต็มใจทำ บุญมันก็ไม่ได้เต็ม

            คนโง่ที่คิดบังคับจิตผู้อื่นให้มีความเห็นคล้อยตามเรา ยิ่งพวกโลกกียะชน ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้า จักให้คิดไปในทางเดียวกันไม่ได้ ต่อเมื่อเขาเป็นโลกุตรชนแล้ว ความคิดเห็นจักเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่ระดับพระโสดาบัน ถึงพระอรหันต์ ในระดับเดียวกัน คือจากอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาตามลำดับ

            ศีล - สมาธิ - ปัญญา จักบังคับจิตให้น้อมไปในสายเดียวกัน จิตกับจิตแห่งโลกุตรชน สื่อสัมพันธ์กันได้ เพราะร้อยรัดกันไปเป็นเส้นสายเดียวกัน

            อวิชชาสูญเมื่อใด ใจเป็นทิพย์เมื่อนั้น กิเลสคือนิวรณ์ ๕ แม้จักระงับได้ชั่วคราว ประทังคะวิมุติ จิตก็เป็นทิพย์ชั่วคราว อวิชชาสูญชั่วคราว จิตถึงจิตก็สื่อกันได้

            ไม่รู้จักทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่รู้จักกฎของกรรม ก็พ้นกรรมไม่ได้ เช่นสัทธรรม ๕ ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก

            กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ หากเราไม่เคยก่อกรรมนั้นมาก่อน วิบากกรรมนี้ก็เกิดกับเราไม่ได้

            อย่าไปรบกับใคร ให้รบกับอารมณ์กิเลสของตนเองในจิตตนเอง ขอเพียงสักแต่ว่าให้รู้อารมณ์ของตนเอง รบ ๑๐๐ ครั้ง ก็ชนะทั้ง ๑๐๐ ครา

            ใช้ทุกข์ให้เป็นประโยชน์ จักได้เข้าถึงอริยสัจกันจริง ๆ คนโง่เท่านั้นที่กอดทุกข์เข้าไว้ ทุกข์แล้วกอดทุกข์ ก็จมทุกข์อยู่นั่นแหละ

            ทุกข์คลายทุกข์ ให้พิจารณาตาม มีสติกำหนดรู้ทุกข์เสมอ ๆ เมื่อเข้าถึงทุกข์ ก็เข้าถึงอริยสัจ เมื่อปล่อยวางทุกข์ ก็พ้นทุกข์ได้ ใช้ทุกข์ให้เป็นประโยชน์ซิ เช่นในทุกข์ตัวเดียวนี่แหละ จักพ้นทุกข์ได้ จักจมทุกข์ก็ได้ คนไม่รู้จักตัณหาก็พ้นตัณหาไม่ได้ คนไม่รู้จักทุกข์ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ จักสอบได้หรือสอบตก ก็ต้องถูกกระทบก่อนทั้งสิ้น

            อะไรมันจะเร็ว เท่าขณะจิตของความตายมาเยือนไม่มี

            ฉลาดไม่เป็น เพราะชอบลืมอานาปา และปล่อยวาง (ลืม) พระธรรมคำสอน

            ปวดท้องขี้เป็นทุกข์ ระบายออกก็หาย จิตก็เช่นกัน ทุกข์เกิดก็ต้องระบายออกเช่นกัน ของเหม็นจะเก็บเอาไว้ทำไม ความเศร้าหมองของจิต ก็เก็บเอาไว้ทำไม

            การเจ็บป่วยเป็นของดี ทำให้เราไม่ประมาทในความตาย จึงต้องซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายไว้ก่อนจะตาย ให้จิตชินรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน จนชินเป็นฌาน

            จงอย่าเครียดกับงานทางโลกให้มากนัก เพราะงานทางโลกไม่มีใครทำเสร็จ (เป็นอารมณ์หลง)

            อย่าทำตนเป็นคนเก่งเสียคนเดียว ถ้าเก่งคนเดียว ก็เหนื่อยคนเดียว (เป็นความหลง)

            กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เพราะเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังตามมาให้ผล

