วันวิสาขบูชากับการปฏิบัติบูชา




          เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ มิ.ย. ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ แต่ชาวโลกเขาเรียกว่าเดือน ๗ (ในปีพ.ศ. ๒๕๓๖) ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง แม้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นี้ ชาวโลก ก็เขียนไว้ว่าเป็นเดือน ๕ (๑๙ พ.ค. ๒๕๕๑) ซึ่งก็ไม่จริงตามความเป็นจริงเช่นกัน เพราะโลก (ภายนอก) ไม่เที่ยงและขันธโลกก็ไม่เที่ยง แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นเที่ยงเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้วันวิสาขบูชานี้ ก็เที่ยง พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ในทุก ๆ พุทธันดร พระองค์ท่านก็จะประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานตรงกันในวันนี้ ตรงกันทั้ง ๓ สภาวะ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เหมือนกันหมด จัดว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อคิดพิจารณามาถึงจุดนี้ สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. รู้แล้วก็ไม่อัศจรรย์ ดูแล้วคล้ายเป็นความบังเอิญ แต่มิใช่บังเอิญ เป็นพุทธปาฏิหาริย์ที่มีปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นปกติ และเพื่อให้พุทธบริษัทได้น้อมจิตระลึกนึกถึงได้ง่าย ทำบุญทำทานบูชาพระพุทธเจ้า ในวันสำคัญนี้ในคราวเดียวกัน

          ๒. เจ้าจงอย่าลืม บุญใหญ่ที่สุดคือการมอบกายถวายชีวิตน้อมจิตเข้ามาปฏิบัติบูชา นั่นแหละเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ทรงต้องการ พระองค์ต้องการให้พระองค์เองพ้นทุกข์จากวัฏฏะสงสารฉันใด พระองค์ก็อยากจักให้พุทธบริษัทของท่านพ้นทุกข์ฉันนั้น

          ๓. อย่าลืมเน้นปฏิบัติบูชา เพื่อเข้าถึงซึ่งพระนิพพานเข้าไว้เป็นหลักใหญ่ หาความสุขสงบ ระงับเข้าสู่จิตให้มาก ๆ พิจารณาใคร่ครวญถึงการตัดสังโยชน์ให้มั่นคง

          ๔. เวลาทุกขณะจิตมีค่า อย่าทำใจให้เศร้าหมอง จิตจักได้มีกำลังคิดและพิจารณา สามารถจักปฏิบัติบูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ๕. อย่าลืมคำว่า อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปริจัตฌามิ ซึ่งแปลว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธองค์ และศาสนาของพระพุทธองค์ตลอดชีวิต หมายถึง ปฏิบัติบูชาโดยไม่คิดชีวิต โดยมีจุดหมายแห่งเดียวคือพระนิพพาน

          ๖. หลักธรรม ๓ ประการอย่าลืม จักทำอะไร คิดอะไร พูดอะไรก็แล้วแต่ หมั่นทบทวนใคร่ครวญอยู่เสมอว่า ผิดไปจากศีล-สมาธิ-ปัญญาหรือไม่ ผิดไปจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ คือ ละจากความชั่วทำแต่ความดี มีจิตผ่องใสหรือไม่ เพียงมีอารมณ์จิตเศร้าหมองหดหู่ ก็จงคิดว่าเราผิดไปจากคำสั่งของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์แล้ว font-family:"Browallia New"'>ไม่ควรยังจิตให้เป็นเช่นนั้น จงรีบหาทางแก้ไขอารมณ์นั้นให้หมดไปจากจิตเป็นการด่วน ละเสียจากความเศร้าหมองโดยเร็ว

          ๗. ปฏิบัติบูชาควรที่จักใคร่ครวญ หลักธรรม ๓ ประการนี้อยู่เนือง ๆ ตื่นเช้ามาก็ควรจัดตั้งอารมณ์ไว้เลย เราจักไม่ละเมิดศีล-สมาธิ-ปัญญา เราจักไม่ละเมิดหลักธรรมที่เป็นพระโอวาทปาฏิโมกข์ขอพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ (ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ) แล้วหมั่นพิจารณาอยู่เยี่ยงนั้นตลอดทั้งวันจนกว่าจะหลับ

