(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกันยายน ๒๕๓๙)

ธรรมของตถาคต จักเป็นของจริงต้องน้อมเข้า




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนส่วนใหญ่ล้วนเป็นปกิณกะธรรมทั้งสิ้น มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ธรรมของตถาคตจักเป็นของจริงต้องน้อมเข้า เห็นธรรมภายนอกแล้วให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายในว่า แม้แต่ตัวเราก็ไม่พ้นไปจาก สภาวะธรรม ที่เห็นนี้ไปได้ เช่น เห็นคนเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย - ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ - มีความปรารถนาไม่สมหวัง ล้วนเป็นทุกข์ เป็นต้น เราเห็นกันอยู่ทุกๆ วัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็เห็นกับตา ได้ยินกับหู สัมผัสด้วยมือของตนเอง ทางอ้อมก็จากข่าวทางหนังสือพิมพ์-วิทยุ-ทีวี เป็นต้น เมื่อเห็นแล้วรู้แล้วไม่น้อมเข้า ก็ไม่ใช่ของจริงในพุทธศาสนา ในปัจจุบันชาวโลกชอบย้ำให้เห็นแต่ข่าวร้ายเป็นส่วนใหญ่ เช่น อุบัติเหตุ, ข่าวฆ่ากันตาย, ข่าวตีกันทะเลาะกัน, ข่าว ขโมยขโจร, ข่าวกาเม, ข่าวมุสา และข่าวสุราเมรัยแล้วก่อกรรมชั่ว ข่าวเศรษฐกิจเป็นพิษ ล้วนเป็นแต่ข่าวอัปมงคลทั้งสิ้น และพยายามย้ำข่าว-ตีข่าว-กวนข่าวให้ละเอียดลงๆ จนผู้ด ู- ผู้ฟังเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู จนชิน กลายเป็นฌานในความชั่ว จิตก็ชินกับความชั่ว พวกตีตนไปก่อนไข้ พวกมงคลตื่นข่าว พวกที่ชอบจำกรรมชั่วมากกว่าจำกรรมดีมีมาก ก็ได้อาหารที่เป็นพิษบริโภคทางตาและทางหู ล้วนแต่เป็นอกุศลกรรมทั้งสิ้น หากไม่มีพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ ก็จะรับเอาแต่กรรมที่เป็นอกุศลไว้ หากเกิดตายในขณะนั้น จิตที่เศร้าหมองเพราะอำนาจของกิเลสเกาะกุมจิตอยู่ เมื่อกายตายจิตก็ไปสู่ทุคติทั้งสิ้น ผู้ฉลาดสามารถเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นประโยชน์กับจิตของตนเองได้ โดยเอาทุกอย่างที่เข้ามากระทบใจล้วนเป็นครู เป็นพระธรรม พิจารณาเข้าหาอริยสัจ หรือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงได้พิสูจน์แล้วว่า โลกทั้งโลกนี้ล้วนเป็นทุกข์ ไม่มีใครจักหนีทุกข์จากการเกิดมามีร่างกายได้ ทุกสิ่งมาตามกรรม อยู่ด้วยกรรม และไปตามกรรมทั้งสิ้น และสอนวิธีหนีทุกข์หนีกรรม หนีกฎของกรรมได้ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน ด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญาหรือทาน - ศีล - ภาวนา มีรายละเอียดชัดแจ้งที่สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสไว้ในคิริมานนทสูตร (ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๓)

          ๒. เป็นการดีแล้วที่รู้จักสอบสวนอารมณ์ของจิต และเห็นธรรมภายนอก แล้วตีกลับเข้ามาพิจารณาเป็นธรรมภายใน เห็นคนอื่นเขาป่วยก็จงคิดว่า เราเองก็ต้องป่วยสักวันหนึ่ง เห็นคนอื่นเขาตายก็จักต้องคิดว่า แม้เราเองก็ต้องตายแน่นอน แล้วให้ถามจิตว่าตายแล้วจักไปไหน จุดนี้ที่จักต้องตั้งเป้าหมายเข้าไว้ให้มั่นคง (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

