อารมณ์สักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าเห็น



 

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ ต.ค. ๒๕๓๖ เพื่อนของผมท่านเล่าให้ผมฟังว่าท่านไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น โดยให้เหตุผลว่า ในเมื่อตาเราไปเห็นหมา แล้วจะไม่ให้จิตยอมรับว่าเป็นหมาได้อย่างไร หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เมตตาสอนว่า

          ๑. "ไอ้เรื่องตากระทบรูป มันเป็นธรรมดาที่จิตต้องรับรู้ตามตาที่เห็นว่าเป็นหมา จุดนั้นไม่ผิดนะ คือมีสติรับรู้ตามอายตนะสัมผัสว่าสิ่งนั้นคืออะไร ไม่รู้ไม่ได้มันต้องรู้ แต่สักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นเพียงสักแต่ว่าเห็น อะไรเป็นอะไร แต่คุมอารมณ์ของจิตไม่ให้ปรุงแต่งในสิ่งนั้น ๆ คือ ไม่ให้คิดฟุ้งซ่านจนเกิดอารมณ์ชอบใจ-ไม่ชอบใจนั่นเอง"

          ๒. "เพื่อนของผม ท่านปั่นจักรยานมาเห็นขี้วัวก็หลบ แต่กลิ่นของขี้วัวเข้าจมูก ก็คิดว่ากลิ่นก็ไม่เที่ยง แต่กลิ่นก็ยังไม่หายไป ก็คิดต่อไปว่า ที่กลิ่นไม่หายไป เพราะสัญญาติดตามเวทนาของกลิ่นขี้วัว ไม่ชอบใจในกลิ่นที่เหม็น นั่นแหละหากเวทนาไม่เกิด สัญญาก็ไม่เกิด หรืออารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจก็ไม่เกิด หลวงพ่อท่านก็สอนต่อไปว่า เห็นขี้ก็ต้องรู้ว่าขี้ ตากับจมูกมันรายงาน อย่างนี้เรียกว่า มีสติกำหนดรู้ตามความเป็นจริง แต่ถ้าเห็นขี้นึกว่าข้าว นี่ซิมันยุ่ง สติไม่ดี แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเป็นหมา มันเห็นขี้เป็นข้าวหรืออาหารอย่างดี ยิ่งขี้คน หมาชอบนัก"

          ๓. "เพื่อนผมท่านเอาเรื่อง อาหาเรปฏิกูลสัญญามาพิจารณา หลวงพ่อท่านสอนพระว่า ก่อนจะบริโภคอาหารให้พิจารณาหาความจริงของอาหารก่อน โดยอาศัยหลักอายตนะสัมผัส ๑๒ มีภายนอก ๖ ภายใน ๖ เมื่อกระทบกัน จิตเราต้องรู้ แต่ให้ทรงอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า ไม่ปรุงแต่งธรรมนั้นต่อให้เกิดอารมณ์ ๒ คือ พอใจหรือไม่พอใจ อย่างนี้แหละมิใช่ปรุงแต่งธรรม แต่เป็นธัมมวิจยะ หลวงพ่อท่านบอกว่า เอ้อ ใช่อย่างนั้นน่ะถูกแยกความคิดให้มันออกอย่างนี้จึงจะถูกต้อง ไม่ใช่ห้ามจิตไม่ให้คิดเลย เพื่อกัน ความฟุ้งซ่าน อันนี้มันผิด จิตมันต้องคิดตามอารมณ์ของมัน แต่คิดให้เป็น ธัมม วิจัย ไม่ใช่คิดอย่างชอบใจ-ไม่ชอบใจ สร้างกิเลส-ตัณหา-อุปาทานให้เกิด ไอ้ตัวรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั่นคือสติ-สัมปชัญญะ ไม่ใช่อายตนะกระทบกับอะไร กูไม่รู้ อันนั้นไม่เป็นเรื่อง จิตไม่มีสติอย่างนี้เขาไม่ใช้ เข้าใจให้ถูกต้องด้วย"

