พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กันยายน ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ ทรงตรัสย้ำให้ยอมรับกฎของกรรม-อย่าทำงานตามกิเลส ของชาวบ้าน-ถวายสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร เป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา-ดูจิตแล้วแก้อารมณ์จิตตนเองอยู่เสมอด้วยอริยสัจ-คนปล่อยคุณไสยกันมาก ที่วัดท่าซุง มุ่งให้แตกแยกกันด้วย มนต์ดำ-ใช้ทรายเสกไล่ผี, ไล่คุณไสยได้-อย่ามีอารมณ์อาฆาต-พยาบาท-จองเวร เวลาที่ต่อสู้กับคุณไสย-ธรรมะย่อมชนะ อธรรมเสมอ – ให้ยอมรับความจริงเรื่องขันธ์ ๕ อย่างเดียวก็ไปนิพพานได้ และอย่ากังวลเรื่องน้ำท่วมวัด)

          ๑. อย่าห่วงกายให้มากเกินไป ให้ห่วงจิต เพราะจิตเป็นเราเป็นของเรา แต่กายหาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ คนส่วนใหญ่ยังคิดว่ากายนี้เป็นเรา เป็นของเราอยู่ จึงเอาใจใส่ร่างกายมากกว่าจิตใจเป็นธรรมดา ร่างกายป่วยเป็นโรค หรือสุขภาพกายไม่ดีเหตุเพราะกรรมปาณาติบาตตามมาให้ผลเป็นระยะๆ ไม่ต้องไปฝืน เพราะทำอย่างไรก็ต้องป่วยอยู่ดี ทำใจให้ยอมรับดีกว่า จิตจักเป็นสุข ร่างกายมันทุกข์ก็เชิญมันทุกข์ไป รักษากำลังใจให้เป็นสุขเข้าไว้ให้ยอมรับกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

          ๒. อย่าห่วงใยอะไรให้มันมากนัก ทำงานอะไรก็ตาม พยายามตัดความห่วง-ความกังวลทิ้งไป รักษากำลังใจ ทำงานแต่พอสบายๆ เท่านั้นเป็นพอ อย่าทำงานตามกิเลสของชาวบ้าน เพราะจักเป็นขี้ข้าของชาวบ้านไปจนตาย จงทำงานเพื่อเร่งรัดบารมีคือกำลังใจอันทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานเท่านั้น ทำทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทน

          ๓. การเจ็บป่วยเป็นของธรรมดาของผู้มีร่างกาย ไม่มีใครที่หนีพ้น โดยเฉพาะโรคหิว ชิคัจฉา ปรมา โรคา เราทำได้แค่บรรเทาโรคของร่างกายได้เท่านั้น จงอย่าหลงคิดที่จะรักษาโรคของร่างกายให้หายทุกอย่างให้ทำไปตามหน้าที่ในทางสายกลาง ดังนั้นเห็นใครป่วย แม้แต่ตัวเองป่วย ก็ต้องถือว่าเป็นธรรมดาของขันธ์ ๕ ไม่มีใครห้ามกฎของกรรมได้ ทำใจให้สบาย

          ๔. ทำกำลังใจให้เต็มในอภัยทาน แล้วจึงอธิษฐานจิตอุทิศสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร ที่กำลังให้ผลทำร่างกายเจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้ ก็จักทุเลาเบาบางลงไปด้วย อำนาจเมตตาบารมี อย่าไปพึงรู้ว่าเป็นการกระทำของผู้ใด รู้แต่ว่าวาระกรรมอย่างนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว ก็จงแก้ไขผ่อนหนักให้เป็นเบาไปได้ และจงอย่าลืมว่า กรรมใคร-กรรมมัน พยายามอย่าไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่นเขา ยกเว้นในกรณีที่เขาผู้นั้นมีกรรมผูกันอยู่กับเรา

