(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายไม่ดี ก็จงพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย วันนี้ปกติเนื่องจากธาตุ ๔ ทรงตัว แต่เมื่อวาระนั้นผ่านไป ธาตุ ๔ พร่องขึ้นมา ร่างกายก็แปรปรวนเป็นของธรรมดา ไม่มีใครฝืนร่างกายให้ทรงตัวอยู่ได้ไปตลอดกาลตลอดสมัย แล้วจงอย่าได้มีความประมาทในชีวิต แล้วให้หมั่นสังเกตอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับจิตใจ เหล่านี้ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน มีเกิดขึ้น-ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเช่นกัน อย่าเอาจิตไปเกาะอะไรให้มาก ปล่อยวางให้มากๆ จักได้พบกับความสุขเสียที

          ๒. ให้เห็นการป่วยเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็ห้ามความแก่ ความเจ็บ ความตายไปไม่ได้ ทุกชีวิตเป็นไปตามกฎของกรรม แม้แต่พวกเจ้าเองก็หนีกฎของกรรมไปไม่พ้น เห็นคนแก่ตายก็ดี เห็นคนหนุ่มสาวตายก็ดี ให้พิจารณาว่า แม้แต่ร่างกายพวกเจ้าเองก็มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา จักได้ไม่ประมาทในชีวิต ให้ทำใจปล่อยวางเอาไว้เสมอ โดยยอมรับกฎของกรรมที่เกิดขึ้น ให้เห็นร้ายก็ดี เหตุดีก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหากความแก่-ความเจ็บ-ความตายจักเกิดขึ้นกับพวกเจ้า จงพึงกำหนดรู้ว่านี่เป็นกฎธรรมดา แล้วหมั่นชำระจิตให้ผ่องใสยอมรับกฎของธรรมดานั้น ไม่เศร้าใจ - ไม่เสียใจ - ไม่ยินดี - ไม่ยินร้าย รักษาอารมณ์อุเบกขารมณ์ เอาไว้ให้ดี เฉยโดยการยอมรับกฎของธรรมดา จิตก็จักเป็นสุข ไม่ดิ้นรน ฝืนกฎของความเป็นจริง แล้วจิตนี้แหละเมื่อมีกำลังมั่นคงแล้ว ก็จักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๓. หัดปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกทิ้งไป จักได้รู้จักความสงบของจิตใจ เพียรฝึกให้บ่อยๆ สะสมอารมณ์สงบสุขวันละนิดละหน่อยต่อๆ ไป จิตก็จักทรงตัวได้ ทุกอย่างจักต้องอาศัยความเพียร อย่าคิดว่าอารมณ์ปล่อยวางเป็นของง่ายดาย เนื่องจาก นิสัยเดิมของทุกคนชอบเกาะความโกรธ - ความโลภ - ความหลงอยู่ในอารมณ์เป็นทุนเดิมของจิตใจ การจักปล่อยวางให้ได้ผล จักต้องรู้จักพิจารณาถึงโทษของการเกาะติด มีเหตุอะไรเกิดขึ้น ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าพึงหงุดหงิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น วางใจให้เป็นปกติ อนึ่ง อย่าเห็นปัญหาอื่นใดสำคัญไปยิ่งกว่าการรักษาจิตใจของตนเอง ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสบายใจของตนเอง

          ๔. มรรคผลสำเร็จได้ด้วยความเพียร ขอเพียงอย่าท้อใจเท่านั้น ให้ขยันหมั่นคิดในทางที่ดี อย่าขยันคิดในทางที่ชั่ว ให้สังเกตอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี หมั่นแก้ไขอารมณ์ที่เหลวไหลอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่รู้จักตัวเองดีพอมีความประมาทมากเกินไป อย่าลืมว่าชีวิตมันสั้นลงทุกวัน ใกล้ความตายเข้าไปทุกที แล้วยังทำท่าทีเหลวไหลอีกอย่างนี้ ไม่มีใครช่วยใครได้ ทุกคนจักต้องทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น จุดนี้ต้องสังวรกันเอาไว้ให้ดี ที่ตั้งใจจักเอาจริงก็จงทำให้ได้จริง ก็จักได้มรรคได้ผลจริง อย่าสักแต่ว่าตั้งใจแล้วก็ล้มเหลวไปขาดสัจจะบารมี