            ที่ศีลขั้น ๓ ยังไม่ดี เพราะไปยินดีในกรรมชั่วของผู้อื่น จิตขาดอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จุดนี้สำคัญมาก เพราะสัมมาทิฎฐิ สัมมาสมาธิเกิดได้ตรงศีลบริสุทธิ์ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์ด้วย

            พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิต ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป โดยใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิต เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ

            ความเบื่อขันธ์ ๔ เป็นของดี เพราะทุกภพ-ทุกชาติ พวกเจ้าไม่เคยเบื่อขันธ์ ๕ ต้องดูต้นเหตุให้ถึงที่สุดของความเบื่อว่า ต้นเหตุเกิดจากกายนอก เช่นเศรษฐกิจไม่ดี หรือจากภายใน เห็นทุกข์ของการเกิดมีร่างกาย และจักปลดอารมณ์ราคะ และปฏิฆะได้

            อุบัติเหตุ คือเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จุดนี้หากจิตไม่มีพระนิพพานมั่นคงแล้ว อย่างไรก็เตรียมจิตไม่ทันแน่ ฉะนั้นซ้อมจิตเตรียมรับอุบัติเหตุทุกรูปแบบเข้าไว้ให้ดี

            กายป่วยก็ต้องรู้ว่ากายป่วย แต่สักเพียงแต่ว่ารู้ จิตไม่ทุกข์ไปกับกาย พิจารณาให้ลงกฎธรรมดาเข้าไว้ แล้วจิตจักสบายยอมรับกฎของธรรมดา

            ความสุข - สงบของจิตมี ๒ ประการ คือสุขจากสมถะภาวนาหรือฌาน กับสุขจากวิปัสสนาภาวนา ซึ่งเบากว่า ประเสริฐกว่ามาก ทำสลับกันเพื่อให้จิตทรงตัว

            การฟังธรรมแล้วลืม เพราะขาดสติ ไม่ตั้งใจฟัง ก็จำไม่ได้เป็นสัญญาหมด การฟังด้วยปัญญานั้น เขาฟังอย่างมีสติ-สมาธิปัญญาก็เกิด จำได้ใคร่ครวญตามก็รู้เรื่อง เห็นอริยสัจตามธรรมนั้น ก็เป็นปัญญา

            ค่าของเงินย่อมน้อยกว่าอารมณ์ผ่องใสของจิต ทำดีกว่าไม่ทำ (ชำระหนี้สงฆ์) หากเกิดสงสัย ให้ยึดความผ่องใสของจิตเป็นสำคัญ เพราะโกรธนิด - โลภหน่อยก็เป็นความเศร้าหมองของจิต

            ให้ถามตนเองว่า ยังมีอะไรเสียดายอีกไหม เช่น เสียดายกามคุณ ๕, โลกธรรม ๘, ขันธ์ ๕, สมบัติของโลก หากยังมีก็ยังตัดอาลัยในโลกไม่ได้ ความกังวลไม่หมด จิตก็ไม่สงบ

            อย่าทิ้งการกำหนดรู้สภาวะธาตุ ๔ ที่ไม่ทรงตัวอยู่นี้ ให้เห็นประโยชน์ของการเจ็บป่วยให้ชัดเจน แล้วจักละขันธ์ ๕ ได้สนิทใจ

            พิจารณาให้เห็นทุกข์อันเกิดจากความไม่เที่ยง ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักวางภาระของขันธ์ ๕ ลงได้ในที่สุด ให้วัดอารมณ์ตนเองไว้เสมอ อาทิเช่น ให้เห็นกฎธรรมดาของการมีร่างกาย จงพยายามกำหนดรู้ เตือนจิตตนเองไว้เสมอ จุดนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เสมอ เพื่อให้จิตทรงตัว และจงอย่าเอาจิตไปกังวลกับงานให้มากเกินไป

            อารมณ์ใดกระทบแล้วปลดไม่ได้ อารมณ์นั้นคือกิเลส จุดนี้รวมถึงอารมณ์เกาะขันธ์ ๕ ตนเอง เกาะขันธ์ ๕ ผู้อื่น - เกาะงาน - เกาะกังวลถึงความเป็นอยู่ของชีวิตด้วย ยิ่งกายเจ็บป่วยด้วย จักเป็นเครื่องวัดอารมณ์ปลดได้อย่างดี