          ๔. "แยกอย่างนี้ รู้อย่างนี้ คุมอารมณ์ให้มีสติตามนี้ การปฏิบัติจะง่ายยิ่งขึ้น"

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐมท่านทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนรายละเอียดของอารมณ์สักแต่ว่าให้ดังนี้

          ๑. "เป็นอย่างไรเจ้า ปฏิบัติธรรมมาตั้งนาน เพิ่งจักรู้ว่าคำว่า สักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าเห็นนั้นเป็นไฉนหรือ"(ก็ยอมรับว่าโง่จริงๆที่ไม่เข้าใจ)

          ๒. "การรู้ก็ดี การเห็นก็ดี คือ จิตมีสติกำหนดรู้ เห็นไปตามความเป็นจริง และพิจารณาไปเป็นธรรมดาในสิ่งนั้นๆ จุดนี้นับว่าประเสริฐ กล่าวคือ จิตมีความเป็นบัณฑิต ไม่หลงใหลไปกับรูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์ อารมณ์ไม่เกาะติด เพราะเห็นสภาพสิ่งสัมผัสเหล่านั้นว่าไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จิตก็ไม่ยึดเกาะสิ่งสัมผัสเหล่านั้นมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ สร้างความพอใจ-ไม่พอใจให้เกิดความรุ่มร้อนแก่จิต นี่แหละคือคำว่า รู้สักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นเพียงสักแต่ว่าเห็น"

          ๓. "ซึ่งต่างกับทรชนคนพาล จิตหวั่นไหวไปกับอายตนะสัมผัส รู้เห็นสิ่งใดมิได้ขบคิดถึงความเป็นจริง สร้างอารมณ์ตลอดเวลา ด้วยความรู้ไม่เท่าทัน สภาวะธรรม นั้น ๆ เยี่ยงนี้ตถาคตไม่สรรเสริญ เพราะไม่ใช่หนทางสงบ ไม่ใช่หนทางนักพรต ที่จักบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงมรรค ถึงผลแห่งพระนิพพาน"

          ๔. "เหตุแห่งอารมณ์ รู้สักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นสักเพียงแต่ว่าเห็น จงนำมาปฏิบัติให้จริงจัง จิตอย่าได้คลายจากการกำหนดรู้ในอารมณ์นี้ เพราะจักเป็นที่ตั้งแห่งความสันโดษ ยังจิตให้สงบเป็นสุขได้โดยแท้"

          ๕. "ขอยกตัวอย่างกรณีหนึ่งขึ้นมา อุปมาอุปไมยให้เจ้าได้ใช้เป็นแนวทางกำหนดวางอารมณ์ รู้สึกเพียงแต่ว่ารู้ เห็นเพียงสักแต่ว่าเห็น อย่างเห็นรูปคนหรือสัตว์ที่สวยสดงดงามก็ดี จิตมีสติยอมรับตามรูปที่เห็นนั้นๆแต่ชั่วขณะจิตเดียวก็พิจารณาไปถึงความจริงแห่งธาตุฐานแห่งรูปนั้น ๆ เห็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ กระจ่างชัด เห็นทุกข์ของการเสวยรูปนั้นตามความเป็นจริง จิตเกาะอยู่ในวิปัสสนาญาณ ให้เกิดอารมณ์สุขสงบ เป็นการปรามจิตไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน หลงใหลในรูปที่เห็นนั้น ๆ ซึ่งอารมณ์ฝ่ายหลังเป็นอกุศล เพราะถูกความโง่เข้ามาบดบังจิต"

 

