พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าละความพยายามในการชำระจิตให้ผ่องใส ทุกอย่างให้ลงเป็นเรื่องธรรมดา แล้วจิตจักปลดเรื่องขุ่นข้องหมองใจลงได้โดยง่าย โดยจิตจักมีเหตุมีผลมากขึ้น ซึ่งเหตุแลผลนี้ก็เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงนั่นแหละ ไม่ต้องกังวลใจกับอะไรทั้งปวง อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด นี้เป็นของธรรมดา ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จักหลีกเลี่ยงได้ แล้วอย่าคาดคะเนว่าใครจักเป็นอย่างไร หรือบรรลุอะไรไปล่วงหน้า ปล่อยให้เป็นวาระกรรมของแต่ละคน รวมทั้งการเข้าใจธรรมของแต่ละบุคคล ก็ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคนที่บำเพ็ญกันมาแต่ชาติปางก่อนเช่นกัน

          ๒. อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง มีแต่ธรรมนี้แหละคือตัวเที่ยง ความไม่เที่ยงก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง อาทิเจ้าตั้งใจว่าจักฟังธรรมะจากเสียงตามสาย แต่บังเอิญมีเหตุด่วนที่จำเป็นต้องทำตามหน้าที่มาขัดขวาง ก็เป็นความปรารถนาไม่สมหวัง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน อย่าไปมีอารมณ์ ตั้งอะไรเอาไว้ ทั้งหมดให้เป็นเรื่องธรรมดา อะไรจักเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีการห้ามปรามกันได้

          - ให้พยายามทำจิตให้ปล่อยวาง ปฏิบัติไปอย่ายึดเกาะสิ่งใดๆ นอกเหนือจากพระนิพพานเท่านั้น

          - การไม่หวังผลตอบแทนจักทำให้จิตเป็นสุข หรือการไม่ตั้งความปรารถนาในสิ่งใด จิตก็ไม่บังเกิดความทุกข์

          ๓. อย่าเอาอารมณ์ของใครมาเป็นธุระของตนเอง ให้เห็นเป็นธรรมดาเสียทั้งหมดได้นั่นแหละดี จักได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะแบกอารมณ์ของใคร และจงอย่าสนใจว่าใครผิดใครถูก ให้เห็นกรรมที่บังคับจิตของคนดีกว่า ไม่มีใครที่เขาคิดว่าตัวเขาผิดหรอกที่ทำไปอย่างนั้น ทุกคนต่างมีเหตุผลหรือทัศนะวิสัยของตนเองเป็นใหญ่ ยิ่งถือมากก็ยิ่งมากไปด้วยสักกายทิฏฐิ จุดนี้เราศึกษาไว้เป็นครู เตือนจิตเตือนใจของตนเอง อย่าเอาทัศนะวิสัยของตนเองมายึดมั่นถือมั่นเป็นอารมณ์ จักทำให้เกิดการตามใจกิเลสมากกว่าตามความเป็นจริง และเป็นทาสของตัณหาอย่างร้ายกาจด้วย

          ๔. ทำอะไรก็ได้ให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด อย่าไปสร้างศัตรูกับใคร ใครจักรู้สึกอย่างไร ก็อย่าไปบังคับอารมณ์เขา เจ้าเองยังบังคับอารมณ์ของตนเองยังไม่ได้ ก็จงหมั่นรักษาอารมณ์จิตของตนเองเป็นสำคัญจักดีกว่า

          - การชนกับสิ่งกระทบเป็นของดี แต่ควรจักชนด้วยปัญญา อย่าเอากิเลสหรืออารมณ์ขึ้นมาชน จักเป็นการเขลาอย่างยิ่ง จงอย่าถือว่าใครทำผิดหรือทำถูก ให้เห็นการเป็นไปการเป็นมาตามกฎของกรรมจักดีกว่า ถ้าหวังการไม่เกิด ก็จงอย่าต่อกรรม