            อย่ากังวลใจไปล่วงหน้า หรืออย่าตีตนไปก่อนไข้ เพราะจักทำให้อุปาทานเกิด ให้เตรียมจิตพร้อมรับในปัจจุบันดีกว่า สติเท่านั้นจักทำให้ทันต่อเหตุการณ์ อย่าตกใจให้มากจนเกินไป

            กฎของกรรมเป็นของเที่ยง กรรมใคร กรรมมัน ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีอุปสรรคเข้ามาทดสอนกำลังใจอยู่เสมอ เช่น สัทธรรม ๕, โลกธรรม ๘, ปัญหาครอบครัว, เศรษฐกิจ ละวางได้แค่ไหนคือของจริง เป็นครูวัดผลของการปฏิบัติ ให้มีสติกำหนดรู้อย่าท้อถอยกับครู หรือเหตุการณ์ที่เข้ามาทดสอบ

            อย่าลืมสติเป็นใหญ่ของการปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน เพราะสติ-สัมปชัญญะ เป็นปัญญาที่แท้จริงในพุทธศาสนา เป็นตัวรู้จากจิต มีสติ-สัมปชัญญะ (สติ - สมาธิ-ปัญญา) เห็นธรรมในธรรม - รู้กายกับจิต หรือรู้รูปกับนาม (รู้ขันธ์ ๕) ตามความเป็นจริง จนจิตหลุดจากธรรมสมมติ ถึงธรรมวิมุติ เข้าสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง เพราะพระธรรมในพุทธศาสนา มุ่งสอนคนให้พ้นทุกข์ ด้วยการเอาจิตยอมรับสภาพตามความเป็นจริง

            สัญญากับปัญญา เกิดขึ้นกับผู้ใดในจิตแล้ว จักเห็นว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสัญญานั้นจำได้ประเดี๋ยวก็ลืม แต่ปัญญาทางพุทธ เกิดจากจิตมีสติ - สัมปชัญญะ พิจารณารู้กายกับจิต รู้รูปกับนาม (ขันธ์ ๕) ตามความเป็นจริง จนจิตยอมรับจุดนั้น จิตไม่มีคำว่าลืม

            การทำงาน แม้จักทำได้พร้อมกัน กายทำงานทางโลก จิตทำงานทางธรรม แต่ควรใช้ปัญญาให้ความสำคัญงานทางใจให้มาก ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญงานทางโลก หรือทางกาย เช่น หลงติดกามคุณ ๕ (รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส) ติดโลกธรรม ต้องแยกแยะให้ออกด้วย

            การพิจารณาร่างกาย ให้พิจารณาจนเหลือสักแต่ว่ากายอันเป็นธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง - มีอสุภะเป็นที่ตั้ง ให้หาความจริงตามนี้ แล้วจักเบื่อกาย - เบื่อเกิดตามความเป็นจริง คืออารมณ์นิพพิทาญาณ กับสังขารุเบกขาญาณ

            การห่วงขันธ์ ๕ ตนเอง และผู้อื่นมากเกินไป ก็เป็นโทษเป็นภัย กลับมาทำร้ายจิตตนเอง ขาดพรหมวิหาร ๔ พระอรหันต์เท่านั้น ที่ไม่ห่วงขันธ์ ๕ ตนเอง และผู้อื่นอย่างจริงใจ ท่านเห็นเป็นของธรรมดาหมด

            ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขจริง ๆ ไม่มี ให้พิจารณาไปตามนี้ โดยเห็นเป็นปกติธรรม คิดให้ลงตัวธรรมดา จิตจักได้ไม่เศร้าหมอง อยู่กับโลกมีหน้าที่สักแต่ว่าทำหน้าที่ ในทางสายกลางเท่านั้น โดยให้มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ล้วนไม่เที่ยง เกิดดับ ๆ อยู่เสมอมันหาใช่เรา ใช่ของเราไม่ เราคือจิตที่ไปรู้สภาวธรรมทั้ง ๔ นี้ อยู่เป็นธรรมดาอยู่นั้น จิตจักสงบเป็นสุข เป็นผู้ไม่ประมาทในความตายไม่ประมาทในชีวิต และไม่ประมาทในกรรม (นี่คือสรุปของมหาสติปัฎฐาน ๔)

