นรกขุมที่ ๙

(โลกันตมหานรก)

(โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน)




          บุคคลส่วนใหญ่รู้จักกันแค่อเวจีมหานรก หรือ นรกขุมที่ ๘ จึงมีคนสมัครใจลงนรกขุมนี้กันมาก เพราะไม่เชื่อว่ามีนรก ไม่เชื่อว่ามีสวรรค์ ไม่เชื่อว่ามีเทวดา มีนางฟ้า มีพรหม และมีพระวิสุทธิเทพหรือพระอรหันต์อยู่ที่พระนิพพาน คิดเอาด้วยปัญญาของตนว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วไม่เกิด เท่ากับผลของกรรมไม่มี, กฎของกรรมไม่มี, ไม่เชื่อว่าทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว แม้แต่นักบวชที่บวชเข้ามาในพุทธศาสนาจำนวนมากก็เชื่อตามความคิดเหล่านี้ เมื่อตายไปจึงพากันไปอยู่นรกขุมนี้เป็นจำนวนมาก มากกว่าอาชีพใด ๆ ในโลกนี้ เพราะเป็นการปรามาสพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเท่ากับปรามาสพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะธรรมเหล่านี้พระองค์เป็นผู้ตรัสสอนไว้ทั้งสิ้น

          คำสั่งคือศีลหรือพระวินัยมีอยู่ ๒๒๗ ข้อ บางท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีอะไรบ้าง ประกอบกับไม่เชื่อว่ามีนรก จึงไม่ค่อยสนใจที่จะรักษาศีล ความเป็นพระจึงไม่เกิดกับจิตของผู้นั้น บวชนานเท่าใดก็ไม่เป็นพระ เป็นแค่นักบวช หรือสมมุติสงฆ์เท่านั้น ตายแล้วจึงลงนรกหมด

          ส่วนคำสอน นั้นมีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือ ๘๔,๐๐๐ อุบาย เพราะบุคคลมีจริตนิสัย และมีกรรมไม่เสมอกัน

          พระองค์ทรงตรัส เรื่องโทษของการปรามาสพระรัตนตรัย ไว้ มีความสำคัญย่อ ๆ ดังนี้

          ๑. สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ กลับบอกว่าพระองค์มิได้ตรัส

          ๒. สิ่งที่พระองค์มิได้ตรัสไว้ กลับบอกว่าพระองค์ตรัส

          ๓. ตีความหมายผิด เข้าใจผิด

          ๔. พวกที่เขาไม่ศรัทธาในพระองค์ หรือพวกปทปรมะ หรือคนนอกศาสนา พวกนี้พระองค์ไม่สอนเขาอยู่แล้วเป็นธรรมดา โทษของการปรามาสพระรัตนตรัยมีสถานเดียว คือ ต้องลงนรกขุมที่ ๘

          ในพระไตรปิฎก มีบุคคลบางคนที่สงสัยเรื่องนรก-สวรรค์มีจริงหรือ ไปถามพระองค์ พระองค์ก็ทรงเมตตาแนะนำบุคคลเหล่านั้น มีใจความโดยย่อว่า...

          ก) ถ้าไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ หากตายไปก็เสมอตัว

          ข) ถ้าหากนรกมี สวรรค์มีจริง เมื่อตายไปก็พบกับความทุกข์หรือความสุขอย่างสุดประมาณ เพราะ...

