พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

พฤศจิกายน ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงอย่าฝืนร่างกาย เพราะกายนี้หาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ ยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์เพิ่มขึ้น ทุกข์กายที่มีเป็นประจำของผู้มีร่างกายทุกคน คือความหิว หากไม่รู้ว่าเรากินเพราะเหตุใด กินเพราะร่างกายหิว หรือกินเพราะจิตมันอยาก จิตหิวไม่มี กายอยากก็ไม่มี หากยังหาความจริงจุดนี้ไม่พบ ก็ไม่เห็นอริยสัจ หาทางไปสู่นิพพานไม่พบ

          ๒. การปฏิบัติธรรมก็ฝืนไม่ได้ การบรรลุธรรมจักรต้องบรรลุได้ในทางสายกลาง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนเกินไป โดยใช้เมตตาในพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญ ต้องไม่เบียดเบียนตนเองหรือจิตตนเองเป็นประการแรก ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นประการที่ ๒ (ร่างกายที่จิตอาศัยอยู่) ต้องไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นเป็นประการที่ ๓ หากขัดต่อข้อหนึ่งข้อใดก็จงอย่าฝืนทำ

          ๓. ก่อนปฏิบัติจักต้องวางความกังวล-สงสัยก่อน การปฏิบัติจึงจักมีผล เพราะความกังวล-สงสัยเป็นนิวรณ์ ทำปัญญาให้ถอยหลัง บาลีว่าวิจิกิจฉา เป็นทั้งนิวรณ์ข้อที่ ๕ และเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๒ หากไม่รู้ก็โง่ เบียดเบียนจิต และกายตนเองอยู่ร่ำไป

          ๔. ทำงานทุกอย่างให้เริ่มต้นด้วยความใจเย็น คนใจร้อนทำงานไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร การปฏิบัติที่ถูกต้องจึงจักต้องรู้อารมณ์จิตของตนเองตลอดเวลา และปรับอารมณ์จิตตนเองให้อยู่ในอารมณ์สายกลาง (อัพยากฤตธรรม)

          ๕. คนโง่คิดว่าตนเองฉลาด ไม่เชื่อใคร เชื่อความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ทั้งๆ ที่ศีล ๕ ข้อไม่มี หรือมีไม่ครบ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้มีความสำคัญว่า "การให้ทาน ๕ อย่าง หรือการให้ศีล ๕ จัดเป็นมหาทาน-เป็นเลิศของทาน-เป็นเชื้อสายของพระอริยเจ้า" (ขอให้ศึกษาได้จากธรรมะเล่ม ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๓ หน้า ๑๘๙ เรื่องศีลและเรื่องเกี่ยวกับศีล)

          ๖. ทำกำลังใจเอาไว้ให้ดี ร่างกายไม่ดีก็ช่างมัน ให้เห็นเป็นปกติของร่างกายว่ามันจำเป็นที่จักต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครจักห้ามปรามความเสื่อมของร่างกายไปได้ จงอย่าท้อใจกับการป่วยไข้ไม่สบายของขันธ์ ๕ รวบรวมกำลังใจไว้ให้เต็มอยู่เสมอว่า ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ เราไม่มีในขันธ์ ๕ แล้วจักถึงที่สุดของความทุกข์

          ๗. การเจ็บป่วยเป็นของดี ทำให้เราไม่ประมาทในความตาย คิดว่าการป่วยครั้งนี้อาจจักตายก็ได้ จึงต้องซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายไว้เสมอ ทำจนจิตชินกลายเป็นฌานในมรณาและอุปสมานุสสติ รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน เป็นอารมณ์เข้าสู่พระนิพพานแบบง่ายๆ