          ๕. วัดดีทุกวัด จักมีเทวดา-นางฟ้าคุ้มครองอารักขาอยู่มาก คนที่มาอาศัยวัดอยู่ หรือมาทำบุญที่วัด ก็ไม่ควรประมาทในการทำความดี เช่น ขณะทำวัตร นั่งสัปหงก หรือคุยกันเป็นความประมาท และปรามาสพระรัตนตรัย จงอย่าปล่อยจิต ปล่อยใจให้ขาดสติ พึงฝึกฝนตนเองอย่างตั้งใจจริง สถานการณ์ในวัดจักเป็นอย่างไร จงอย่าสนใจ ใครจักประพฤติปฏิบัติอย่างไร จงอย่าสนใจ เอาจิตตนเองให้รอดเท่านั้นเป็นพอ เรื่องทุกเรื่องอันเกิดขึ้นตามกิเลสของคนให้ทิ้งออกไปจากใจ รักษาอารมณ์ให้สงบ อย่าไปวุ่นวายกับคนอื่น เรื่องในวัดทั้งหมดเป็นกฎของกรรม มันเกิดขึ้นเป็นไปตามกรรม อย่าไปเพ่งโทษตำหนิใคร ปัญหาในด้านจิตใจของตนเอง อันซึ่งจักละซึ่งกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-อกุสลกรรม ยังมีอีกมาก ให้มาทำงาน หรือสนใจในส่วนของตนเองจักดีกว่า ให้ระลึกเอาไว้ว่า หากเราทำความดี แม้จักอยู่ที่ไหนก็ตาม ภุมเทวดา-รุกขเทวดา-อากาศเทวดาก็ตาม ที่ท่านอยู่ที่นั่น ท่านก็จักมีโอกาสโมทนาบุญ ความดีของเรา จงตั้งใจทำแต่ความดี อย่าได้ขาดสติคิดชั่วๆ ไม่ยอมคิดดีตามแนวพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคตที่ตรัสสอนไว้ คือ โพธิปักขิยะธรรม ๗ หมวด อันมีมหาสติปัฏฐาน ๔ , อิทธิบาท ๔ , สัมมัปปทาน ๔ , อินทรีย์ ๕ , พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค อันมีองค์ ๘ (ศีล-สมาธิ-ปัญญา) คิดตามแนวนี้ จัดอยู่ในความดีที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทั้งสิ้น

         ๖. จงหมั่นใคร่ครวญ หาเหตุ หาผลที่เกิดกับอารมณ์ของจิตให้มาก อย่าปล่อยปละละเลย จนเป็นเหตุให้กิเลสกินใจมองเข้าไว้ตามความเป็นจริง แม้จุดเล็กๆ ก็ทำภัยใหญ่ให้เกิดขึ้นกับจิตได้ แม้ที่สุดเหตุแห่งความเครียด แม้นิดหนึ่งก็เป็นภัยกับจิต จงอย่าละเลยในจุดเล็กๆ ที่ทำให้จิตหมอง หมั่นเอาอริยสัจชำระจิตเอาไว้เสมอๆ จิตก็จักมีความสุข เพราะมีความสงบจิตเกิดขึ้นมาก จิตเป็นเหตุ-เป็นผลตามความเป็นจริงมากขึ้น

         ๗. ให้ระวังอารมณ์เซ็งไว้ให้ดี เพราะเป็นเหตุถ่วงอารมณ์ให้จิตหมอง ดูสาเหตุเซ็งเอาไว้ให้ดี ไม่มีคุณกับจิตเลย จงหมั่นชำระจิตให้ผ่องใส อย่าปล่อยให้จิตเศร้าหมองนาน หาสาเหตุให้พบ แล้วหมั่นแก้ที่ต้นเหตุ จิตจักได้เป็นสุขมีการปฏิบัติกรรมฐานดีขึ้น

         (สาเหตุเพราะเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกับผม ท่านชอบคิดอะไรๆ ออกนอกตัว ทำร้ายจิตของตนเองให้เศร้าหมองอยู่เสมอ พระท่านจึงเมตตามาเตือน โดยให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา ซึ่งแก้ได้หมดทุกๆ ปัญหาไม่ว่าจะเป็นทางโลก หรือทางธรรม)

