พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๖. เห็นฤทธิ์ความโลภหรือยัง เป็นปกติธรรมของโลก มีลาภก็ย่อมเสื่อมลาภเป็นของธรรมดา ในเมื่อมีความจำเป็นลาภจักต้องสลายตัวไป หากยังมีความเสียดายในลาภนั้น แสดงว่าจิตยากจักนำลาภมาสะสมอยู่ จึงเรียกว่ายังมีอารมณ์โลภแฝงอยู่เป็นอันมาก ยังใช้ไม่ได้ ในเมื่อสถานการณ์บังคับให้จำเป็นต้องจ่ายทรัพย์ไปนี้เป็นของธรรมดา ซึ่งแสดงปกติธรรมให้เห็นว่าไม่เที่ยงอยู่เสมอ ในเมื่อใช้จ่ายไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความสุรุ่ยสุร่าย ก็พึงจักยอมรับในกฎของกรรม หมดก็หมดไป พึงยอมรับเพื่อให้เกิดความสบายใจ มิใช่มานั่งเสียดาย สิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมดา โลกนี้ทั้งโลกตกอยู่ภายใต้ไตรลักษณญาณ ก็พึงทำความเข้าใจไว้ คือ ญาณ แปลว่ารู้ รู้ในไตรลักษณ์ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์อยู่ดี มันเป็นเรื่องผิดปกติหรือ อาทิเช่น คนที่ฝืนธรรมดาของร่างกาย มันแก่ก็ไม่อยากให้แก่ มันเจ็บก็ไม่อยากให้มันเจ็บ มันจะตายก็ไม่อยากให้มันตาย จิตไม่ยอมรับความจริง จึงมีอารมณ์ผูกพันกับร่างกาย พอร่างกายตายไปจิตก็ยังผูกพันอยู่ ก็คือจิตที่แสวงหาร่างกาย หากภาพหาชาติเกิดต่อไป นี่เป็นการพิจารณาที่ถูกต้อง เพราะตัณหาความทะยายอยากไม่หมดไปจากจิต จึงเป็นปัจจัยทำให้จุติอีกต่อๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นินทา ทุกข์ ก็เป็นเช่นเดียวกับร่างกาย ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเช่นกัน ถ้าจิตไม่ยอมรับความจริงจุดนี้ อาทิเช่น มีลาภก็ไม่อยากให้ลาภเสื่อมไป ลาภดับก็คือจิตโง่ ไม่รู้เท่าทันในตัณหาเช่นกัน คิดให้เป็นแล้วจักเข้าใจในการวางอารมณ์ของจิตใจ จิตจักได้มีความเยือกเย็นเป็นสุขขึ้นมาบ้าง

          ๑๗. นึกสงสัยว่าทำไมพระอรหันต์จึงไม่เบื่อหน่ายในธรรม แต่เรากลับขี้เกียจ ก็ทรงเมตตาสงเคราะห์ตรัสสอนให้ มีความสำคัญดังนี้

          กรรมฐาน ๔๐, มหาสติปัฏฐานสูตร ให้พิจารณาลงในขันธ์ ๕ ทั้งหมด ก็จักรู้จุดจบของการเจริญกรรมฐานทั้งปวง อาทิเช่น
               ก) พุทธานุสสติ ให้พิจารณาจบลงตรงที่ว่า ความเป็นพระพุทธเจ้า มิได้อยู่ที่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ หากแต่อยู่ที่จิตที่บรรลุธรรมวิมุติ หรือจิตผู้ทรงธรรม ส่วนร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของพระองค์ ในที่สุดก็ต้องแก่ ป่วย และตายไปในที่สุดเป็นธรรมดา
               ข) อายตนะ ๖, ทวารทั้ง ๖ เป็นประสาทสัมผัสเพื่อรับรู้เรื่องของร่างกาย เกิดมาพร้อมกับร่างกาย และดับไปกับร่างกาย ส่วนจิตเป็นอมตะไม่เคยตาย มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราว โดยอาศัยอายตนะทั้ง ๖ เป็นเครื่องรับรู้
               ค) ร่างกาย คือรูป เป็นสมบัติของโลก ประกอบด้วยธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ไม่มีใครสามารถเอาไปได้
               ง) ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ประกอบด้วยรูป ๑ กับนาม ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีรายละเอียดอยู่มาก ขอเขียนไว้แค่ตัวอย่างเท่านั้น สรุปว่าไม่ว่าอะไรมากระทบผ่านอายตนะภายใน ๖ นี้ ให้นำมาพิจารณาลงในขันธ์ ๕ ได้ทั้งหมด

          ๑๘. ให้ศึกษาบารมี ๑๐ ให้มาก แล้วจักทำให้การปฏิบัติไปได้เร็ว บารมี ๑๐ อย่าให้เป็นแค่ตัวหนังสือ ท่องแล้วก็จำบารมี ๑๐ ที่จักต้องทำ จักต้องให้เต็มกำลังอยู่ในใจเข้าไว้เสมอ มิใช่แค่จำได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดูให้จริงๆ แล้วก็จักเห็นตัวบกพร่องในบารมี ๑๐ เอง เห็นข้อบกพร่องตรงไหนให้แก้ตรงนั้น อาทิเช่น กำลังใจยังไม่เต็ม แต่พยายามรักษาอารมณ์ของตนเองให้คงเส้นคงวานั้น ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ คำว่าฟุ้งซ่านย่อมเป็นของธรรมดา แต่เมื่อรู้สึกว่าฟุ้งซ่านแล้ว ก็พึงระงับด้วยอานาปานัสสติ ให้จิตสงบเยือกเย็น แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจึงจักระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่