          ๓. เรื่องรูป - นามที่จองจำจิตอยู่ หากจิตละรูป - นามไม่ได้ ก็ถึงซึ่งพระนิพพานไม่ได้ ดังนั้นหากต้องการละรูป-นามเพื่อไปพระนิพพาน ก็ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าสู่พระนิพพานให้ได้ก่อนตาย อันละได้ซึ่งความโลภ -โกรธ - หลง อันเกิดจากจิตยึดมั่นในรูป - นาม หรือที่คิดถึงคำสอนของหลวงปู่วัยที่ว่า คนเราถ้าไม่ฝึกจิตให้คิดถึงพระ เวลาใกล้จะตายขึ้นมามีคนไปบอกนำให้ภาวนา พุทโธ บ้าง สัมมาอรหังบ้าง จิตก็ยังคิดไม่ได้ พระก็มาไม่ทัน ดังนั้น ผู้ไม่ประมาทพึงมีสติเตือนจิตให้ไม่ประมาทในความตาย เห็นความตายอาจเกิดกับรูป - นามได้ทุกขณะจิตดังนั้น อานาปา - มรณา - อสุภกรรมฐาน และอุปสมานุสสติจึงทิ้งไม่ได้ (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) หากจักละรูป-นามหรือขันธ์ ๕ อันไม่ชาเราหรือจิต หากหมั่นทำความเพียรพิจารณาตามนี้ จิตก็จักเข้าใจ เห็นความไม่เที่ยงของรูป-นามได้ละเอียดจนถึงที่สุด เมื่อจิตทรงตัวคือวางสัญญาหรือความจำ ซึ่งเป็นสมถะภาวนายังตัดกิเลสให้ขาดไม่ได้ ได้เพียงแค่ระงับ เมื่อจิตละเอียดขึ้นโดยการพิจารณาด้วยปัญญา หรือวิปัสสนาภาวนา เข้าหาความเป็นจริงของรูปนามหรือขันธ์ ๕ จนจิตยอมรับสัญญาก็หมดไป เหลือแต่ความจริง หรืออริยสัจอันเป็นตัวปัญญาแท้ ๆ ในพุทธศาสนา ซึ่งมีแต่เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น จึงจักละหรือตัดรูป-นามได้

          ๔. อย่าติดในเสียงของท่านฤๅษี เจ้าจักได้เห็นแล้วว่าแม้แต่เสียงของท่านฤๅษีก็ไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่เที่ยง ไปยึดเข้าจิตก็เป็นทุกข์ อย่าไปคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจักทรงตัวอยู่อย่างนั้น โลกนี้หาอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็อนัตตาไปหมด ร่างกายของเราก็เช่นกัน ไม่ช้าไม่นานก็สูญสลายไปหมด ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ให้สร้างความมั่นคงแก่จิตให้อยู่ในความดีความเที่ยงเป็นสำคัญ

          ๕. ทำจิตให้สงบให้มาก เพราะเรื่องของอนาคตเบื้องหน้านั้นไม่เที่ยง ให้พิจารณาตัวทุกข์ที่ครองจิตอยู่ในขณะนี้ ว่าต้นเหตุมาจากอะไร คำตอบก็คืออุปาทานขันธ์ จิตไปยึดว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเรา จึงมีอารมณ์วิตกกังวลกลัวกายจะลำบาก กลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้กายเป็นทุกข์ ซึ่งล้วนแต่เป็นอารมณ์หลงเป็นวิตกจริต และโมหะจริตทั้งสิ้น อานาปาจึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะขาดอานาปาก็ขาดสติ ขาดสติก็ขาดสัมปชัญญะ กลับมาอยู่ในอารมณ์โง่ทุกครั้งไป ดังนั้น เรื่องที่เราควรจักรีบปฏิบัติให้มาก เจริญให้มากมีเรื่องเดียวคือความดับทุกข์อย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร พุทธศาสนามุ่งสอนให้คนเห็นทุกข์ เพราะตราบใดที่คนยังไม่เห็นทุกข์ ก็พ้นทุกข์หรือดับทุกข์ไม่ได้ (ทุกขสัจ) และสอนให้หาต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) แล้วดับที่ต้นเหตุนั้นเสีย (มรรค ๘) สรุปว่า สอนให้คนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ได้โดยที่ใจไม่ทุกข์ตามโลก ความกลัวของคนในโลกนี้คือกลัวทุกข์ กลัวความลำบากที่จะเกิดแก่ร่างกาย แต่คนโง่จะกลัวภัยจากภายนอกมากกว่ากลัวภัยจากภายใน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรมคือภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตของเราเอง ผู้ใดปฏิบัติได้ทรงตัวก็พ้นภัยตนเอง โดยเฉพาะก่อนจะตาย หากจิตตนเองเบียดเบียนตนเองก็ไปสู่ทุคติ เพราะก่อนตายจิตมีความเศร้าหมอง หรือมีกิเลสเกาะกิเลส