          ๕. รับฟังเรื่องราวเหตุการณ์ใดมา ก็ให้ถือว่าเป็นธรรมดาของโลก ฟังแล้วพึงกำหนดรู้ สภาวะธรรม เหล่านั้นได้ดับไปแล้ว กำหนดจิตปล่อยวางทันที ไม่พึงจำเหตุการณ์ที่ไร้สาระแก่นสารนั้นไว้ พึงรักษาสัญญาให้จำอยู่แต่สิ่งที่ดีมีสาระ เช่น การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน สิ่งเหล่านี้ซิพึงจำ สำหรับเรื่องของโลก ก็อยู่แต่เพียงเกิด - เสื่อม - ดับ พึงปล่อยวางเพราะการจำทำให้กิเลสกำเริบ ไม่เหมือนการจดจำธรรมปฏิบัติ จำแล้วทำด้วย ก็จักทำให้กิเลสลดลงไปได้เหล่านี้ เป็นต้น

          ๖. ร่างกายที่เห็นกันอยู่นี้ ที่สุดก็ต้องตายกันหมดทุกรูป - ทุกนาม ให้ทำความรู้สึกเอาไว้เสมอว่า ร่างกายของใครก็ตาม หรือแม้แต่ร่างกายของตนเอง ก็ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดกาลตลอดสมัย ทุกอย่างในโลกนี้เกิด - เสื่อมดับตามกฎของไตรลักษณ์ อย่าพึงคิดว่าเข้าใจไตรลักษณ์แล้ว ให้พิจารณาจนเกิดอารมณ์ชิน คือ ไม่พลั้ง - ไม่เผลอให้จิตไปยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นของเที่ยง การมีอารมณ์ให้ชินจนจิตทรงตัว จักต้องอาศัยอานาปานัสสติเป็นสำคัญ พึงกวดขันอานาปานัสสติให้มากๆ

          ๗. ทำใจให้สบายปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎของกรรม จิตก็จักสบาย ไม่ดิ้นรนเดือนร้อนไปด้วยประการใดๆ ทั้งปวง การทำงานทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าเร่งรีบจนทำลายสุขภาพร่างกายของตนเอง รักษากาย - วาจา - ใจให้เรียบร้อย อย่าได้เบียดเบียนตนเองด้วยประการใดประการหนึ่ง อย่าลืมว่ากายกรรม - วจีกรรม - มโนกรรม สิ่งใดสิ่งหนึ่งทำให้เป็นกรรมดีก็ดีไป ทำให้เป็นกรรมชั่วก็ชั่วไป ซึ่งกฎของกรรมเป็นของเที่ยง อย่าคิดไปว่าทำไปแล้วจักไม่ได้ผล ให้เคารพในกฎของกรรม ไม่มีใครที่จักหนีกฎของกรรมไปได้พ้น นอกจากพระอรหันต์ที่เข้าพระนิพพาน หมดซึ่งภาระแห่งขันธ์ ๕ แล้วเท่านั้น จดจำจุดนี้เอาไว้ให้ดี เห็นคนเจ็บ-คนแก่-คนตายก็ดี ให้ยอมรับนับถือว่าเป็นกฎของกรรมแล้วน้อมเข้ามาพิจารณาตัวเองว่า อันร่างกายของเราเองก็เช่นกัน ไม่สามารถจักหนีพ้นความแก่-ความเจ็บ-ความตายไปได้

          ๘. ทำใจให้สบาย อะไรมันจักเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีใครสามารถยับยั้งสภาวะสงครามให้ไม่เกิดได้ แม้เมืองไทยเวลานี้จักเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก็เริ่มจักประสบกับปัญหาภัยแล้ง และเกิดมีศัตรูพืชขึ้นในนาข้าวมากมาย ให้คอยดูเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี อย่าคิดว่าวิกฤติเกิดจักหาซื้อข้าวได้ง่ายๆ ทุกอย่างไม่มีคำว่าง่าย แต่พึงทำใจให้มีสติเข้าไว้เสมอ คิดว่าทุกอย่างเป็นกฎของกรรม อันที่คนเกิดมาในยุคนี้จักต้องประสบ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้ นอกจากผู้ที่หมดอายุขัยก่อนเหตุร้ายจักบังเกิดขึ้น นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บุคคลใดยังอยู่ ก็พึงเอาธรรมะเข้าข่มใจ เนื่องจากจักถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้ เมื่อประสบทุกข์อันไม่เคยได้พบมาก่อน แต่จงอย่าท้อใจ แม้ชาวพุทธจักลำบากอย่างไร ก็ยังพอทนได้ แล้วให้กำหนดจิตเอาไว้เสมอ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการเกิด ตายเมื่อไหร่จักไม่มาเกิดอีก เอาจิตตั้งไว้ที่พระนิพพานจุดเดียว รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น อย่าเศร้าหมองไม่ว่ากรณีใดๆ จักเกิดขึ้นมา