          นรกขุมแรก (สัญชีพนรก) ๑ วันที่นั่นนานเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ถึง ๙ ล้านปี นรกขุมที่ ๒ เวลาก็นานขึ้นอีกเท่าตัว คือ ๑ วันที่นั่นนานเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ถึง ๑๘ ล้านปี ตามลำดับ จนถึงขุมที่ ๘ เธอควรจะยอมเสี่ยงดีหรือไม่ก็ตามใจเธอ พระองค์ไม่เคยบังคับใครให้เชื่อ เพราะศาสนาของพระองค์ ทุกคนต่างเข้ามาด้วยศรัทธาก่อนทั้งสิ้น (ศรัทธา คือ ความเชื่อโดยการยอมปฏิบัติตามคำสั่งคือศีลและคำสอนของพระองค์ด้วย) นอกจากนั้นยังเมตตาสอนวิธีหนีนรกแบบง่าย ๆ ให้กับบุคคลเหล่านั้น โดยเน้นเรื่องการรักษาศีลเป็นหลักสำคัญ (กรุณาอ่านเรื่อง ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลกประกอบด้วย แล้วจะเข้าใจได้อย่างดี)

          บุคคลและนักบวชที่ไม่เชื่อว่า นรกมี สวรรค์มี จึงประมาท ไม่สนใจที่จะละกรรมชั่ว ไม่สนใจที่จะทำกรรมดี จิตใจเลยเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส โดยเฉพาะเรื่องการรักษาศีลหรือพระวินัยอย่างจริงจังในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ตายแล้วจึงพากันลงนรกมากมายสุดประมาณ ตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ มีความว่า " สัตว์โลกตายแล้วไปสู่สวรรค์ได้ มีปริมาณเพียงเท่าเขาโค แต่ไปสู่อบายภูมิ ๔ มีปริมาณเท่ากับขนโค "นี่คือคำนำเรื่องที่เกี่ยวกับนรกขุมที่ ๘ (อเวจีมหานรก)

          ทีนี้มาถึงเรื่อง โลกันตมหานรก หรือนรกขุมที่ ๙ ซึ่งเป็นนรกขุมพิเศษ ซึ่งนักปฏิบัติธรรมด้วยความประมาท มีโอกาสลงได้ง่าย ๆ เหมือนกัน หากไม่เชื่อและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและคำสอนของพระพุทธองค์ นรกขุม ๑ ถึง ๘ ล้วนถูกทรมานด้วยความร้อนทั้งสิ้น ด้วยวิธีการต่าง ๆ (รายละเอียดให้ศึกษาได้ในไตรภูมิ) ส่วนขุมพิเศษที่ ๙ นี้ กลับถูกทรมานด้วยความเย็นจัด บวกกับหาแสงสว่างไม่ได้เลย ทั้งมืดทั้งเย็นจัด ชนิดความเย็นของขั้วโลกเหนือและใต้เทียบไม่ได้ (ที่ขั้วโลกยังมีแสงสว่าง และยังมีฤดูร้อนให้พืชงอกงามได้)

          สาเหตุที่ต้องลงมีดังนี้

          ๑. ปากเชื่อว่ามีนรก แต่ใจบางอารมณ์คิดว่ามี บางอารมณ์สงสัยว่าอาจจะไม่มี คือ ยังสงสัยหรือเชื่อไม่จริง เช่น มาฝึกมโนมยิทธิโดยใช้ฤทธิ์ทางใจ ขอบารมีของพระองค์ ขอเมตตาให้ได้เห็นนรก และได้ไปเที่ยวชมนรกทั้ง ๘ ขุม และไปขุมพิเศษขุมที่ ๙ ด้วย เมื่อกลับมาแล้วยังสงสัยอยู่ ซึ่งเท่ากับปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรงทางใจ หรือมโนกรรม หรือหลงตัวเองว่าตนเองสามารถหนีนรกได้ เพราะไปเที่ยวสวรรค์ เที่ยวพระนิพพานได้ แต่ลืมไปว่าไปได้เพราะบารมีจากพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์ท่านก่อนทั้งสิ้น ภาพที่เห็นนั้นเห็นจริง แต่เป็นพุทธนิมิตหรือธรรมนิมิตเท่านั้น ขณะที่เห็นนั้นเป็นของจริง แต่เมื่อลงมาแล้วไม่จริง เพราะลงมาแล้วอารมณ์โลภะ-ราคะ, โทสะ, โมหะ ก็ยังมีอยู่เป็นปกติ ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า "ธรรมของตถาคตจริงในปัจจุบันเท่านั้น" แดนพระนิพพานหรือแดนที่ไม่มีอายุ จึงไม่มีหมดอายุ แดนที่ไม่มีเวลาจึงไม่หมดเวลา เป็นแดนบริสุทธิ์จากสมมุติทั้งปวง คือ หมดทั้งกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ผู้ประมาทในธรรมจิตเป็นมิจฉาทิฎฐิ คิดว่าตนเองพ้นนรกแล้วอย่างถาวร จึงทำความผิด ทำความชั่ว ทั้ง ๆ ที่รู้ ขอยกตัวอย่าง ๒ ราย