          ๖. คนเราที่ทำผิดๆ กันไป ก็คิดว่าคนทำดีแล้ว ถูกแล้ว ทะยานอยากหรืออยากจนเกินพอดีไปตามอารมณ์กิเลส ในเมื่อเจ้าไม่ปรารถนาจักกลับมาเกิดอีก ก็จงอย่าไปตำหนิกรรมของใคร ให้มองให้เห็นธรรมดาให้มาก แล้วจิตจักคลายความขุ่นข้องหมองใจลงได้ จิตจักเลิกเกาะกรรมของคนอื่น เพ่งดูเห็นแต่กรรม คือ การกระทำของกาย - วาจา - ใจของตนเองเด่นชัดขึ้น เพื่อจักได้ลดละปฏิบัติอย่างตั้งใจ อยู่ในขอบเขตจิตของตน เพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย วางเรื่องกรรมของบุคคลอื่นเสีย มุ่งเอาแต่การปฏิบัติของตนเอง ทำงานทุกอย่างตามหน้าที่ การห่วงบุคคลอื่น ห่วงครอบครัวของตน จัดว่าเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งหมด นี่แหละภาราหะเวปัญจักขันธา การมีภาระคือขันธ์ ๕ อยู่ในความรับผิดชอบจัดว่าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะมีห่วงเข้ามาผูกคอ (ห่วงลูก) จุดนั้นขึ้นอยู่กับกฎของกรรมของแต่ละคน ของแต่ละราย จิตของเราเองต่างหากที่จักต้องมาแก้ คือ มาคลายห่วงที่ผูกอยู่กับอุปาทานขันธ์ กล่าวคือพิจารณาร่างกายเกี่ยวกับ มรณา และอสุภะ และ กายคตาให้มาก โดยพิจารณาร่างกายของเราเองและผู้อื่น ย้อนไปย้อนมาให้จิตมันคลายจากอุปาทานขันธ์นั้น หากทำได้จิตมันจักคลายจากทุกข์ สุขอันเกิดจากการยึดอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จักเหลือก็แต่เพียงทำตามหน้าที่ และจักเห็นกฎของกรรมอย่างชัดเจน มีความยอมรับนับถือในกฎของกรรม ความขัดข้องขุ่นเคืองของจิตก็จักลุเลาเบาบางลง

          ๗. เรื่องถูกคุณไสย หลวงน้าท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านถูกคุณไสยเขาทำมาแรงมาก หัวใจท่านเต้นแรงและสั่นน่าดู พอรู้สึกตัวท่านก็ กำหนดจิตจับภาพพระให้ใสที่สุดเท่าที่พึงทำได้ ตอนนั้นจงอย่าไปสนใจหรือสงสัยผู้ใด แล้วบังสุกุลตายอนิจจา วะตะสังขารา ๓ จบ ต่อด้วย ภะสัมสัมวิสะเทภะ สัมปจิตฉามิ ให้ดูอารมณ์จิตของตนเองไว้อย่าให้หวั่นไหวไปตามอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ อย่ามีอารมณ์ปรุงแต่งธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่า ให้ทรงอยู่ในอารมณ์เพียงสักแต่ว่านั่นเอง

          ๘. จักทำอะไรก็พึงคิดพิจารณาก่อนแล้วจึงทำ นั่นแหละเป็นการดี ประคองจิตของตนเองเอาไว้ให้ดีๆ อย่าให้สภาวะของจิตไหลลงสู่เบื้องต่ำ กำลังใจต้องรักษาเอาไว้ อย่าคิดมากจักทำให้กำลังใจเสีย คนโง่เท่านั้นที่คอยบั่นทอนกำลังใจของตนเอง คนฉลาดจักต้องหาอุบายให้ จิตของตนเองมีกำลังใจยิ่งๆ ขึ้นไป ความตั้งใจเดิมทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน ก็จงอย่าทิ้งความตั้งใจ อุปสรรคจักมีแค่ไหนก็จงอย่าเสียกำลังใจ จำไว้ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าไปคิดล่วงหน้า จิตจักเป็นทุกข์ ให้พึงพยายามปล่อยวางเข้าไว้ อยู่ในปัจจุบันให้แก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แล้วจิตจักไม่วุ่นวาย อย่าคิดว่าชีวิตจักมีโอกาสอยู่ไปถึงวันพรุ่งนี้ ให้คิดถึงความตายจักเข้ามาถึงชีวิตได้เสมอ จักได้ไม่ประมาท และจำไว้ว่าไม่มีใครที่เกิดมาในโลกนี้แล้วจักไม่มีปัญหา ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระเท่านั้นเอง