โรคใจอ่อน กับบารมี๑๐ เป็นธรรมขั้นสูง

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ ต.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "อย่าประมาทเกินไปสำหรับอารมณ์จิตที่คิดสร้างความดี อย่าพึงคิดพอใจว่าที่ทำอยู่นี้ดีพอแล้ว ก็จักประมาทไม่ทำความดีสืบต่อไปในเบื้องหน้า ธรรมปฏิบัติที่ทำอยู่ จักต้องรู้อารมณ์จิตของตนอยู่เสมอ ถ้าหากมีความคิดว่าดีพอแล้ว จิตก็จักเกิดความประมาทอย่างแท้จริง อย่ามองหาความดี จงมองหาแต่ความเลว ไม่จำเป็นต้องหาความดี เพราะถ้าหากมองจนจิตหาความเลวไม่ได้แล้ว จิตก็จักมีความดีขึ้นมาเอง ดีในที่นี้หมายถึง จิตหมดกิเลส หลุดจากโมหะ-โทสะ-ราคะเข้าครอบงำจิต มิใช่ดีอย่างจิตชาวโลกียวิสัย ซึ่งอิงอยู่ในกามคุณ ๕ ได้รูปสวย-เสียง-รสดี เป็นต้น อย่างนี้ดีในกามราคะก็ใช้ไม่ได้"

          ๒. "เวลานี้หมั่นมองอารมณ์ของจิตอยู่เสมอ ประหารความชั่วหรือบาปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จักมีกำลังทำได้ ค่อย ๆ ทำไปด้วยความเพียร ด้วยจิตเข้มแข็งไม่ท้อถอยเสียอย่างเดียว ประหารได้บ้าง ประหารไม่ได้บ้าง ก็ให้รู้ ตามวาระที่สัปปะยุทธ์นั้น ๆ กล่าวคือมีสติ รู้แพ้ รู้ชนะในอารมณ์ชั่วขณะจิตนั้น ๆวาระนี้แพ้ไป วาระหน้าที่เคลื่อนเข้ามาเป็นขณะจิตปัจจุบันก็สู้ใหม่ ดูความเคลื่อนไปของอารมณ์ ดูความแพ้หรือชนะของจิตที่มีต่ออารมณ์ หากเข้มแข็งด้วยอานาปานัสสติ จิตก็ย่อมมีกำลังเพียบพร้อมด้วยสติ-สัมปชัญญะ รู้เหตุต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบอารมณ์ของจิตในขณะนั้น ๆ การมีสมาธิ ปัญญาก็มั่นคง สามารถต่อสู้กับกิเลสได้โดยไม่ยากเย็น สำคัญจักต้องกำหนดรู้ว่าอารมณ์ใด ๆ เกิด และเกิดขึ้นได้อย่างไร ให้กำหนดรู้ในอารมณ์ และต้นเหตุที่เกิดนั้น ๆ ก็จักระงับหรือตัดอารมณ์ และต้นเหตุนั้น ๆ ลงได้"

          ๓. "และพยายามไม่ไปแก้เหตุที่เกิดภายนอก ให้แก้ที่เหตุอันเกิดอยู่ภายใน คือ อารมณ์จิตของตนเองเป็นสำคัญ การปฏิบัติธรรมจึงจักได้ผล"

          ๔. "การเกิดความสลดใจหรือหดหู่ในชะตากรรมของบุคคลอื่น เป็นอารมณ์จิตที่ขาดตัวอุเบกขาญาณ เจ้าต้องกวดขันพรหมวิหาร ๔ ทั้งหมดให้ครบ อย่าให้บกพร่องอยู่อย่างนี้ร่ำไป จิตจักไม่เป็นสุข กฎของกรรม ใครทำใครได้อย่างแน่นอน เจ้าหวังพระนพพาน ก็จงหมั่นพยายามอย่าทำจิตให้เป็นทุกข์ จงรักษาความผ่องใสเข้าไว้ด้วยปัญญาเห็นธรรมเถิด" (ก็รับว่าชอบเผลอเสมอ)

          ๕. "เรียกว่าเป็นโรคใจอ่อนหรือไม่มีกำลังใจที่จักรู้เท่าทันความเป็นจริงของกฎของกรรม จึงไปเที่ยวรับกรรมของบุคคลอื่นมาไว้ในอารมณ์ของจิตตน สร้างความขาดทุนให้เกิดอย่างนี้ เจ้าช่างเป็นคนไม่ฉลาดเลยนะ" (ก็ยอมรับความจริงว่าโง่ตามนั้น)