            ปุถุชนคิดว่ากายเป็นเรา เป็นของเรา ทุกครั้งที่เวทนาเกิดก็ยึดไว้ไม่ยอมให้ดับ เวทนาเก่ายังอยู่ เวทนาใหม่ก็เพิ่มเข้ามา เป็นเวทนาซ้อนเวทนา เพราะไม่ยอมวางสัญญาเดิม ไม่ยอมลืมอดีต เพิ่มทุกข์กับจิตตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะหลงคิดว่ากาย - เวทนาเป็นเรา เป็นของเรา

            การหลงติดอยู่ในเงินตรา หรือลาภสักการะ ฆ่าคนให้ต้องลงนรกมามากแล้ว จงอย่าประมาทในทุกกรณี อย่าลืมไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ สิ่งที่เรารักที่สุดคือร่างกาย ก็ยังเอาไปไม่ได้

            อุบายในการละ - ปล่อย - วางขันธ์ ๕ หรือสักกายทิฎฐิมีอยู่มาก แต่ทุกอุบายหนีไม่พ้นกายคตานุสสติ ซึ่งเป็นมหาสมุทรแห่งธรรม เพราะ ๘๔,๐๐๐ อุบาย ก็สอนอยู่แค่กายกับจิต

            การเอาจิตอยู่กับตัว เป็นการหาทางพ้นทุกข์ได้อย่างประเสริฐสุด การเอาจิตออกนอกตัวเป็นการหาทุกข์ เพิ่มทุกข์ให้กับจิต มีข้อทดสอบอารมณ์จิตอยู่เสมอ เช่น ในปัจจุบันชาวโลกชอบย้ำให้เห็นแต่ข่าวร้ายเป็นส่วนใหญ่ เช่น อุบัติเหตุ, ข่าวผิดศีลทั้ง ๕ ข้อ และพยายามย้ำข่าว - ตีข่าว - กวนข่าวให้ละเอียดลง ๆ จนผู้ดู - ผู้ฟังชินกลายเป็นฌานในความชั่ว จิตชินกับความเลว ทำให้มีวิตกจริต ตีตนไปก่อนไข้ เกิดมงคลตื่นข่าว ได้อาหารที่เป็นพิษบริโภคทางตา และทางหู ล้วนเป็นอกุศลกรรมทั้งสิ้น หากตายในขณะนั้น จิตก็เศร้าหมอง ไปสู่ทุกคติทั้งสิ้น

            จำไว้ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าไปคิดล่วงหน้า จิตจักเป็นทุกข์ ให้พึงพยายามปล่อยวางเข้าไว้ อยู่ในปัจจุบันให้แก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แล้วจิตจักไม่วุ่นวาย (สิ่งที่เที่ยงที่สุด ก็คือความไม่เที่ยง)

            ไม่มีใครเกิดมาแล้วจักไม่มีปัญหา ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด เพียงแต่ต่างกรรม ต่างวาระเท่านั้นเอง

            คนเงียบได้กำไร คนพูดมากขาดทุน หรือพูดให้น้อยพิจารณาให้มาก สติ - สัมปชัญญะจักทรงตัว จุดนี้แหละจักทำให้เลิกสนใจในจริต - นิสัยของผู้อื่น

            จงอย่ามองทุกอย่างว่าเป็นโทษ ให้มองมุมกลับ จักเป็นคุณ แม้การเจ็บป่วยของกายก็เป็นคุณ จักได้ไม่ประมาทในความตาย เห็นทุกข์ - เห็นอริยสัจ - เห็นธรรม - เห็นกฎของกรรม จิตจักคลายความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย เข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย (รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน)

            หน้าที่เป็นธรรมภายนอก การปฏิบัติเป็นธรรมภายใน อย่าคิดว่าเวลาของชีวิตจักมีมาก ตั้งใจเว้น หรือพอในความโลภ - โกรธ - หลง เพื่อพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น