          ๘. การมีสติกำหนดรู้อารมณ์ตนเองอยู่เสมอ คือผู้ไม่ประมาท ดังนั้นอานาปานัสสติ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า และออกอยู่เสมอจึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต หากลืมก็เท่ากับขาดสติ-สัมปชัญญะ ขาดสติก็ทำให้ขาดปัญญา(สัมปชัญญะ) เพราะสติ-สมาธิ-ปัญญา เป็นธรรมที่แยกกันไม่ได้ในการปฏิบัติขาดตัวต้น(สติ) ๒ ตัวหลัง (สมาธิ-ปัญญา) ก็ไม่เกิด พระธรรมในพระพุทธศาสนา ต่างเกี่ยวเนื่องกัน ไม่มีทางขัดกันด้วยเหตุและผล อานาปานัสสติจึงเป็นกรรมฐานใหญ่ที่ควบคุมกรรมฐานกองอื่นๆ ไว้ทั้งหมด และระงับทุกขเวทนาของกายได้เป็นอย่างดี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์-พระอรหันต์ทุกองค์ จึงไม่ทิ้งอานาปาตลอดชีวิตของท่าน หากมีอานาปาเข้มแข็ง จิตย่อมมีกำลัง และพร้อมด้วยสติ-สัมปชัญญะ ทำให้ขณะนั้นจะมีสมาธิ-ปัญญามั่นคง สู้กับกิเลสได้ โดยใช้หลักกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทางโลก และทางธรรม (อริยสัจ)

          ๙. จงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดาทั้งหมด อย่าไปเห็นสิ่งใด-สิ่งหนึ่งเป็นของผิดธรรมดา การรู้ก็ดี-การเห็นก็ดี คือจิตมีสติกำหนดรู้-เห็นไปตามความเป็นจริง และพิจารณาไปเป็นธรรมดาในสิ่งนั้น ๆ ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ปรุงแต่งธรรมหรืออุปาทาน แต่เป็นธัมมวิจัย หรือการใคร่ครวญในธรรมทำให้เกิดปัญญา

          ๑๐. จงอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า คือสักแต่ว่าได้เห็น-ได้ยิน-ได้กลิ่น-ได้ลิ้มรส-ได้สัมผัส จิตรับรู้แต่รู้แล้วละ-ปล่อย-วาง ไม่ปรุงแต่งธรรมต่อให้เกิดอุปาทาน และอกุศลกรรมต่อไปเรียกว่าอัพยากฤตธรรม อันเป็นธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน หากใครไม่รู้จักอารมณ์นี้ก็เข้าพระนิพพานไม่ถูก

          ๑๑. จิตผู้ฉลาดจะไม่ไหวไปกับอายตนะสัมผัสทั้งปวง อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า ไม่ปรุงแต่งไปเกาะติด เพราะเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าไม่เที่ยง ยึดเข้าก็เป็นทุกข์

          ๑๒. จิตคนพาล (หรือจิตคนโง่) จะไหวไปกับอายตนะสัมผัส สร้างเวทนาเกิดสัญญา เกิดสังขารคืออารมณ์ปรุงแต่งธรรมให้เกิดอกุศลกรรมทำร้ายจิตตนเองอยู่เสมอ จิตจึงร้อนอยู่ตลอดเวลา ชอบจุดไฟเผาจิตของตนเอง ทำร้ายจิตตนเองอยู่เสมอ ทรงตรัสว่า "วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับ อารมณ์จิตของเธอเอง ทำร้ายจิตเธอเอง"

          ๑๓. การเกิดความสลดใจ หรือหดหู่ในชะตากรรมของผู้อื่น คืออารมณ์จิตที่ขาดอุเบกขาญาณ เป็นจิตผู้ไม่ฉลาดในธรรม จึงชอบวุ่นวายกับกรรมของผู้อื่น ชอบหาทุกข์-เพิ่มทุกข์ให้กับจิต และกายตนเอง ต้องดูพรหมวิหาร ๔ ให้ครบ กรรมใครกรรมมัน อย่าไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่น