          ๕. กฎของกรรมก็คือกฎของกรรม ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ ในเมื่อตั้งใจจักไปพระนิพพานให้ได้ในชาติปัจจุบัน ก็จงพิจารณาให้จิตยอมรับในกฎของกรรมให้มาก ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ในเมื่อมีร่างกายก็ต้องไปตามวาระกฎของกรรมเป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรผิดธรรมดา ถ้าหากจิตพิจารณาไปจนยอมรับนับถือว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา จิตนี้ก็จักไม่ทุกข์ เห็นเป็นธรรมดาในทุกเรื่องไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นให้เห็นธรรมดาด้วยปัญญา มิใช่เหมาเอาว่าทุกอย่างธรรมดา อะไรๆ เกิดขึ้นก็คิดว่าธรรมดา ถ้าหากเป็นอย่างนั้นยังไม่รู้จักธรรมดา หากแต่เหมาเอารวมๆ ลงว่าเป็นธรรมดา จักต้องเอาปัญญามาพิจารณาว่า ธรรมดาตรงไหน ธรรมดาเป็นอย่างไร ธรรมดานี้ถูกต้องไหม ตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ที่สอนมา กล่าวว่า "รู้จักธรรมดา ยอมรับธรรมดาด้วยเหตุด้วยผล" มิใช่สักแต่ว่า กล่าวว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่รู้ว่าธรรมดาตรงไหน ธรรมดาอย่างไร ทำไมถึงธรรมดา

          - ถ้าไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็แสดงว่าบุคคลผู้นั้นไม่รู้จักธรรมดาเลย

          - ธรรมดาจักละเอียดได้ด้วยการตรึก ทำจิตให้ผ่องใสสงบแล้ว มองทุกอย่างคิดทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย

          ๖. เรื่องธรรมปัจจุบัน หรือชั่วขณะจิตหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีท่านเคยพูดไว้ว่า "หลวงปู่บุดดาท่านเป็นพระไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ท่านมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น" พระอรหันต์ท่านย่อมทำปัจจุบันให้เกิดอยู่ทุกขณะจิต คือรู้อยู่ในธรรมปัจจุบัน ความประมาทก็ไม่มี ในเมื่อท่านไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต อยู่กับธรรมปัจจุบัน อารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์ปรุงแต่งธรรมหรืออารมณ์สังขารก็ไม่มี ซึ่งแตกต่างกับอารมณ์ของพวกปุถุชน คนทั่วๆ ไปที่ยังมีอารมณ์ปรุงแต่งธรรม หรือสังขารอยู่ ไม่ยอมลืมอดีต ชอบสร้างอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ชอบจำแต่ของเลวๆ แต่ชอบลืมของดีๆ คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือจักกล่าวว่า สิ่งที่ควรลืมกลับจำ สิ่งที่ควรจำกลับลืม ชอบเอาอาหารหรือธรรมที่เป็นพิษเป็นภัย ป้อนให้กับจิตตนเอง ชอบทำร้ายจิตตนเอง เพราะความโง่เขลา หากต้องการได้ดี ก็จงพยายามลืมอดีต อย่าสร้างอนาคต ให้อยู่กับธรรมปัจจุบันตลอดเวลา และพยายามจำและปฏิบัติตามปฏิปทาของหลวงปู่บุดดาเข้าไว้ แล้วความสุขก็จักเกิดขึ้นกับจิตเอง

          ๗. เรื่องกฎของกรรมเป็นอจินไตย ทรงตรัสว่า เรื่องกฎของกรรมเป็นอริยสัจ เป็นธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลธรรมดาๆ จักพึงเข้าใจได้ ต่อเมื่อเพียรปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว เมื่อถึงจุดนั้นก็จักรู้ได้ เห็นได้เฉพาะตน สิ่งเหล่านี้แม้รู้ก็ไม่ควรเอาไปเล่า ให้เป็นที่กังขาแก่ผู้ฟังที่ไม่รู้ เพราะคนทั่วไปจักเข้าใจถึงฎฏของกรรมได้โดยยาก จึงไม่ควรนำไปพูดเป็นสาธารณะ เรื่องโดยย่อมีดังนี้ เพื่อนผมท่านป่วยจากกฎของกรรมตามมาให้ผล หมอให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดดำที่แขน ต่อมาเส้นเลือดเส้นนั้นเกิดอักเสบ ทำให้ปวดแขนข้างนั้นจนชา ยกแขนได้ลำบาก เจ้ากรรมนายเวรท่านก็มาปรากฏให้เห็นด้วยตาเนื้อ เป็นผู้หญิงแต่งชุดสีฟ้ามานอนหนุนแขนข้างนั้นอยู่ จึงอุทิศส่วนกุศลให้เธอก็หายไป และคิดจะถวายสังฆทานให้กับเธอด้วย ทรงตรัสว่า "การแสดงตัวให้เห็น เท่ากับเป็นการยืนยันว่า เรื่องกฎของกรรมมีจริง แล้วเขาพร้อมรับกุศล และพร้อมให้อภัยกับเราด้วย"