            พยายามละธรรมภายนอก หรือเป็นผู้มีธุระน้อย มาอยู่กับธรรมภายใน เห็นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ยึดถืออันใดไม่ได้หันมายึดพระธรรม พระนิพพานซึ่งเที่ยงเข้าไว้ แต่อย่าทำจนเครียด ให้เดินสายกลาง

            ให้พิจารณาถาม - ตอบด้วยจิตของตนเอง จนจิตยอมรับความจริง อยู่กับธรรมภายใน, ขันธ์ ๕ คือธาตุ ๔ - มีอาการ ๓๒ - สกปรก - ไม่เที่ยง - เป็นทุกข์ ยึดถืออันใดไม่ได้ เหมือนติดคุกตลอดชีวิต หรือเหมือนเลี้ยงลูกอ่อนตลอดชีวิต จิตเราถูกบังคับ ให้ต้องดูแลมันตั้งแต่วันเกิด จนกระทั่งวันตาย

            นำความจริงของร่างกายมาพิจารณา ให้จิตยอมรับ จักได้ไม่ทุกข์ - ไม่ยึดร่างกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา ยอมรับเรื่องเกิด - แก่ - เจ็บ - ตายเป็นของธรรมดา หากจิตละเอียด จักเห็นว่าชีวิตกับความตายใกล้กันนิดเดียว จิตปลดร่างกายได้มากแค่ไหน ก็เท่ากับไม่ประมาทในความตายได้มากแค่นั้น

            ความทุกข์ - ความกังวล - ความวุ่นวายในโลก มีเหตุเกิดจากจิตยึดติดอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเราทั้งสิ้น หากวางมันได้แม้ชั่วคราวก็ยังดี ทำบ่อย ๆ จิตจักชินเป็นฌานในมรณา บวกอุปสมานุสสติเป็นอัตโนมัติ จิตเรารู้จริงด้วยตนเองครั้งเดียว ดีกว่าผู้อื่นมาบอกให้รู้ ๑,๐๐๐ ครั้ง เพราะรู้ด้วยปัญญาตนเอง

            พยายามปล่อยวาง อันเป็นการตัดกรรม แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร อดทนข่มใจให้มาก สร้างอภัยทานให้เกิดกับจิต อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้สร้างปัญหาเหล่านี้ ทุกอย่างล้วนเป็นกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

            ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ย่อมสอบตกเป็นธรรมดา จงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว ย่อมถึงจุดหมายได้ทุกคน หลักสูตรในพุทธศาสนาย่อมมีข้อสอบอยู่เสมอ ไม่ว่าจักปฏิบัติในขั้นไหน

            หลวงพ่อฤๅษีท่านว่า สมบัติที่มีอยู่ก็คือขยะ ร่างกายท่านก็ถือว่าเป็นขยะ พวกนี้ชอบห่วงขยะของท่าน ซึ่งตรงกับสมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า ร่างกายที่เห็นอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ พิจารณาจุดนี้บ่อย ๆ อารมณ์ห่วงขยะก็จักน้อยลง

            เวลาในขณะจิต นี่แหละคือเวลาที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จักปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เพราะความตาย และอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในขณะจิตเดียว รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน จึงต้องรู้ในขณะจิตเดียว

            จงหยุดตระเวนหาพระดี ๆ เพื่อหาที่สงบ ๆ เพื่อปฏิบัติธรรม เพราะความสงบอยู่ที่ใจ หากไม่หยุดอารมณ์ฟุ้งซ่าน หยุดอารมณ์พอใจไม่พอใจ ไม่สำรวมอายตนะ ๖ ที่ใจของตนให้ได้ ก็ยังโง่เหมือนเดิม เพราะนิวรณ์ ๕ ยังครองจิตอยู่ (ความสงบอยู่ที่ใจ)

            อย่าไปหาธรรมภายนอก ให้หาที่กายและจิตตนเอง ๘๔,๐๐๐ อุบายที่ตถาคตสอน ล้วนอยู่ที่กายกับจิตนี่แหละ ความจริงคืออริยสัจ การพิจารณาขันธ์ ๕ อยู่เสมอ จึงจักพบความจริง