          รายที่ ๑ เป็นแม่ชี

          รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองมิใช่พระ แต่ก็รับสังฆทาน แล้วเอาทั้งวัตถุและเงินของที่เขามาถวายเป็นสังฆทานไปใช้จ่ายตามที่ตนเองเห็นว่าสมควร ทำไปทั้ง ๆ ที่รู้ เพราะความหลงคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้าพ้นนรกแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้ มโนมยิทธิของตนแจ่มใสจะไปพระนิพพานเมื่อใดก็ได้ ผลพอตายหรือขันธ์ ๕ พัง จิตก็ตรงไปโลกันตมหานรกทันที โดยไม่ผ่านสำนักพระยายม ใครอยากทราบก็ไปถามลุงพุฒท่านดู (เจ้าพระยายมราช) หรือถามพระพุทธเจ้าโดยตรง

          รายที่ ๒ เป็นนักวิชาการ

          มีความรู้ทางปริยัติดี เคยบวชเรียนในวัดมีชื่อเสียง ซึ่งมีการสอนปริยัติธรรม และเชื่อเรื่องมีนรก มีสวรรค์ มีพระนิพพาน ตายแล้วไม่สูญ รายนี้จึงรู้ แต่ก็รู้แบบปริยัติ คือ รู้ไม่จริง ความสงสัยยังมีอยู่ในใจเป็นธรรมดา

          ตอนที่ยังเป็นฆราวาส เห็นแก่สินจ้างรางวัล จึงออกโจมตีหลวงพ่อฤๅษีตามที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด ขอเล่าย่อ ๆ ว่า ทุกครั้งที่เขาไปโจมตีด้วยข้อความที่เป็นเท็จ แม้แต่ในชนบทตามหมู่บ้านในป่า-ในเขา ก็จะมีประชาชนที่นั่นคัดค้านโต้เถียงด้วยเหตุผลอันชอบแทนหลวงพ่อท่าน จนนักวิชาการผู้นี้หน้าแตกกลับมาทุกครั้ง เมื่อไม่สำเร็จก็เงียบไปสักพักหนึ่ง คราวนี้ไปบวชเป็นนักบวช จากวัดที่มีชื่อเสียงนั่นแหละ แล้วออกโจมตีหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุงอีก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา ที่รัฐ L.A) ก็ไม่มีผลอีกตามเคย ทั้ง ๆที่เอาผ้าเหลืองบังหน้า คิดว่าจะไม่มีฆราวาสกล้าขัดแย้ง แต่ก็มีฆราวาสขึ้นพูดขัดแย้งด้วยเหตุผลอันชอบ จนหน้าแตกกลับมาทุกครั้ง เมื่อไม่มีผลก็สึกจากนักบวชออกมาเป็นฆราวาส วันหนึ่งขับรถยนต์ส่วนตัวไปต่างจังหวัด กรรมที่ตนเองเป็นผู้ทำไว้หนักมาก เพราะทำชั่วทั้ง ๆ ที่รู้ในขณะที่ครองผ้าเหลืองเป็นนักบวช โทษจึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าทวีคูณ รถพลิกคว่ำหลายตลบ ตนเองคอหักชนิดจับคอหมุนได้ หมายความว่า ร่างกายหรือขันธ์ ๕ แตกดับหรือตายทันทีในขณะอุบัติเหตุ คนไปบวชเป็นพระแล้วไม่สนใจเรื่องศีล ไม่รักษาพระวินัยให้ครบ ๒๒๗ ข้อ เพราะขาดหิริโอตตัปปะ คือ ไม่ละอายในความชั่ว ไม่เกรงกลัวผลของความชั่วแล้ว ก็เป็นแบบท่านเทวทัตทุกราย ให้สังเกตศีลของพระเกือบทุกข้อ หรือทุกข้อมีต้นเหตุจากขาดหิริโอตตัปปะทั้งสิ้น (ปาจิตตีย์ แปลว่า จิตเป็นบาป) รายนี้ก็เช่นกัน ไปบวชเป็นพระ แต่ไม่สนใจศีลหรือพระวินัย บวชเท่าไหร่ก็ไม่เป็นพระ โทษก็ลงอเวจีมหานรกอยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่ที่เลยไปอีก ๑ ขุม เป็นโลกันตมหานรกนั้น เพราะเขาทำชั่วทั้ง ๆ ที่รู้ (จุดนี้ พระพุทธองค์เป็นผู้ตรัสเมื่อมีผู้ถามพระองค์ท่าน)