          ๑๔. ทำใจให้รื่นเริงเข้าไว้ หรือทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เรื่องใดที่จิตกระทบแล้ว จิตเศร้าหมองแสดงว่าคิดผิด-เริ่มตั้งอารมณ์จิตผิด หากฝืนคิด-ฝืนทำต่อก็มีแต่ขาดทุน หากทำการค้าก็หมดตัว จัดเป็นจิตคนพาล หรือจิตคนโง่ แต่คิดว่าตนเองฉลาด จงเชื่อในพระธรรมคำสอนของตถาคต สิ่งใดไม่เป็นจริงตถาคตจักไม่ตรัส ตรัสอย่างใดก็เป็นไปอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ธรรมของตถาคตจึงมีเหตุ-มีผลอยู่ในตัวทั้งสิ้น

          ๑๕. จงทำกำลังใจให้เข้มแข็ง พยายามอย่าให้ความเร่าร้อนเข้ามาครอบงำจิต จิตที่เรียบง่าย-สงบ-เยือกเย็น เป็นจิตที่เกิดปัญญาได้ง่าย ดังนั้นบารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิตเป็นธรรมขั้นสูงที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ลงได้เด็ดขาด

          ๑๖. ยึดถือแม้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่ยึดถือนั้นย่อมเป็นทุกข์ ธรรมประโยคนี้หากผู้ใดนำไปใคร่ครวญด้วยปัญญาอันชอบแล้ว จะพิจารณาไปได้มากมายสุดประมาณ ตามบารมีธรรมของแต่ละคนที่ทำกันมาไม่เสมอกัน ใครทำ-ใครได้ ผู้มีปัญญา ท่านจึงยึดวิปัสสนาญาณ ๙ เป็นหลักปฏิบัติ เพราะเป็นตัวปัญญาแท้ๆ ในพระพุทธศาสนา และหมั่นทบทวนอยู่เสมอด้วยความไม่ประมาท

          ๑๗. รักษาอารมณ์รักพระนิพพานเข้าไว้ ตามกระแสของพระนิพพานตามความเป็นจริง ผมขออนุญาตอธิบายว่า

          ก) อารมณ์รักพระนิพพาน เป็นอารมณ์ที่เป็นสุขที่สุด

          ข) ทางลัดเข้าสู่พระนิพพานแบบง่ายๆ ของสมเด็จองค์ปฐม คือ รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

          ค) อนุสติสุดท้ายจงอย่าทิ้ง คือ อานาปา-มรณา-อุปสมานุสสติ (เหมือนข้อ ข)

          ง) มรณานุสสติเป็นนิพพานสมบัติ ใครนึกถึงความตายได้มากเท่าไหร่ ใกล้นิพพานเพียงนั้น

          จ) วางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้อย่างเดียว ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา จึงต้องหมั่นซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอจนจิตชินเป็นฌาน

          ฉ) สิ่งที่เราหลงรักที่สุดในโลกก็คือ ตัวเราเอง เราก็ไม่สามารถเอาไปได้ หากวางร่างกายนี้ได้อย่างเดียว ก็วางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด (ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้)

          ช) ยึดสิ่งใด ทุกข์เพราะสิ่งนั้น อัตตาตัวตนเกิดตามอุปาทานที่ยึด ยึดมาก ทุกข์มาก ยึดน้อย ทุกข์น้อย ไม่ยึดอะไรก็ไม่ทุกข์ หรือก็พ้นทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานได้

          ซ) สุข-ทุกข์เกิดเพราะจิตอิง หรือเกาะร่างกาย (ขันธ์ ๕)

