(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน มิถุนายน ๒๕๓๘)

หมั่นทบทวนคำสอนไว้เสมอ แบบ สัจจานุโลมิกญาณ




 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. มีโอกาสให้ทบทวนอารมณ์ของจิตตนเองเอาไว้ให้ดีๆ จุดนี้ต้องอาศัยสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่เสมอ เรื่องเผลอจักต้องมีบ้างเป็นธรรมดา เผลอก็ตั้งต้นใหม่ๆ ให้ใช้ความเพียรอย่างจริงจัง ถ้ารู้จุดนี้ได้ก็จักได้มรรคผลทรงตัว

          ๒. อนึ่ง อย่าไปสนใจเรื่องราวของบุคคลอื่น เรื่องคนออกไปทำบุญนอกวัด เพราะคล้อยตามวาทะของภิกษุบางองค์ จงอย่าใส่ใจให้เห็นวิสัยธรรมดา อันเป็นโลกียวิสัย

          ๓. ผู้มีศรัทธาจริตสูง แต่ไร้ความไตร่ตรอง (ไร้ปัญญา) ก็ย่อมถูกชักชวนได้ง่ายเป็นธรรมดา อย่าสนใจเพราะไม่มีประโยชน์ต่อผลของการปฏิบัติ เสียเวลาเปล่า ต้องพยายามตัดอารมณ์คิดที่ไร้ประโยชน์ออกไปจากจิตให้มากที่สุด แล้วเจ้าจักเห็นผลดีในธรรมปฏิบัติเอง

          ๔. หมั่นตรวจดูกรรมฐานกองใดที่ใช้อยู่เป็นประจำจิตให้พิจารณากรรมฐานกองนั้นโดยพิสดาร คือ กำหนดได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา กรรมฐานกองนั้นๆ ก็จักก้าวหน้าโดยละเอียดยิ่งขึ้น เพราะจิตชอบ

          ๕. บางวันรู้สึกอารมณ์ฝืดๆ เพราะจิตเกาะงานมากไปจิตจึงเครียด ให้แยกจิตออกจากงาน อย่าหมกมุ่นกับหน้าที่การงานมากเกินไป หาสายกลางให้พบ ถ้าไม่แยกจิตออกมาอยู่กับพระธรรม จิตก็เครียด อย่าลืม ไม่มีใครทำงานทางโลกได้เสร็จจริง เพราะตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ พยายามเอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตทำงานทางธรรม หรือเอางานที่ทำนั่นแหละมาเป็นกรรมฐาน ให้ทำกรรมฐานแบบเบาๆ นั่นแหละ จึงจักเห็นผลของความสุขในการปฏิบัติ

          ๖. พยายามเลิกวิสัยคนใจร้อนเสียให้ได้ เพราะเป็นอารมณ์ปฏิฆะ พิจารณาให้ลึกซึ้ง รู้ตนเองว่าใจร้อน ก็จงอย่าทิ้งพระ ทั้งพระอานาปาและพระรัตนตรัย

          ๗. กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อะไรจักเกิดขึ้นก็ต้องหาสาเหตุให้พบ พบแล้วระงับได้ก็ให้ระงับ ถ้าตัดได้ก็ให้ตัด พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล โดยยึดหลักอริยสัจเป็นตัวระงับ เป็นตัวตัดอารมณ์ที่ทำให้เกิดทุกข์เหล่านั้นทิ้งไป

          ๘. เห็นคนอื่นตาย จงอย่าเผลอคิดว่าเราจักไม่ตาย ให้หมั่นกำหนดรู้เสมอๆ ว่า ภาวะของร่างกายมันเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา รูปแบบไหน ก็สุดแล้วแต่กฎของกรรมที่ตนเองเคยทำมาในอดีตชาติ ให้ทำจิตพร้อมที่จักไปพระนิพพานตลอดเวลา ในยามปกติไม่จวนตัวก็ตัดสังโยชน์ ๑๐ ไปทางตรง หากจวนตัวก็ไปทางลัดด้วยกำลังของ มโนมยิทธิ (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) หมั่นซ้อมตาย และพร้อมตายไว้ด้วยความไม่ประมาท จิตพร้อมอยู่เสมอที่จักไปพระนิพพาน ไม่ว่าความตายจักมาในรูปแบบไหน ทำให้จิตมันชิน ซักซ้อมเข้าไว้