          สรุปว่า ทั้ง ๒ รายนี้มีเหตุมาจากการทำความชั่วทั้ง ๆ ที่รู้ทั้งคู่

          ๒. มีจิตยินดีด้วย เมื่อเห็นหรือรู้ว่าบุคคลลงนรกขุมที่ ๙ (โลกันตมหานรก) หรือมีอารมณ์สะใจเมื่อทราบข่าว หรือจิตไปเห็น อาทิสมานกายของเขาลงนรกขุมที่ ๙ จิตเกิดอุปาทาน ไปยึดมั่นถือมั่นกรรมชั่วของผู้อื่นมาเก็บไว้ที่ใจของตน จึงเท่ากับยินดีด้วย หรือสะใจหรือพอใจในกรรมชั่วนั้น ๆ ชนิดไม่ยอมลืม เพราะพบใครก็จะเล่าให้เขาฟังกลัวจะลืม ยิ่งเล่ามากเท่าใด จิตยิ่งยึดมั่นมากเพียงนั้น จนที่สุดกลายเป็นฌาน หรือจิตชินต่อกรรมชั่วนั้น ๆ เกิดขันธ์ ๕ พัง หรือตายตอนนั้น จิตซึ่งมีสภาวะรู้และเร็ว เมื่อเราป้อนข้อมูลใดไว้ให้ จิตเขารู้จนชินแล้ว เมื่อกายแตกตายหรือพัง จิตก็จะเร็วไปตามนั้น เพราะจิตไม่มีเวลา เป็นอกาลิโก โดยไม่ผ่านสำนักพระยายม นี่เป็นจุดสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องการจะเน้นให้ผู้อ่านจดจำให้ดี ๆ จะได้ไม่ประมาทในธรรมข้อนี้ พลาดเมื่อไหร่สามารถจะลงขุมที่ ๙ ได้แบบสบาย ๆ เพราะชอบนิทาปสังสา หรือนินทาสโมสร ชอบตำหนิกรรมชั่วของผู้อื่น ซึ่งก็เท่ากับยินดีด้วยเมื่อเห็นทราบว่าผู้อื่นกระทำชั่ว หรือทำผิดศีล-ผิดพระวินัย เท่ากับขาดกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ด้วย (คือ ไม่พูดโกหก, ไม่พูดคำหยาบ, ไม่พูดส่อเสียดนินทาผู้อื่น และไม่พูดเรื่องที่ไร้ประโยชน์หาสาระอะไรมิได้) ในกรณีนี้ผิด ๒ ข้อหลัง หากท่านผู้อ่านต้องการทราบรายละเอียดให้มากกว่านี้ กรุณาไปอ่านเรื่อง "รำลึกถึงหลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอริยเจ้าผู้ไม่เกิดไม่ตายตลอดกาล" ในหน้าแรกแล้วท่านจะเข้าใจได้ดีขึ้น

          ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างบุคคลท่านหนึ่ง เป็นหญิงไปเห็นกรรมชั่วของนักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ลงนรกขุมที่ ๙ (ส่วนรายแรกลงนรกขุมที่ ๙ เป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษี และได้มโนมยิทธิแจ่มใส แต่ไม่สนใจเรื่องศีล จึงเท่ากับดูถูกแม่ของ ตนเอง ดูถูกพระธรรม หรือดูถูกพระพุทธเจ้านั่นเอง) รายนี้ท่านก็ผู้หญิง ได้มโนมยิทธิ แจ่มใสมาก ชนิดเห็นภาพสว่างเหมือนพระอาทิตย์ตอนเที่ยงทุกครั้ง แม้จะเป็นกลางคืนเดือนมืดก็ตาม เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเธอสงสัยจังว่าทำไมคนอื่นจึงเห็นได้ไม่ชัด ส่วนตัวเธอสว่างเหมือนตอนเที่ยงทุกครั้งไป รายนี้พอทราบข่าวว่ารายที่ ๒ ซึ่งเป็นชาย เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำคอหักตาย เธอก็ใช้มโนมยิทธิตามดูกรรมของเขา ก็พบว่าเขาลงไปอยู่ขุมที่ ๙ เธอก็ติดตามไปขุมที่ ๙ ยืนอยู่ปากขุมนรกนั้น แล้วตะโกนว่า “สะใจจริงโว๊ย ๆ” สาเหตุเพราะบุคคลผู้นี้ชอบนินทาว่าร้ายอาจารย์ของเธอ (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง) เธอพบใครก็จะเล่าเรื่องที่เธอไปพบ ให้เขาฟังทุกคน เพราะกลัวจะลืม แต่เธอโชคดีที่ไปเล่าให้หลวงพ่อท่านฟัง หลวงพ่อท่านก็เมตตาตักเตือนเธอว่า “ระวังให้ดี เวลาตายจะไปอยู่กับเขาด้วย” เตือนเพียงเท่านี้ เธอเป็นผู้มีปัญญาจึงคิดออกว่าอารมณ์สะใจ คือ อารมณ์ยินดีด้วยกับกรรมชั่วของผู้อื่น หากเล่าให้ผู้อื่นฟังซ้ำ ๆ เท่ากับเป็นการบังคับให้จิตเก็บความชั่วของผู้อื่นมาไว้ที่จิตของเรา ทำบ่อย ๆ จิตก็จะชินกับความชั่วนั้น ๆ ที่สุดจิตเลยชินกับกรรมชั่วนั้น ๆ จิตเลยเป็นฌานสมาบัติในความชั่วนั้น ๆ เวลากายพังหรือตาย จิตที่รู้อะไรเป็นฌานสมาบัติ จิตก็จะเร็วไปตามนั้น เพราะจิตไม่มีเวลา เป็นอกาลิโก จึงมีผลไปอยู่กับเขาผู้นั้นเป็นอัตโนมัติ