          ๘. ธรรมารมณ์ใด ๆ มากระทบ ก็ดูอารมณ์จิตให้ทรงอยู่ในหลักธรรม ๓ ประการนี้อย่างมั่นคง ใหม่ ๆ ก็จักเผลอหลงลืมไปบ้าง แต่ควรจักทำให้บ่อย ๆ ศีล-สมาธิ-ปัญญาก็จักทรงตัว ยังจิตให้ละชั่ว-ทำดี-ยังจิตให้ผ่องใสตามลำดับ

 

เรื่องฟุ้งให้ถูกทาง

 

          ในวันต่อมา เพื่อนของผมท่านเล่าให้ผมฟังมีความสำคัญว่า ท่านถูกทดสอบอารมณ์ ขณะที่ท่านกำลังกวาดวัดอยู่ในตอนเช้า ตาไปเห็นรถคันหนึ่ง จอดขวางทางเข้า-ออกศาลา ๒ ไร่ ทั้ง ๆ ที่บริเวณนั้นมีที่ว่างอยู่มาก และจุดนั้นก็มีป้ายห้ามจอดติดอยู่ชัดเจน ท่านสังเกตว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของรถคันนี้ เวลามาวัดครั้งใด ก็จอดรถขวางทางแบบนี้ทุกที เมื่อตาเห็นภาพนี้ทุกครั้ง จิตก็อดตำหนิกรรมของเขาไม่ได้ทุกครั้งเช่นกันคือสอบตกทุกครั้ง

          พระท่านก็เมตตามาโปรด ทรงตรัสว่า เป็นปกติธรรมของผู้ไม่มีหิริ - โอตตัปปะ เจ้าอย่าไปเห็นว่าผิดปกติ ก็รับทราบ เลิกคิดทันที แต่สักครู่เดียวจิตก็เริ่มบ่นเรื่องอื่น ๆ ต่อไป เป็นอยู่อย่างนี้สักพักหนึ่ง จึงรู้ตัวว่าสอบตกอีกแล้ว เมื่อมีสติ จิตก็สงบ ปัญญาก็เกิด รู้เห็นอารมณ์จิตของตนเองว่า คิดผิดอย่างไร เช่นรู้ว่า อารมณ์กังวลคืออารมณ์ปฏิฆะ อารมณ์วิตกคือโมหะจิต ต้องใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ) ทุกสิ่งเกิดที่ใจเรา จึงต้องแก้ที่ใจเรา ต้องใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจึงจะถูกต้อง เวลาเอากายทำงาน ก็ให้เอางานนั่นแหละเป็นพระกรรมฐาน คือ ใจปฏิบัติธรรมไปด้วยพร้อม ๆกัน ก็เริ่มจับอานาปานัสสติ จิตก็สงบ รู้อารมณ์ของตนเอง แล้ววกเข้าสู่หลักธรรม ๓ ข้อ ในโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งพระองค์ตรัสสอนไว้เมื่อวานนี้ เพื่อความไม่ประมาทในธรรมจึงยกเอาอนุสติสุดท้าย ขึ้นพิจารณาว่า การกวาดวัดครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง หากกายเกิดพังในขณะนี้ จิตของเราก็พร้อมที่จะไปพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา เป็นการซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ ด้วยความไม่ประมาท มองทุกสิ่งรอบตัวล้วนแต่ไม่เที่ยงเข้าไว้ เพราะในที่สุดโลกทั้งโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ ก็ใช้สัญญาบวกปัญญาพิจารณาไป กายทำงานทางโลก จิตทำงานทางธรรมไปพร้อม ๆ กัน เป็นการฟุ้งดีตลอด ใช้พรหมวิหาร ๔ ให้มากขึ้น เพราะเป็นอาหาร และเป็นกำลังใจให้กับศีล-สมาธิ-ปัญญาได้อย่างดี วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตเราเอง ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกก็คือภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของตนเองทำร้ายตนเอง ทุกอย่างพระองค์ทรงตรัสสอนเราไว้แล้วทั้งสิ้น ทุกอย่างจึงอยู่ที่ความเพียรของเราเอง หากเราเพียรมากพักน้อย เราก็จบกิจเร็ว หากเราเพียรน้อยพักมาก เราก็จบกิจช้า ทุกอย่างอยู่ที่กายเรากับจิตเราเท่านั้น อย่างนี้แหละที่เรียกว่าฟุ้งถูกทาง

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่