          ขอเขียนไว้แค่ตัวอย่างเท่านั้น

          ๑๘. รักษากำลังใจไว้ให้ดี จงอย่าประมาณการณ์อะไรเอาไว้ล่วงหน้า จักเป็นตัณหา ทำใจให้สบายๆ เยือกเย็นผ่องใสเข้าไว้ให้ได้ถึงที่สุด จิตจักเป็นสุขทุกเมื่อ-ทุกขณะ เมื่อรำลึกถึงจุดนี้ขึ้นมาได้ (ตัณหา ตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือสมุทัย มี ๓ ตัว คือกามตัณหา สิ่งที่ยังไม่มี แต่จิตอยากให้สิ่งนั้นทรงตัว-ไม่เก่า-ไม่แก่-ไม่สลายตัว-ไม่หมอง-ไม่หายไป อยากให้มันมีสภาพทรงตัวเหมือนเดิม และวิภวตัณหา เมื่อมีความปรารถนาไม่สมหวัง เพราะที่สุดของทุกชนิด จะต้องสลายตัวไปเป็นธรรมดา จิตยิ่งทุกข์มากขึ้น จากการฝืนกฎของไตรลักษณ์-ฝืนโลก-ฝืนธรรมดาของโลก จิตก็โวยวายดิ้นรน อยากจะให้กลับมามีสภาพเหมือนเดิม ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ หรือยิ่งบ้า-ยิ่งหลงมากขึ้น หากเกิดตายในขณะนั้นจิตก็ไปสู่ทุคติ)

          ๑๙. จงอย่าฝืนร่างกาย จิตจักเป็นทุกข์ ทำให้เสียผลของการปฏิบัติ จงอย่าเบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป ให้พิจารณาธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง จงพยายามและยอมรับความเป็นจริงให้มากๆ จนกว่าจิตจักวางความกังวลใจลงไปได้ นั่นแหละจึงจักเรียกได้ว่า เข้าถึงอริยสัจอย่างแท้จริง

          ก่อนจะจบการรวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ นี้ ผมขอเน้นให้ผู้อ่านหมั่นทบทวนพระธรรมคำสอนของพระองค์ไว้เสมอๆ จะทำให้จิตของท่านมีปัญญาเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ท่านทบทวน จากสุตมยปัญญา ได้ยิน-ได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้สนทนาธรรมกันตามกาลตามสมัย แล้วจิตจดจำธรรมนั้นๆ ได้ จัดเป็นโลกียปัญญาเป็นสัญญาขั้นต้น ซึ่งยังไม่ทรงตัว เพราะสัญญา หรือความจำมันไม่เที่ยง

          จินตมยปัญญา เอาธรรมที่ตนจำได้มาใคร่ครวญ พิจารณาด้วยสติ-ปัญญาของตนได้เองด้วยวิริยะ-ขันติ-สัจจะ โดยมีปัญญาซึ่งเกิดจากสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์และทรงตัวควบคุมอย่างต่อเนื่องจนจิตเข้าใจ ด้วยความไม่ประมาทในความตาย เมื่อจิตรู้ความหมายของธรรมนั้นๆ ได้ด้วยจิตของตนเองแล้ว จึงจะเป็นของจริง-ของแท้ในพุทธศาสนา คนอื่นมาบอกให้เรารู้ธรรม ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้จิตเรารู้ด้วยตนเองครั้งเดียวไม่ได้ การรู้ในขั้นนี้จัดว่าเป็นการรู้ด้วยสติ-ปัญญาของตนเอง และรู้ได้เฉพาะตนของใคร-ของมัน กรรมใคร-กรรมมัน (ปัจจัตตัง) แต่ความรู้ในธรรมขั้นนี้ ก็ยังไม่มั่นคงนัก เพราะความชำนาญยังไม่เกิด จะต้องเพียรปฏิบัติต่อไปอีกหลายๆ ครั้ง ยิ่งมากเท่าไหร่สติ-ปัญญายิ่งมั่นคงเพียงนั้น เพียรจนกระทั่งจิตรู้ และเข้าใจธรรมนั้นๆ เป็นอัตโนมัติขึ้นกับจิต เหมือนกับการเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาจิตผู้นั้นไม่ให้ผิดศีลอีก เป็นสีลานุสสติ หรืออธิศีล ธรรมขั้นนี้ท่านเรียกว่า ภาวนามยปัญญา

          พระธรรมในพระพุทธศาสนามี ๓ ขั้น ๓ ระดับ จากหยาบ-กลาง-ละเอียดตามลำดับ คือจิตในจิต-ธรรมในธรรม จิตเจริญแค่ไหน ก็รู้ธรรมได้ในระดับนั้น ปฏิบัติถึงแล้วจะรู้ได้ด้วยจิตของตนเองเฉพาะตน จึงขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่