          ข้าพเจ้าเองเพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ยังรู้สึกเสียว ๆ อยู่ กลัวจะได้ไปปีนหน้าผาร่วมกับเขาโดยไม่มีแสงสว่าง คือ มืดสนิทแล้วหนาวสุด ๆ ด้วย นี่แหละคือจุดอันตรายที่สุดในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา อ่านแล้วกรุณาคิดตามด้วยเหตุผล จะได้เกิดปัญญา การรู้ด้วยจิตของตนเองจึงจะเป็นของจริง เพราะผู้อื่นมาบอกให้รู้ว่า ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้ด้วยจิตตนเองครั้งเดียวไม่ได้ เมื่ออ่านและเข้าใจดีแล้วจงพยายามระวังสังวรกาย-วาจา-ใจของตนให้ดี ๆ เลิกนิสัยนินทาผู้อื่น, เลิกนิสัยชอบพูดแต่กรรมชั่วของผู้อื่น (เลิกพูดถึงบุคคลที่ ๓) โดยเจตนาเพื่อจะส่อเสียดเขา เอาความชั่วของผู้อื่นมาประจานโดยเจตนาชั่ว แต่กลับไม่เห็นความชั่วของตนเอง เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตตนเอง เบียดเบียนจิตตนเอง เพราะจิตหยาบเกินไป จึงไม่เข้าใจเรื่องเมตตา ความรักในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงสอนให้รักตัวเราก่อนเป็นประการแรก (ตัวเราจริง ๆ คือจิต หรือ อาทิสมานกาย ซึ่งมาอาศัยขันธ์ ๕ หรือร่างกายอยู่ชั่วคราว ดังนั้น ร่างกายก็คือผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา) หากมีปัญญาทางพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์ ซึ่งต่างกับปัญญาทางโลกอันเกิดจากสมาธิ ซึ่งไม่มีศีลเป็นเครื่องรองรับ หากท่านเข้าใจธรรมจุดนี้ ก็จะทราบได้ว่าอารมณ์สะใจ คือ อารมณ์พอใจหรือยินดีด้วย กับความชั่วของผู้อื่นนั่นเอง หลวงพ่อฤๅษีท่านชอบพูดว่า เป็นอารมณ์เก็บขี้ หมายถึงชอบเก็บแต่ของเหม็น ๆ ของไม่ดีหรือกรรมชั่ว (กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม) ของผู้อื่นมาไว้กับจิตของตน ของดี ๆ ของหอม ๆ ไม่เอา หากจะให้อธิบายก็คงจะเขียนได้ยาวมาก

          ขอสรุปสั้นๆ ว่า การนินทาผู้อื่นนั้น ไฟลุกที่ใคร (ไฟหมายถึงไฟภายใน การนินทาย่อมนินทาเขาด้วยอารมณ์ไม่พอใจ หรือปฏิฆะด้วยกันทั้งสิ้น นินทาด้วยความเมตตาไม่มีแน่)

          ตอบ    ลุกที่ใจเรา

                     ใครเป็นผู้จุดไฟ

          ตอบ    เราเองเป็นผู้จุด

                         แล้วไฟนั้นเผาใคร

          ตอบ    เผาใจตัวเอง

                     แล้วเราโง่หรือฉลาดที่จุดไฟเผาตัวเอง

          ตอบ    โง่สุด ๆเลย

          ให้ถาม (ปุจฉา) แล้วตอบ (วิสัชนา) ไม่ต้องไปถามใครให้ถามใจตนเองแล้วตอบเอง จะเกิดปัญญาทางพุทธศาสนา (กรุณาไปอ่านเรื่องศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก หน้าแรก ข้อที่ ๒)

    : วิธีป้องกันไม่ให้ตกนรกขุมที่๙ (โลกันตมหานรก)

          ขอสรุปสั้น ๆ ว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ให้ตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกให้ได้เด็ดขาด ก็จะปิดนรกหรืออบายภูมิทั้ง ๔ ได้ตลอดกาล หรืออย่างถาวร มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี ทางอื่น ๆ นั้น เป็นการหนีนรกได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อุบายต่าง ๆ มีมาก ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีท่านแนะนำพวกที่บารมีหรือกำลังใจยังต่ำอยู่ไว้มากมายหลายวิธี หากข้าพเจ้ามีโอกาสหรือขันธ์ ๕ ยังไม่พังเสียก่อน ก็จะพยายามรวบรวมให้ แล้วพิมพ์แจกเป็นธรรมทานต่อไป

          ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงโชคดี อย่าไปยินดีกับกรรมชั่วของผู้อื่น พยายามทำจิตของตนเองให้ดีเสียอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะดีหมด


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่