          ๙. ร่างกายไม่ดี ให้ระวังสุขภาพเอาไว้ด้วย แล้วพยายามอย่าเครียดกับงานต่างๆ มากจนเกินไป อะไรที่ผิดพลาดก็วางมันไป แก้ไขอะไรไม่ได้ก็วางมันไป อย่านำมาเป็นปัญหากังวลใจ ประการสำคัญ อย่าฝืนร่างกาย เพราะการป่วยย่อมเป็นปกติของร่างกาย พยายามรักษาอารมณ์ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกายเข้าไว้ จิตจักไม่หนักใจ มีความสุขสงบ จิตจักปล่อยวางร่างกาย แยกกาย - เวทนา - จิต - ธรรม จิตอยู่ในอารมณ์สักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าอาศัยอยู่เท่านั้น ไม่มีความหนักใจอยู่ในจิตเลย ให้พยายามค่อยๆ ทำ ค่อยๆ วาง

          ๑๐ อย่าเสียกำลังใจไม่ว่างานอะไรผิดพลาดขึ้นมา ให้เอาความผิดพลาดนั้นเป็นครู ต่อไปจักได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดนั้น ยิ่งเห็นเหตุที่ทำให้งานผิดพลาด ก็ได้ชื่อว่าเห็นกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม ซึ่งมีอำนาจเหนือจิตในขณะนั้น แล้วต่อๆ ไปก็จักทำให้จิตมีความรอบคอบเกิดขึ้น จักทำอะไรก็จักเกิดความใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยทำ อันเป็นตัวปัญญาที่จักทำให้งานที่ทำมีเหตุมีผล ไม่ให้งานที่ทำเป็นงานที่ทำด้วยกิเลสหรือตัณหา จากความทะยานอยาก ผลของงานมาจากเหตุที่แตกต่างกัน ความสบายใจก็จักต่างกัน

          ๑๑. งานใดที่ไม่ใช่หน้าที่ ให้ปล่อยวางให้มาก มุ่งทำงานตามหน้าที่ให้ดีที่สุด คำว่าไม่บกพร่องเลยย่อมไม่มีในชีวิตของการทำงานทางโลก เพราะฉะนั้นทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ก็แล้วกัน แล้วให้ทำใจ แม้งานที่ทำไปแล้วคำว่าเสร็จสมบูรณ์ย่อมไม่มี เนื่องจากทุกอย่างเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ให้เป็นธรรมดาให้มาก จิตจักได้มีความสุขสงบขึ้นมาก ให้มีสติอยู่ตรงนี้เอาไว้ให้ดี เอาเวลามาเร่งรัดการปฏิบัติธรรมให้มาก ด้วยความเพียรมากขึ้นกว่านี้สักหน่อย จิตจักได้มีกำลังตัดกิเลสได้มากขึ้น อย่าลืมว่าจิตจักล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ร่างกายที่มีอยู่นี้ไม่ช้าไม่นานก็จักกลับคืนสู่ธาตุ ๔ ไม่พึงประมาทในความตาย ให้มีความเพียรในการปฏิบัติให้มาก เนื่องจากกาลเวลาไม่คอยใคร รวมทั้งในการนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน

          ๑๒. ไม่ว่าอะไรจักเกิดขึ้น ให้รักษาคำว่าธรรมดาเข้าไว้ ฝึกฝนจิตให้ยอมรับกฎของธรรมดา เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎของกรรมหรือธรรมเป็นหลักเดียวกัน จิตใจจักเป็นสุขไม่ดิ้นรนฝืนกฎของกรรม ให้พิจารณาดูชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีแก่เป็นธรรมดา มีเจ็บเป็นธรรมดา มีตายเป็นธรรมดา เมื่อยังไม่ตาย ก็มีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา แล้วอย่าเพลินอยู่กับความสุข และอย่ามัวเมาเศร้าหมองอยู่กับความทุกข์ ให้เดินสายกลางคืออัพยากฤต พยุงจิตให้เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา ธรรมจักรักษาจิตใจ ความเกิด ความตายไม่มีความหมาย จิตอยู่กับวิมุติธรรม คือไม่ปรุงแต่งธรรมด้วยกิเลสใดๆ ทั้งปวง