 

ให้ระวังการนินทา - กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การสนทนาธรรมวันนี้ ให้หลีกเลี่ยงการนินทา ควบคุมกรรมบถ ๑๐ ทางด้านวาจาเอาไว้ บ้างเป็นดี เพราะในจุดนี้ยังสอบตกกันมาก ให้พิจารณาเสียก่อนจึงพูด พยายามจับผิดในวจีกรรมหมวดวาจา ๔ แล้วแก้ไขเสีย ฟังให้มาก พูดให้น้อย ก็จักดีขึ้นเอง

          ๒. (ก็คิดว่า การควบคุมกรรมบถ ๑๐ นั้นยาก) ทรงตรัสว่า ไม่ยากหรอก ถ้าหากมีความตั้งใจ กำหนดรู้กันจริงๆ ให้ศึกษาจริยาของพระที่จิตถึงระดับนี้แล้ว ท่านไม่มีความอนาทรร้อนใจในเรื่องของขันธ์ ๕ อยู่ก็อยู่ ตายก็ตาย แต่ถ้ายังไม่ตาย หน้าที่การงานทางพุทธศาสนา ซึ่งรับผิดชอบมีเท่าใด ท่านไปได้ก็จักไปทำตามนั้น (หลวงปู่ไวย ท่านป่วย แต่ท่านก็ยังไปโปรดชาวเขาตามปกติ)

          ๓. ให้ดูท่านฤๅษีก็เช่นกัน แม้กระทั่งป่วยในวันสุดท้ายนั้น ท่านก็ยังลงรับแขกตามหน้าที่ และยืนยันแม้กระทั่งจักเข้ามาสอนพระกรรมฐานที่สายลม ให้พวกเจ้าศึกษากำลังใจจุดนี้ของพระอริยเจ้าเบื้องสูง ท่านเป็นอย่างนี้จงดูและศึกษาให้มากๆ

          ๔. หมั่นดูกรรมบถ ๑๐ ให้มากด้วย อย่าเพ้อ เจ้อเหลวไหล การพูดอย่างมีสติกับการพูดอย่างไม่มีสตินั้นต่างกัน ตรงที่จักต้องคิดไว้ก่อนแล้วจึงพูด พูดอย่างนี้มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เป็นกุศลหรืออกุศล เป็นบุญหรือบาป เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นสุขหรือเกิดทุกข์ หากใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงพูด (นิสัมมะกรณังเสยโย) ก็จักเพิ่มกุศลให้กับตนเอง และผู้รับฟังธรรม)

          ๕. การทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมนั้น ย่อมต้องเสียสละหมดทุกอย่าง แม้แต่สละร่างกายก็ยอม ด้วยเห็นผลในการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมนั้นๆ นี้เป็นวิสัยของพุทธสาวกพึงมีมาแล้วในทุกๆ พุทธันดร (แต่จงดูบารมีหรือกำลังใจของตนเองด้วยว่ามีระดับไหน อย่าเห็นช้างขี้ แล้วจะขี้ตามช้างโดยขาดปัญญา จะทำอะไรให้อยู่ในขอบเขตบารมีของตน)

          ๖. ที่ตรัสนี้เป็นปฏิปทาของพระอรหันต์ส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกองค์หรอกนะ เพราะทุกองค์เมื่อจบกิจแล้ว ก็จักรู้หน้าที่แห่งตน และรู้หน้าที่ควรและไม่ควรในกิจที่ต้องกระทำ หรือไม่กระทำแห่งตนอีกด้วย องค์ไหนรับหน้าที่อย่างไร ก็พึงเป็นไปตามนั้น

          ๗. ชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์ ๓ สถาบันนี้ขาดกันไม่ได้ ต้องพึ่งพากันอยู่ตลอด และจงอย่าลืม พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เพราะสมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสไว้ชัดว่า พระพุทธศาสนาจักเจริญอยู่กับประเทศไทยจบครบ ๕,๐๐๐ ปี ท่านฤๅษีก็ดี - หลวงปู่ไวย ก็ดี ตอนมีชีวิตอยู่ ปฏิปทาของท่านช่วยคน ช่วยชาติอย่างไร พวกเจ้าจึงพึงศึกษากันไว้ (ให้ทุกคนศึกษาได้ในธรรมะ เล่ม ๒ รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง หรือพระราชพรหมยานมหาเถระ)