          "เรื่องเจ้ากรรมนายเวรมาปรากฏให้เห็นนั้นเป็นของดี เพราะเขาพร้อมที่จักให้อภัย และสามารถที่จักรับผลบุญที่เราอุทิศให้ได้ อย่าไปขัดข้องขุ่นเคืองเขาที่มาสร้างทุกขเวทนาให้เกิดขึ้นแก่ขันธ์ ๕ ของเรา จักต้องพิจารณาตามความเป็นจริงว่า ในกาลก่อนเราเองย่อมทำกรรมนี้ไว้ กรรมเหล่านี้จึงตามมาสนองเราได้ ให้เมตตาเจ้ากรรมนายเวร ยอมชดใช้หนี้กรรมให้ด้วยความเคารพในกฎของกรรมแล้วอุทิศกุศลผลบุญทั้งหมดให้เขาไป กราบขออโหสิกรรมอย่างจริงใจ กฎของกรรมก็จักเบาบางลงได้"

          "บุคคลจักชนะความโกรธได้ด้วยการไม่ผูกโกรธ อย่าไปยึดว่าเขาทำเรา นั่นเขาทำกับขันธ์ ๕ ซึ่งเราโง่เกิดมาให้มีขันธ์ ๕ ก็ต้องมาชดใช้หนี้กรรมด้วยขันธ์ ๕ ให้เขาอยู่อย่างนี้"

          "พึงระลึกไว้ว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เราจักมีขันธ์ ๕ เพื่อชดใช้หนี้กฎของกรรม ต่อไปข้างหน้าหนี้กรรมอย่างนี้จักไม่มีกับเราอีก เพราะต่อไปข้างหน้าคำว่ามีขันธ์ ๕ อย่างนี้จักไม่มีกับเราอีกต่อไป"

          "ผีหรือเจ้ากรรมนายเวรตนนี้แรงมาก ถ้าจักถวายสังฆทานให้ ขอบารมีพระก่อนแล้วอุทิศให้อย่างตั้งใจ และเจาะจง เขาจักได้รับและโมทนา จึงจักไปจากการรบกวนขันธ์ ๕ ของเจ้า"

          ๘. อย่าขุ่นเคืองกับร่างกาย กับความปรารถนาไม่สมหวัง ให้เห็นเป็นธรรมดาทั้งหมด แล้วจิตก็จักสบาย อย่าห่วงใครอย่าห่วงงาน ทำทุกอย่างตามหน้าที่ในทางสายกลาง ไม่มีใครทำงานทางโลกได้เสร็จสมบูรณ์ ปล่อยวางในเรื่องที่เข้ามากระทบทั้งหมด อารมณ์ดีใจหรือเสียใจก็ไม่มี เห็นแต่ธรรมดาไปเสียหมด ซึ่งก็ไม่ใช่ของง่ายนักที่จักปฏิบัติได้ แต่ให้พยายามทำ โดยค่อยๆ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วฝึกจิตให้ยอมรับความเป็นจริงนั้นด้วยปัญญา ความเข้าใจในธรรม การปฏิบัติในธรรมก็จักละเอียดขึ้น

          ๙. อย่าประมาทในกรรม ทำอะไรจงอย่าประมาท ให้คิดถึงกฎของกรรมเข้าไว้ ฟังเรื่องราวทั้งหลายต่างๆ มามาก ก็พึงสำรวมเอาไว้เสมอว่า ในอดีตชาติที่ผ่านมานั้น เจ้าเองก็ได้กระทำกรรมชั่วไว้มากมาย ดังนั้นเมื่อชาตินี้มุ่งหวังจักไปพระนิพพาน ก็พึงจงระมัดระวังกาย วาจา ใจ เอาไว้ให้เรียบร้อย (ด้วยกรรมบถ ๑๐) กรรมใหม่จงอย่าได้ก่อ เพราะเพียงกรรมเก่าก็มีมากจนยากที่จักพรรณนาหมด ซึ่งกรณีอย่างนี้มิใช่เป็นเพียงแต่เจ้าคนเดียว บุคคลอื่นๆ ก็เช่นกัน ทุกคนมีกรรมที่เป็นอกุศลมากกว่าที่เป็นกุศล ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทในกรรม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่