          ๑๓. ให้รักษากำลังใจในการทำงาน เพื่อพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา โดยไม่หวังผลตอบแทนเข้าไว้ให้เต็มจิตใจเข้าไว้เสมอ แม้จักมีอุปสรรคใดๆ เข้ามาขัดขวาง ก็จักพ่ายแพ้ด้วยกำลังใจที่มั่นคงอยู่เช่นนี้ ขอให้มั่นใจในกุศลผลบุญที่ทำโดยบริสุทธิ์ใจนี้อยู่เสมอ ปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นมา ให้ถือว่าแก้ไขได้ก็แก้ไขกันไป แต่บางปัญหาแก้ไขไม่ได้ก็ให้ปล่อยวาง อย่าทำตนเป็นคนเก่งคือแก้ไขไปเสียทุกเรื่อง จักต้องเหน็ดเหนื่อยมาก ให้รู้จักแยกแยะ ถือธุระไม่ใช่เสียบ้าง ไม่ใช่หน้าที่เสียบ้าง เอาแต่ปัญหาแห่งตนล้วนๆ จิตใจจักได้ไม่วุ่นวาย

          ๑๔. ชีวิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรที่เป็นสาระของชีวิต การตั้งอยู่ก็อยู่กับความเสื่อม มีแต่ความทุกข์ทุกวัน ให้พิจารณาชีวิตของร่างกายที่ทรงอยู่นี้ตามความเป็นจริง แล้วจักเห็นทุกข์ถึงซึ่งธรรมได้ง่าย แต่พึงระมัดระวังอย่าให้จิตหดหู่ - เศร้าหมอง ให้ลงตัวสังขารุเบกขาญาณเข้าไว้ ถ้าเศร้าหมองก็ได้ชื่อว่าปฏิฆะเกิด เป็นอารมณ์ของความทุกข์เช่นกัน แต่ถ้า หากยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงลงตัวธรรมดาได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง จิตจักเป็นสุขเยือกเย็น สุขในที่นี้ไม่อิงคำว่าพอใจหรือไม่พอใจ เป็นสุขที่จิตปล่อยวาง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ทั้งปวง พิจารณาธรรมจักต้องรักษาอารมณ์จิตใจเอาไว้ให้ดีด้วย เช่น ร่างกายเป็นรังของโรค ก็จงพิจารณาตามความเป็นจริงของร่างกาย จักเห็นสัจธรรมได้ชัดเจน ทำให้มีความเบื่อหน่ายและปล่อยวางในร่างกายได้เป็นที่สุด รู้ร่างกายจักทำให้เข้า ถึงสังขารุเบกขาญาณได้ง่าย ร่างกายเป็นรังของโรค โรคะนิทังปภังคุณัง มีความเน่าเปื่อยไปในที่สุด นี้เป็นอริยสัจ พิจารณาให้ถึงที่สุด จักเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้ง่าย

          ๑๕. การทำงานให้อาศัยความใจเย็นเป็นหลัก งานจักออกมาได้ดี แล้วให้พิจารณาการทำงานในแต่ละครั้งด้วย คิดถึงผลดี-ผลเสียว่าจักออกมาอย่างไรด้วย ก็จักได้งานที่รอบคอบ การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ดูความเรียบร้อยของกาย - วาจา - ใจด้วย ไม่ต้องไปเพ่งการปฏิบัติของผู้อื่น ให้ดูตนเองเป็นหลักใหญ่ จุดนี้ให้พิจารณาเห็นตัวอย่าง เรื่องภัยจากอากาศแปรปรวนจากร้อนจัดมาสู่หนาวจัด ก็ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดอาการป่วยและถึงตายได้ หรือจากหนาวจัดมาสู่ร้อนจัดกะทันหัน ก็ทำให้ร่างกายมีผลอย่างเดียวกันได้เช่นกัน เหตุการณ์อย่างนี้จักเกิดขึ้นให้เห็นอีกต่อไป รวมทั้งเมืองไทยด้วย การดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเป็นของสำคัญ เป็นการระงับทุกขเวทนา เพื่อให้จิตใจผู้อาศัยร่างกายอยู่นี้ จักได้มีความสุขมีกำลังเพื่อจักปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างราบรื่น

          ๑๖. การปฏิบัติงานทั้งทางโลกและทางธรรม ให้เดินสายกลาง ทำพอสบายๆ ให้รู้จักประมาณตน รักษากำลังของจิตใจเอาไว้ด้วย การพ่ายแพ้แก่กิเลสนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ให้พยายามประคองใจให้ทำความเพียรชนะกิเลสได้บ้าง อย่าเป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไป จักต้องตรวจสอบบารมี ๑๐ เอาไว้ให้ดี บกพร่องตัวไหน พยายามเสริมให้เต็ม อย่าเสียกำลังใจ