          ๘. ระวังอย่ทำร้ายตนเอง เวลานี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าทำใจให้สงบ จงพยายามประคองจิตให้อยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่อย่างเดียวก็พอ การคิด ในบางขณะแทนที่จักดีก็รังแต่จักทำให้จิตฟุ้งซ่าน (การระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน ทำได้ ๒ วิธี คือใช้สมถะภาวนาโดยอานาปานัสสติ กับการใช้วิปัสสนาภาวนา โดยการคิดใคร่ครวญในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เพื่อให้จิตสงบ แต่บางโอกาสคิดเกินพอดีไป เลยกลายเป็นฟุ้งซ่าน)

          ๙. การแสวงหามรรคผลเกินกว่ากำลังใจของตนเอง ก็เป็นกิเลส ให้พยายามปฏิบัติธรรมในปัจจุบันให้ดี อนาคตจักเป็นพระอริยเจ้าหรือไม่ จงอย่าสนใจ ตั้งใจทำวันนี้ให้ดีอย่างเดียวก็พอ รักษาขณะจิตหนึ่ง ๆ ให้ได้ด้วยสติที่ระลึกรู้อยู่เสมอ ทำไปเรื่อยๆ อย่าท้อใจ แล้วจักดีขึ้นเอง (ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเกี่ยวกับธรรมข้อนี้ มีบุคคลบางคนยังรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ไม่ได้ดีพอ แต่ไปรักษาศีล ๘ แทน เพราะความไม่เข้าใจว่าศีล ๘ นั้น ความสำคัญอยู่ที่ข้อ ๓ คือ อพรัมจริยาเวระมณี ซึ่งจะต้องทำจิตให้บริสุทธิ์เหมือนพรหม การปฏิบัติจริงๆ ยากมากๆ เพียงแค่จิตหวั่นไหวไปกับอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ คือรูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์ ก็สอบตกแล้ว พวกเหล่านี้ยังจับอารมณ์จิตของตนเองยังไม่ได้ หรือจับได้แต่ยังอยู่ในขั้นหยาบๆ เท่านั้น ก็หลงตัว หลงตนไปรักษาศีล ๘ ข้อ อุปมา-อุปมัย เหมือนคนที่ยังสอบ ม.๕ ไม่ผ่าน หรือผ่านก็แค่คาบเส้น แบบลูกผี-ลูกคน ก็หลงตนเองคิดว่าตนเองเก่ง แล้วไปสมัครสอบ ม.๘ นั้นแหละ ความจริงรักษาศีลเพียง ๕ ข้อให้บริสุทธิ์ ก็ไปพระนิพพานได้แล้ว)

          ๑๐. อย่าไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่น รักษากำลังใจ ให้ดูทุกอย่างตามความเป็นจริง ใครจักเป็นอย่างไร ก็จงปล่อยวางให้เห็นว่า กรรมของเขาเป็นอย่างนั้น มี่ใครอยากเลว ที่ทำไปเพราอกุศลกรรมบังคับ และจงอย่าเกิดความสาสมใจเพราะมันเป็นอารมณ์เลวประการหนึ่งเช่นกัน จงฝึกวางอุเบกขารมณ์ให้เกิดกับจิต ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา พิจารณาทุกอย่างให้เห็นตามความเป็นจริง