          ๖. ใช่ "ความโง่ทำร้ายจิตของตนเอง คนทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ไม่ครบ ก็มักจักเป็นเช่นนี้ทุกราย เมื่อรู้ตัวก็จงแก้ไขจุดบกพร่องให้มาก ๆ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แก้ไขได้ด้วยตนเอง"

          ๗. "บารมี ๑๐ อีกจุดหนึ่ง ห้ามทิ้งเป็นอันขาด ตรวจตราเข้าไว้ ทานบารมีเต็ม ก็ตัดความโลภได้ ศีลบารมีเต็ม ก็ตัดความโกรธได้ เนกขัมมะบารมีเต็ม ก็ตัดกามารมณ์ได้ ปัญญาบารมีเต็มก็ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ วิริยะบารมีเต็มก็ตัดความเกียจคร้าน ย่อหย่อนในธรรมปฏิบัติก็ไม่มี ขันติ บารมีเต็ม ก็อดทนต่อความชั่วที่เข้ามากระทบอารมณ์ได้ สัจจะบารมีเต็ม ก็ตัดความโลเลไม่เอาจริงในผลการปฏิบัติได้ อธิษฐาน บารมีเต็ม ก็มีกำลังคือมีสติกำหนดรู้ในการกระทำ ไม่ว่าทางด้านกาย-วาจา-ใจว่าเราจักทำเพื่อพระนิพพานอยู่เสมอ ไม่คลอนแคลน เมตตาบารมีเต็ม ก็ตัดอารมณ์ที่เข้ามาเป็นไฟเผาผลาญจิต รัก สงสารจิตของตนเองเต็มที่แล้ว ทางโลกไม่มีใครที่รักบ้านตน แล้วจุดไฟเผาบ้านตนเองได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อจิตเราเมตตาจิตตนเองได้แล้ว ก็จักไม่จุดไฟโมหะ-โทสะ-ราคะให้เผาใจตนเองอีก อุเบกขาบารมีเต็ม ก็จักตัดความทุกข์ อันเกิดแก่กายและจิตของตนเองและผู้อื่นลงได้ สำหรับทางร่างกายก็จักเป็น สังขารุเบกขาญาณ วางเฉยในทุกข์ของร่างกายลงได้ สำหรับทางจิตก็จักพ้นทุกข์ คือ ปลอดจากบ่วงกิเลส ตัณหาลงได้อย่างสิ้นเชิง"

          พวกเจ้าต้องเทียบเคียงอย่างนี้เข้าไว้ให้ดีๆ บารมี ๑๐ เป็นธรรมขั้นสูงที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ลงได้เด็ดขาด ถ้าหากบุคคลผู้นั้นจักมีกำลังใจเต็มแล้วทุกประการ

 

สันตติของอารมณ์ ในขณะจิตหนึ่ง ๆนั้นเป็นอย่างไร

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ต.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอน เพื่อนของผมในเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "ขณะเจริญพระกรรมฐาน หากพิจารณาไปจิตเครียดขึ้นมา ก็จงวางอารมณ์พิจารณา เปลี่ยนมาเป็นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดภาพพระเป็นกสิณนิมิต แทนการเห็นอาทิสมานกายอยู่เบื้องหน้าพระบนพระนิพพาน จงทำจิตให้เป็นสุขผ่องใส เพราะอยู่ต่อหน้าพระจอมไตรองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ กำหนดรู้ไว้ แม้ร่างกายจักตายไปในขณะนั้น จิตก็ย่อมเข้าสู่พระนิพพานอย่างแน่นอน"

          ๒. "อย่าลืม เวลาใดที่กำหนดภาพพระนิพพานอยู่ เวลานั้นจิตไม่ห่วงร่างกาย ลืมความคิดถึงร่างกายในชั่วขณะนั้นๆ"