          ๘. มีคนประพฤติไม่ดีอยู่เพียงคนเดียว ก็ทำให้คนทั้งวัดเดือดร้อนไปได้เหมือนกัน มันเป็นไปตามวาระของกรรม คนเห็นแก่ตัว คือ คนที่เห็นแก่ร่างกายมากเกินไป จนทิ้งหน้าที่ของตน ขาด เทวธรรม จงอย่าอยากเลวตามเขา อยากสบายตามเขา ซึ่งเป็นการตามใจกิเลส ปล่อยให้กิเลสจูงจมูกไป จงอย่าสนใจกรรมใครกรรมมัน เสียเวลาปฏิบัติธรรมโดยใช่เหตุ อยู่กับคนหมู่มาก พึงจักใจเย็นๆ เข้าไว้

          ๙. อย่าเอาแต่อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่ อะไรที่ผ่านแล้วให้ผ่านเลย เพราะเป็นอดีตแล้ว ให้ตั้งต้นปรับอารมณ์เสียใหม่ ที่ผ่านไปแล้วให้ถือว่าเป็นครูทำอะไรอย่าให้ขาดทุน ดูอารมณ์ของตนเองเข้าไว้ให้ดีๆ

 

การกวาดวัด เป็นวิหารทาน

เป็นธรรมทาน และอภัยทานด้วย

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เจ้าขาดกำลังใจตัวเดียว ทำให้เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เวลาเจ้ากวาดใบไม้ อย่าเอาจิตเกาะใบไม้ เกิดตายตอนนี้ก็ไปเป็นหนอนหรือแมลงกัดกินใบไม้

          ๒. จิตติดความสะอาดนั้นเป็นการดี แต่สภาวะในโลกนี้ ความสะอาดจริงๆ นั้นไม่มี ให้นำจุดนี้มาเป็นวิปัสสนาญาณ การรักษาความมีระเบียบและความสะอาดเรียบร้อย พึงมีอยู่ในหน้าที่ของพุทธบุตรทุกคน แต่เมื่อเป็นสภาวะกฎของกรรมที่เลี่ยงไม่ได้ ก็พึงทำใจให้เป็นอุเบกขาไว้ก่อน แล้วพิจารณาเห็นความสะอาดและความสกปรกของโลก มันไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ มันน่ารังเกียจ และมันเป็นภาระที่หนัก เพราะการมีขันธ์ ๕ เป็นเหตุทำให้เจ้าต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการกวาดขยะ ซึ่งถ้าหากขันธ์ ๕ นี้สิ้นไปแล้ว ภาระอย่างนี้จักไม่มีกับเจ้าอีก

          ๓. จงทำจิตให้พร้อมที่จักวางภาระนี้ให้สิ้นไป ต่อเมื่อขันธ์ ๕ นี้พังลง ถ้าหากจักทำก็ให้คิดว่าเป็นหน้าที่ อย่าเอาจิตไปผูกพัน ให้มองดูสภาพของงานทางโลกตามความเป็นจริง งานที่หมดจดทางโลกนั้นไม่มี ไม่เหมือนงานทางจิต คือ มุ่งตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานไปพระนิพพานได้นั้น นั่นแหละหมดจดแท้ๆ

          ๔. แต่ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ อย่าทิ้งหน้าที่ ให้ช่วยกันบำรุงเขตพระพุทธศาสนา ในเวลาอันสมควร และในโอกาสที่สะดวกที่จักทำได้

          ๕. กายทำงานทางโลก จิตทำงานทางธรรม ให้ทำแต่พอดีๆ ในทางสายกลาง จิตและกายจักได้ไม่ถูกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เอาความสุขของจิตเป็นเครื่องวัดผลของการปฏิบัติ อย่าทำแล้วยังให้เกิดทุกข์ ไม่ว่าทุกข์กายหรือทุกข์ใจก็ดี หรือทุกข์ทั้งกายและใจพร้อมกันก็ดี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขาดทุน

          ๖. จิตถ้าไม่สู้เสียแล้ว (เพราะขาดกำลังใจ) ความกระตือรือร้นในการทำงานก็ไม่มี การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน จักต้องทำใจให้สู้อยู่ตลอดเวลา แล้วต้องรู้ด้วยว่า สู้กับอะไร สู้กับอารมณ์จิตเลวที่ชอบคบกับกิเลสอยู่นี้ ถ้าหากมัวปล่อยให้จิตเศร้าหมองไม่แก้ไข ก็จักเป็นผลเสียไป ในที่สุดลุกไหม้จนถึงหลังคาบ้านแล้ว ก็ดับยาก หรือยากที่จะดับได้

          ๗. ต้นเหตุแห่งทุกข์ ใจเป็นผู้สร้างขึ้นเอง เพราะขาดการสำรวมอินทรีย์ หรืออายตนะทั้งหก อะไรมากระทบหรือสัมผัสเข้าไฟภายในก็ลุก เหมือนกับมีพระอาทิตย์เกิดขึ้นที่ใจ เป็นการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น และเป็นทั้งเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ขาดพรหมวิหาร ๔ อย่างชัดแจ้ง ต้นเหตุจริงก็เพราะลืมการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือ อานาปานัสสติ ทำให้ขาดสติ - สัมปชัญญะตามลำดับ หากพวกเจ้าใคร่ครวญดีๆ ก็จะพบกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น หรือเป็นอริยสัจโดยตรง ทุกอย่างอยู่ที่ความเพียรของพวกเจ้าเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ผู้ชี้แนะเท่านั้น

          ๘. จงอย่ามุ่งเอาชนะผู้อื่น ให้มุ่งเอาชนะใจตนเอง ชนะกิเลสที่ตนเอง เราไม่สามารถจะห้ามคนชั่วไม่ให้ทำชั่วได้ฉันใด เราก็ควรหยุดจิต หยุดอารมณ์ของตนเองให้ได้ก่อน หาความชั่วที่จิตของเราให้ได้ก่อน จึงจะละความชั่วได้ และละที่จิตของเราเท่านั้น คนเราถ้าเอาจริงทำให้จริง ก็จักรู้จักคำว่าชนะ หากทำแม้ครั้งเดียววันต่อๆ ไป ก็จักชนะมันได้ การปฏิบัติทั้งทางโลกและทางธรรมก็จักเจริญขึ้นได้สืบต่อไป ขอจงอย่า ละความเพียรเสียอย่างเดียว การเผลอบ้างก็ต้องมีเป็นธรรมดา อย่าติตนว่าเลว ให้ลงตัวธรรมดา เพราะยังมิใช่พระอรหันต์

          ๙. ถ้าหากพวกเจ้าเข้าใจธรรมที่ตถาคตตรัสมาทั้งหมดนี้ได้ดีแล้ว ก็จักเห็นได้ว่า การกวาดวัด การช่วยทำความสะอาดเก็บขยะ การช่วยบำรุงรักษาซ่อมแซมวัตถุต่างๆ ในวัด โดยเอากายทำงานทางโลก แต่จิตอยู่กับพระธรรม คือ เอางานที่ตนทำนั้นมาพิจารณาให้เป็นพระกรรมฐาน ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาในคราวเดียวกัน ทำทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ทำทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว เป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย คิดเสมอว่าเราจักทำให้ดีที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง มีมรณา ควบอุปสมานุสสติ ไว้เป็นปกติ และมี กายคตานุสสติ ควบอสุภะ ไปในตัว โดยไม่ลืมการกำหนดรู้ลมหายใจ (อานาปา) เพื่อ ให้จิตสงบเป็นสุขอยู่เสมอผลที่เราได้รับจากกรรมหรือการกระทำของเราเป็นการตัดได้ทั้งความโลภ - ความโกรธ - ความหลงไปในตัว เป็นการทำให้เกิดปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ในที่สุด ก็คือ การให้ธรรมทานกับจิตตนเอง ซึ่งชนะทานทั้งปวง จัดเป็นบุญสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นอภัยทานด้วย คือ อภัยให้กับความชั่วของผู้อื่น เพื่อที่จักชนะความชั่วของตัวเราเองนั่นเอง ขอให้พวกเจ้าหมั่นทบทวนจุดนี้ให้ดี ๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่