          ๑๑. เรื่องคุณไสยเป็นของธรรมดามีอยู่เป็นปกติในทุกๆ พุทธันดร ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “พระพุทธเรวัตตะ” ทรงพระเมตตามาตรัสสอนเรื่องนี้ว่าเป็นของธรรมดา ในสมัยที่หลวงพ่อฤาษีท่านทิ้งขันธ์ ๕ เพื่อไปสู่พระนิพพาน เหล่าศิษย์ของท่านตั้งขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อฤาษีไว้ที่ศาลา ๑๒ ไร่ เพื่อให้พวกศิษย์ของท่านที่อยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศมาเคารพสักการะ ก็มีคนเข้ามาปล่อยคุณไสยในศาลา ๑๒ ไร่ และในเขตวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี จำนวนไม่น้อย และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ผมขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๑๒. รักษาร่างกาย จงสักแต่ว่ารักษาไปตามหน้าที่ คุมอารมณ์ใจ จงอย่าห่วง-อย่ากังวลในอะไรทั้งหมด โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ร่างกายของตนเอง พิจารณาอย่างนี้เอาไว้เสมอ ๆ จิตจักเป็นสุข

          ๑๓. ทำใจให้มั่นคง อย่าไปอ่อนแอให้กับร่างกาย ให้เห็นเป็นปกติธรรมของร่างกาย ว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีใครห้ามปรามได้ ถ้าหากปรารถนาจักไปพระนิพพานก็จงวางภาระความกังวลในขันธ์ ๕ ลงเสีย

          ๑๔. ธรรมะย่อมชนะอธรรม แต่จงอย่าวางใจ ไม่ควรที่จักประมาท ให้ป้องกันตัวเอาไว้ให้เสมอๆ อย่าหวั่นไหวก็แล้วกันคุณไสยทำอะไรไม่ได้หรอก

          ๑๕. คาถาปิดหน้า-ปิดหลังของสมเด็จองค์ปัจจุบัน คือ อิติ-ติอิ บทนี้เป็นพุทธคุณ ส่วนคาถาของหลวงพ่อฤาษี คือ พุทธังทลาย ธัมมังหาย สังฆังสูญ

          ๑๖. ทรงตรัสว่า การว่าคาถาต้องทำใจให้สบาย บทภาวนาทั้งหลายจักได้ผล ต้องใจเย็นๆ ภาวนาด้วยความเย็นจึงจักได้ผลใหญ่ ถ้าเร่าร้อนก็จักสู้กำลังคุณไสยที่ส่งเข้ามาไม่ได้ พยายามอย่าเครียดนึกถึงภาพพระยิ้มไว้ (พระยิ้ม คือภาพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แย้มพระโอษฐ์และมีภาพของหลวงพ่อฤๅษียิ้มซ้อนอยู่ จิตผู้ใดไม่ทิ้งภาพพระยิ้มรูปนี้ ถือว่าผู้นั้นจิตมีกสิณภาพพระรัตนตรัยอยู่กับจิตตลอดเวลา เพราะจิตเกาะติด-ยึดพระพุทธเจ้า-พระธรรม(กสิณภาพพระคือ พระธรรม) และพระอริยสงฆ์ (หลวงพ่อฤๅษี) ครบในคราวเดียวกัน จึงเท่ากับพกพระรอดไว้กับจิต จิตจึงรอดปลอดภัยตลอดกาล ส่วนกายนั้นจงอย่าสนใจเพราะมันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ และกายมันก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว) พระยิ้มท่านจักช่วยได้มาก จงอย่าประมาทก็แล้วกัน