          ๓. "ขอให้สังเกตอารมณ์ของจิต จักเกาะติดหรือคิดถึงสิ่งใด สิ่งหนึ่งได้ แค่อย่างเดียวในขณะจิตนั้นๆ แต่เนื่องจากขณะจิตหนึ่งนั้นเร็วมาก แค่พุท ไม่ทันโธ บุคคลผู้มีความประมาทก็ตั้งสติกำหนดรู้ขณะจิตหนึ่งนั้นไม่ทัน"

          ๔. "การปล่อยอารมณ์ฟุ้งซ่าน ถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ จึงรู้สึกว่ามันปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว จนดูเป็นที่ผันผวนของอารมณ์ยิ่งนัก นี่ก็เป็นสันตติ เพราะแยกขณะจิตหนึ่ง ๆ นั้นไม่ออก เรื่องราวทั้งหมดจึงประดังประเดเข้ามาเสมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลติด ๆ กันมา สติไม่ทันกำหนดรู้ ก็แยกเหตุที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ในขณะนั้นไม่ถูก ยิ่งใจร้อน ก็ยิ่งไหวหวั่นไปกับเหตุที่เกิดขึ้นมาก แต่ถ้าหากใจเย็น มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์ที่เข้ามากระทบจิตในขณะจิตหนึ่ง ๆ การกำหนดรู้ก็จักดึงเหตุที่เข้ามากระทบจิตให้ช้าลง จนสามารถรู้ได้ว่า ในขณะจิตหนึ่งนั้น ๆ จิตกำลังเสวยอารมณ์อะไร"

          ๕. "จุดนี้คือ พยายามแยกสันตติ คือ เห็นสันตติของอารมณ์ในขณะจิตหนึ่ง ๆ จักต้องใจเย็น ๆ จึงจักเห็น แต่ถ้าใจร้อนก็จักไม่เห็นสันตติของจิตนั้น เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว จนบุคคลไม่เคยฝึกจิต จักกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เหตุการณ์ใดกระทบกระเทือนใจมาก เหตุการณ์เหล่านั้นเกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ในอารมณ์ของจิตกี่ครั้งกี่หน บุคคลผู้นั้นก็ไม่รู้ ยังคงทำจิตให้จมปลักอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ จัดว่าเป็นผู้โง่เขลาอย่างแท้จริง"

          ๖. "พวกเจ้าทั้งหลาย เข้ามาถึงธรรมในธรรม จิตในจิตแล้ว ตถาคตจึงตรัสแสดงธรรมให้พวกเจ้าได้รู้ว่า พึงกำหนดรู้อารมณ์ของจิตในขณะหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นธรรมปัจจุบันที่พึงจักจำแนกกิเลส ให้หลุดพ้นไปจากจิตได้"

          ๗. "จุดนี้เป็นการปฏิบัติอันละเอียดอย่างยิ่ง พึงจักกระทำให้ได้เพื่อความพ้นทุกข์ ในสภาวธรรมที่ครอบงำจิตนั้นๆ แยกสันตติทางอารมณ์ให้ออก จิตจักเสวยทุกขเวทนาก็ตัดสันตตินั้นให้ขาด ด้วยยกกรรมฐานแก้จริตนั้นๆ จิตจักเสวยสุขเวทนาในทางด้าน โลกียวิสัย ก็ตัดสันตตินั้นให้ขาดด้วยกรรมฐานแก้จริตเช่นกัน จิตจักเสวยธรรมวิมุติ ก็พึงกำหนดรู้ หากเหตุเพิ่มกำลังให้กับจิต อันเป็นการส่งเสริมความดีในมรรคปฏิปทาปฏิบัติ จนได้ผลเข้าถึงธรรมนั้น ๆ ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตรัสมาเยี่ยงนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม" (ก็รับว่าเข้าใจ)

          ๘. "ถึงจุดนี้ พยายามตัดความสนใจในจริยาของคนอื่นให้มาก ๆ งานฝึกฝนการรู้จิตนั้น จักต้องทำให้ได้ตลอดเวลา จึงไม่สมควรให้จิตเสียเวลา เพราะเรื่องของคนอื่นให้มากนัก ยกเว้นการเกี่ยวเนื่องด้วยเหตุที่จำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่