          ๙. เวลานี้อารมณ์ใจของเจ้าไม่ดีเลย เพราะมัวแต่ไปเกาะเลวของผู้อื่น ไม่คิดแก้ไขอารมณ์ของจิตตนเอง อย่าไปแก้ภายนอกจักต้องหันมาแก้ไขภายใน อุปมาเหมือนฝนตกที่ตกแล้วตกอีก ซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีอันใดน่าสนใจ เฉกเช่นคำสรรเสริญและนินทา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป (แบบฝนตก) โลกธรรม ๘ ก็เป็นอย่างนี้คู่กับโลก แล้วจักไปใส่ใจทำไม และในเมื่อพวกเจ้าจักเป็นผู้พ้นโลก พวกเจ้าก็จักต้องเอาตัวเองพ้นให้ได้ด้วยตนเอง หรือจักไปบังคับให้คนอื่นเขาพ้นโลกได้ เพราะฉะนั้นเวลานี้พวกเจ้าตกอยู่ในกระแสของโลกเสียเอง ทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป ไม่มีประโยชน์ที่จักไปนำมากล่าวถึงอีก จำไว้พูดเมื่อไหร่ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลกหรืออำนาจของกิเลสเมื่อนั้น (ทรงหมายถึงให้ลืมอดีต อย่าสร้างอนาคตที่ยังไม่ถึง ให้อยู่ในปัจจุบัน หรือให้ระวังศีลระดับ ๓ จิตต้องไม่ยินดีด้วย เมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีลแล้ว ไม่ยินดียินร้ายกับความชั่ว กรรมชั่วของผู้อื่น ยึดเลวเท่ากับยึดทุกข์ การให้อภัยทานเป็นธรรมทานหรือทานภายในสูงสุดในพุทธศาสนา)

          ๑๐. อย่าไปแก้ไขคนอื่น ให้แก้ไขตนเองเป็นสำคัญ และจงจำไว้ว่า ตราบใดที่ยังไม่ถึงพระนิพพาน (ปรมัตถ์) ก็จงอย่าคิดว่าตนเองเป็นคนดีเป็นอันขาด (หมายถึงต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการได้แล้ว) การปฏิบัติธรรมต้องหมั่นโจทย์จิตของตนเองเป็นสำคัญ อย่าไปดูใจของผู้อื่น ให้ดูใจของตนเองนั่นแหละ จักได้รู้อารมณ์ชั่ว ดี เลว มันเกิดขึ้นแก่จิตประการใดบ้าง แล้วให้แก้ไขตรงจุดนั้น ถ้าไม่ดูจิตตนเองก็จักไม่เห็นความเลวของตนเอง มัวแต่ไปจับความเลวของบุคคลอื่น ก็เท่ากับตนเองเลวยิ่งกว่าบุคคลนั้น ให้ตั้งใจชนะความเลวของตนเอง อย่าไปชนะความเลวของผู้อื่น ดังนั้นการสงบปากสงบคำได้มากเท่าไหร่ก็จักดีขึ้นมากเท่านั้น คนเงียบได้กำไร คนพูดมากเป็นผู้ขาดทุน หรือพูดให้น้อยพิจารณาให้มาก สติสัมปชัญญะจักทรงตัว หรือพูดให้น้อยที่สุดจักดีที่สุด พร้อมทั้งให้พิจารณาคำพูดให้มากๆ ด้วยว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษ จุดนี้แหละจักทำให้เลิกสนใจจริตหรือนิสัยของผู้อื่น หันมาทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ใครจักเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา กรรมของเขาอย่าเอามาเป็นกรรมของเรา และจงอย่ามองทุกอย่างเป็นโทษ ให้มองมุมกลับจักเป็นคุณ แม้กระทั่งการป่วยไข้ไม่สบายของร่างกายก็เป็นคุณ เพราะเมื่อนำมาพิจารณาจักเกิดนิพพิทาญาณ มีความเบื่อหน่ายในร่างกาย ไม่ต้องการในร่างกายของตนเอง และไม่ผูกพันในร่างกายของบุคคลอื่น และความทุกข์ใดๆ ที่ได้รับอยู่ก็เช่นกัน หากพิจารณาให้ดีจักเป็นคุณ เพราะจิตจักคลายจากการเกาะทุกข์นั้น ด้วยเห็นความทุกข์เกิดดับๆ เป็นของธรรมดาของร่างกาย มันไม่มีอะไรน่าสนใจ จิตจักปล่อยวางก็ด้วยการพิจารณาจนลงตัวธรรมดานั้น ทุกอย่างให้พิจารณาตามหลักของความเป็นจริง จักเห็นความไม่เที่ยงทั้งหมด และจักเห็นความทุกทั้งหมด จิตจึงจักคลายความยึดมั่นถือมั่นไปได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่