          ๑๗. ทรงตรัสถามว่า “ปัญหาวังวน ให้สรุปเอาง่ายๆ ว่า ร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา ก็แล้วกัน เห็นชัดๆ คือ เมื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราคือผู้รู้ ไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียวก็เป็นพระอรหันต์ได้ หมั่นประคองจิตให้ไม่ติดอยู่กับอายตนะสัมผัสทั้งภายนอก และภายใน ตั้งอยู่กับวิเวกทางกาย-วาจา-ใจ ไม่ใช่หนีคน-หนีสัตว์-หนีโลก หากแต่ผจญหน้าอยู่กับมันเห็นเป็นธรรมดาทุกอย่าง กาย-วาจา-ใจสงบอยู่เสมอ ด้วยการรู้เท่าทันกับความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕-อายตนะสัมผัสมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง ผู้รู้ไม่ติดอยู่ในอะไรทั้งหมด อันไหนจักเป็นจิตอันไหนจักเป็นอะไรก็ช่างมัน รักษารู้อยู่อย่างนี้ ไม่ติดในขันธ์ ๕ – ไม่ติดในอายตนะสัมผัส ทุกอย่างวางหมด แต่การทำงานตามหน้าที่ ยังคงมีเป็นไปตามปกติ กาย-วาจา-ใจวิเวกสงบ มันจักเป็นอะไรก็ช่างหัวมัน ไม่ข้องอยู่กับอะไรทั้งหมด ประคองตัวให้รู้-ตัวรู้อยู่อย่างเดียว แต่จงอย่าเครียด ให้มันภาวนาก็ได้ ให้มันรู้คิดก็ได้ ทำตามสบายๆ เพราะถ้าเครียด จิตก็ไปยึดเครียด กายเครียด จิตก็ยึดอาการทางกายมาเป็นจิตเครียด มีความจำมันเครียด ให้ฝึกวางไม่ยึดกายเครียด จิตที่ไปยึดก็วางไปเสีย ไม่เอาอะไรสักอย่าง” (สรุปว่า ให้อยู่แต่อารมณ์สักแต่ว่า ไม่ยึด-ไม่ติด-ไม่ข้องอยู่ในอะไรทั้งหมด) (ที่ทรงตรัสเรื่องปัญหาวังวน ก็เพราะว่าเพื่อนของผมท่านยังปฏิบัติไม่ถึง หรือยังทำไม่ได้ จิตก็ปรุงแต่งธรรมไปตามแต่กิเลสจะพาไป แล้วก็กลับมาอยู่ที่เก่า เพราะวิจิกิจฉายังไม่หมดจากจิต ซึ่งก็เป็นธรรมดา เมื่อยังปฏิบัติไม่ถึงธรรมใด ก็ยังไม่หมดสงสัยในธรรมนั้นเป็นธรรมดา)

          ๑๘. ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าไปกังวลใจอะไรล่วงหน้า ให้อยู่แค่วันเดียว รักษาจิตให้สบายแค่วันเดียวก็พอ อย่าไปสนใจกับกิเลสของชาวบ้านชาววัด รู้เอาไว้ประดับใจ แล้วรู้ว่าพฤติการณ์อย่างนี้ไม่ดี จงอย่าทำตามเขาก็แล้วกัน

          ๑๙. สุขภาพไม่ดี ก็จงรักษากำลังใจให้ดี อะไรไม่สำคัญเท่ากำลังใจ อุปสรรคใหญ่ของการปฏิบัติคืด ขันธ์ ๕ การวัดกำลังใจก็คือเห็นขันธ์ ๕ และยอมรับขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง คนกล้าเผชิญหน้ากับความจริงของขันธ์ ๕ เท่านั้น จึงจักไปพระนิพพานได้

          ๒๐. ให้ระวัง แต่อย่าระแวง ระวังเป็นพระธรรม คือจงอย่าประมาท แต่ระแวงเป็นกิเลส เป็นอารมณ์เครียด หรืออารมณ์ปฏิฆะ เป็นการจุดไฟเผาจิตตนเอง จงอย่าประมาทก็แล้วกัน

          ๒๑. จงอย่าประมาท ทำใจให้สบาย แล้วจักรู้หนทางแก้ไข ว่าเป็นไปอย่างไร ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดอารมณ์จิตของตนให้ได้ก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง พยายามทำจิตให้อยู่ในธรรมปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้เป็นสุข อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด เรื่องของธรรมชาติไม่มีใครจักห้ามได้ อาทิ น้ำท่วม-ฝนแล้ง-พายุพัด-ไฟไหม้-แผ่นดินไหว เป็นต้น ให้ทำใจยอมรับกฎของกรรมเข้าไว้ นี่เป็นกรรมของคนทั้งแผ่นดิน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่