            ตราบใดที่ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน อย่าให้จิตทิ้งบุญ เพราะปกติของเรามักจะไหลลงสู่เบื้องต่ำ คือใฝ่หาบาป ชอบทำจิตตนเองให้เศร้าหมองอยู่เสมอ แต่จิตของเคนเกาะบุญไม่เหมือนกัน เพราะเขาได้ทำตามความพอใจของเขา แล้วจิตเขาเป็นสุข จงอย่าไปขัด ให้รับได้หมดทุกประเภท

            ตราบใดที่ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน อย่าให้จิตทิ้งบุญ เพราะปกติของเรามักจะไหลลงสู่เบื้องต่ำ คือใฝ่หาบาป ชอบทำจิตตนเองให้เศร้าหมองอยู่เสมอ แต่จิตของคนเกาะบุญไม่เหมือนกัน เพราะเขาได้ทำตามความพอใจของเขา แล้วจิตเขาเป็นสุข จงอย่าไปขัด ให้รับได้หมดทุกประเภท

            พระอริยเจ้าเบื้องสูง ท่านมุ่งดูอารมณ์จิตของตน รักษาจิตของตน ไม่ให้ยุ่งกับจริยาของผู้อื่นเป็นสำคัญ การพูด การคุยกับผู้อื่น จิตท่านไม่หวั่นไหว ไปกับกรรมของผู้อื่น ไม่ปรุงแต่งธรรม อยู่กับธรรมภายในเป็นปกติ

            ได้รับความทุกข์ (ปัญหาหรืออุปสรรค) มากเท่าไหร่ ให้พิจารณาเข้าหาวิปัสสนาญาณ ๙ เข้าไว้ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน บารมี ๑๐ อย่าทิ้ง ให้พิจารณาหาความจริงอยู่เสมอ ให้จิตยอมรับกฎของธรรมดา แล้วปล่อยวางความกังวลที่มีอยู่กับร่างกายให้ได้ แยกสันตติภายนอก คือกายกับเวทนา กับ สันตติภายใน คืออารมณ์ของจิตกับสมมติธรรม อย่าให้สันตติไปปิดบังกฎของไตรลักษณ์ลงเสีย

            วันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก ชาวคริสต์ก็ต่างแสดงความรักกัน อุปาทานของตน ด้วยวิธีต่าง ๆ แปลก ๆ ให้เอาการกระทำของเขามาเป็นครูสอนเรา จะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เช่น

            ก) จงอย่าคิดว่าใครดี ใครเลว ปรุงแต่งธรรมตามเขาไป

            ข) อย่าไปคิดว่าใครดี ใครเลว ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง หรือตามกรรม ก็จักลงตัวธรรมดาได้ หรือพิจารณาลงกรรมใครกรรมมัน แล้วจิตจักสบายใจ และอยู่ได้อย่างมีความสุขที่สุด ไม่ยุ่งกับจริยาของผู้อื่นอีก

            ค) ยิ่งร่างกายแสดงความไม่เที่ยงมากเท่าไหร่ (ป่วยใกล้จะตาย) ยิ่งต้องพยายามตัดห่วง ตัดกังวล ตัดอาลัยทั้งหมด ตัดใหญ่ที่สุดคืออุปาทานขันธ์ ๕ ให้จิตผ่องใสอยู่เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน รู้ให้ได้ในขณะจิตเดียว อย่าไปห่วงใยใครทั้งหมด

            คำอุทาน ๔ ประโยค ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทรงตรัสเหมือนกันหมด เมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวในโลกความว่า

            ๑ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี

            ๒ สุขเพราะหมดตัณหา ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว

            ๓ สุขเพราะหมดความเบียดเบียนตนเองแล้ว (พ้นภัยตนเองแล้ว คือมีพรหมวิหาร ๔ เต็ม)

            ๔ สุขอย่างยอด เพราะหมดความถือตัวถือตนแล้ว (หมดมานะทิฎฐิ)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่