          ๑๗. มาเรื่องของจิตใจ ในแง่ของการปฏิบัติ การรู้อานาปานัสสติก็เหมือนกับการให้การพักผ่อนนอนหลับของจิตใจ อาหารของจิตใจ ก็คือธรรมที่เป็นกุศลกับอัพยากฤต จิตใจจักได้มีกำลังต่อสู้กับกิเลส พยายามชำระล้างอกุศลกรรมให้ออกไป แล้วที่คิดว่างานที่ทำทางโลก ไม่ใช่ตัวตัดกิเลสที่แท้จริงนั้นเป็นการถูกต้อง แต่ก็มีประโยชน์ในการพักจิตใจไม่ให้พะวงกับกิเลสได้ชั่วคราว คนเราถ้าหากไม่ทำงานเอาเสียเลย ก็จักมีเวลาว่างมาก จิตใจก็จักฟุ้งซ่านมาก พุทธบัญญัติจึงมีให้ภิกษุทำงานทางด้านพุทธศาสนา ทั้งวิปัสสนาธุระ และคันธธุระ (อันเป็นงานทางใจและทางกาย) ด้วยรู้กำลังของจิตใจ และกำลังของร่างกายด้วย ประการนี้สำคัญที่สุดคือ เมื่อทำงานทางกายก็ดี ทำงานทางใจก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ของการมีร่างกายหรือขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น ให้เห็นความเกิด และความดับของการทำงานทางกายและทางใจ เพื่อปล่อยวางในการเกาะติดของขันธ์ ๕ เป็นการเห็นอริยสัจ เพื่อให้พิจารณาว่าถ้าหากจิตใจปราศจากรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณแล้ว การทำงานทางร่างกายให้เป็นทุกข์ก็ไม่มี การทำงานทางใจก็สิ้นสุดลง เนื่องจากจิตใจถึงวิมุติธรรมแล้ว นี่คือประการหลักที่พึงคิดใคร่ครวญไว้เพื่อการพ้นทุกข์

          ๑๘. ถ้าถูกกลั่นแกล้ง ก็จงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของการมีร่างกายขึ้นมาในโลกนี้ ให้เห็นทุกข์ ให้เห็นกฎของกรรม อย่าไปโทษใคร อย่าโกรธเคือง แล้วให้พยายามฝึกจิตให้มีอภัยทานให้มากที่สุด แล้วอุปสรรคต่างๆ ก็จักสลายไป และจงจำไว้เป็นสัญญาว่า เมื่ออายุมากขึ้นโรคขี้ลืมก็จักมีขึ้นเป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย ให้ปล่อยวางแต่อย่าลืมการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ให้เห็นความเสื่อมของขันธ์ ๕ ให้มาก และจงพิจารณาถึงทุกข์อันเกิดจากความเสื่อมนั้น จนกระทั่งต่อไปขันธ์ ๕ นี้ก็ก้าวเข้าสู่ความดับไปเป็นของธรรมดา อย่าได้ประมาทในชีวิต ความตายเป็นของเที่ยง สำหรับผู้มีรูป มีนามอยู่ในไตรภพนี้ จงมีความเพียรพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วจักถึงที่สุดแห่งการพ้นทุกข์ได้

          ๑๙. อากาศแปรปรวนในระยะนี้ ถ้าสุขภาพไม่ดีก็จงอย่าฝืนร่างกาย ให้พักผ่อนให้มากๆ รักษาร่างกายเอาไว้ อย่ามุงานทางโลกให้มากเกินไป รักษาชีวิตของร่างกายไว้เพื่อจักได้ปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุด อนึ่งมีข่าวว่า เวลานี้มีการขโมยข้าวเปลือกที่ชาวนาตากไว้ เรียกว่ายกเค้ากันเป็นแปลงๆ นี่เป็นการส่อเค้าให้เห็นถึงความยากจนเข็ญใจ ถ้าคนมั่งมีแล้วไม่มีใครคิดเป็นขโมย ต่อไปนี้บ้านเมืองก็จักเริ่มเข้าสู่กลียุค พึงระมัดระวังสถานการณ์เหล่านี้ให้ดี กลุ่มคนร้ายฉกชิงวิ่งราว หรือโจรกรรมจักระบาดเข้ามาในวัดด้วย จงอย่าประมาท

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่