พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

             ๑. พระธรรมคำสั่งสอนที่ตถาคต ตรัสสอนพวกเจ้ามาเป็นเวลา ๑๗ ปี และให้พวกเจ้าบันทึกเอาไว้ ก็ต้องมีอันต้องสิ้นสุดลง เพราะที่สอน ๆ มาก็ยังทำกันไม่ได้ หรือได้แล้วก็ยังไม่ทรงตัว คือยังเผลออยู่เสมอ แต่เผลอน้อยลง หรือเผลอแล้วรีบแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็วขึ้น ยังจักต้องปฏิบัติซ้ำ ๆ ด้วยความเพียรอีกนาน จนกว่าจิตจักชิน กลายเป็นฌาน จึงจักเป็นของแท้ในพระพุทธศาสนา

                   (ปัญญาทางพุทธมี ๓ ระดับ จาก สุตมยปัญญา ได้ยิน-ได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้รับการสนทนาธรรมกันแล้ว ยังจำได้ดี ขั้นที่ ๒ นำธรรมที่จำได้นั้นมาใคร่ครวญให้เกิดปัญญาด้วยตนเอง จนตีความหมายของธรรมนั้นได้ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริง เรียกว่าจิตตมยปัญญา ขั้นที่ ๓ เพียรปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ต่อไปให้เกิดความชำนาญ จนจิตเป็นฌานในธรรมนั้น ๆ ซึ่งจะต้องใช้ความเพียรอย่างมาก จึงจะทำได้ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ธรรมขั้นนี้ปฏิบัติจริง ๆ ยากมาก ๆ)

          ๒. พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ใน ๔๕ พรรษา (ปี) มีทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือวิธี หรืออุบาย ทุก ๆ วิธีล้วนนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น

          ๓. พระพุทธองค์สามารถรู้จริต-นิสัย และกรรมของคนและสัตว์ที่ทำกันมาในอดีต ไม่เสมอกันได้หมด โดยไม่มีคำว่าผิด-พลาด-เผลอเลย แต่ผู้เดียวในโลก

          ๔. คำสอนของพระองค์ล้วนเป็นอริยสัจ (ความจริง) ทั้งสิ้น จึงไม่มีเก่า-ไม่มีใหม่ และทรงตัวเป็นสัจธรรมตลอดกาล

          ๕ . คำสอนใดที่ค้านได้ คำสอนนั้นมิใช่คำสอนของพระองค์

          ๖. การจบกิจในพระพุทธศาสนา จึงมีได้มากมายหลายวิธี มีพระองค์แต่ผู้เดียวในโลก ที่รู้ปัญหา (ทุกข์) รู้ต้นเหตุแห่งปัญหา (สมุทัย) รู้วิธีแก้ปัญหานั้น ๆ ให้หมด ได้โดยไม่ผิดพลาด หรือทำให้ทุกข์ดับไป หรือนิโรธ) รู้วิธีปฏิบัติในการดับปัญหานั้น ๆ ได้ถูก-ตรงตามจริต-นิสัย และกรรม ที่ทำกันมาไม่เสมอกัน ในแต่ละบุคคลได้แต่ผู้เดียวในโลก

          ๗. ปัญญาสูงสุดในพระพุทธศาสนาก็คืออริยสัจ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ทุกองค์ ต่างก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี ดังนั้นพวกเราที่หวังจะจบกิจในพุทธศาสนา ก็ต้องไม่ทิ้งอริยสัจ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ต้องหาต้นเหตุแห่งกรรมนั้นให้พบ แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุ) อริยสัจจึงใช้แก้ปัญหาทุกชนิดได้ทั้งทางโลก และทางธรรม

          ๘. มีบุคคลจำนวนมากที่พยายามศึกษา เรื่องของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะพยายามเพียงใดก็ยังไม่ละเอียดพอ เพราะเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมเห็นว่า ประโยชน์นั้นมีอยู่ แต่น้อยมาก พระองค์เองยังทรงตรัสว่า ขันธ์ ๕ หรือร่างกายของตถาคต มิใช่พระพุทธเจ้า ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตผู้ทรงธรรมต่างหาก จิตเป็นเรา เป็นของเรา จิตเป็นอมตะไม่แก่-ไม่ป่วย-ไม่ตาย ผู้ที่แก่-ที่ป่วย-ที่ตายคือขันธ์ ๕ หรือร่างกายที่จิตมาอาศัยอยู่ชั่วคราวต่างหาก ความสำคัญของพระพุทธศาสนาอยู่ที่จุดนี้ เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลก ที่สอนและพิสูจน์ได้ว่า ร่างกายนี้หาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ เราคือจิตเป็นอมตะ ไม่เคยตาย เมื่อร่างกายพังหรือตาย จึงมีการเผาศพ-เผาร่างกาย ส่วนศาสนาอื่น ๆ ยังคิดว่า ร่างกายนี้เป็นเขา-เป็นของเขา จึงไม่มีการเผาศพ ยังเก็บศพเอาไว้ด้วยวิธีต่าง ๆ ส่วนใหญ่ฝังเอาไว้ ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๙. ในมหาปรินิพพานสูตร อันเป็นพระสูตรสุดท้ายที่พระองค์จะละขันธ์ ๕ เพื่อเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงเน้นให้ทุกคนสนใจในพระธรรมให้มาก ๆ ทรงตรัสว่า แม้ตถาคตเองเมื่อยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ตถาคตก็เคารพในพระธรรมทรงถือเอาพระธรรมเป็นใหญ่สูงสุด เหตุผลก็เพราะว่า หากติดในร่างกายของพระองค์ ก็ไปได้แค่สวรรค์ แต่ถ้าติดในพระธรรม สามารถไปได้ถึงพระนิพพาน

          ๑๐. ทางสายเอกในการบรรลุธรรมของพระองค์คือ มหาสติปัฎฐาน ๔ การบรรลุธรรมจะโดยวิธีใดก็ตาม ในที่สุดแล้วก็จะมารวมลงที่จุดนี้ มีความสำคัญโดยย่อว่า กาย-เวทนา-จิต (อารมณ์ของจิต) และธรรม ซึ่งไม่เที่ยงเกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา ตัวเราจริง ๆ คือ จิตที่ไปรู้เรื่องของธรรมทั้ง ๔ นี้ว่า มันไม่เที่ยง เกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา ธรรมจุดนี้ทุกคนสามารถรู้ได้ แต่ที่จะให้รู้อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงนั้น หายากเต็มทน เพราะสติ-สัมปชัญญะไม่ต่อเนื่อง ยากที่จุดนี้แหละ พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านมีสติ-สติปชัญญะสมบูรณ์ ต่ำกว่านั้นยังทำไม่ได้ ยังอดเผลอไม่ได้

          ๑๑. การพ้นทุกข์ ท่านให้ใช้อัตนา โจทยัตตานัง เป็นหลักสำคัญ หมายความว่า ให้สนใจแต่กายและจิต (อารมณ์จิต) ของตนเอง อย่าไปยุ่งกับกายและจิตของผู้อื่น มีรายละเอียดอยู่มากเรื่องอุปกิเลส ผมย่อไว้เพื่อจำง่าย ๆ ว่า อย่าเสือก (อย่าไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่น) อย่าซ่า (อย่าไปเที่ยวสอนบุคคลอื่นเขา ในเมื่อตัวเราเองก็ยังปฏิบัติไม่ได้) อย่าหลง (หลงคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้าขั้นนั้น ขั้นนี้) อย่าเป็นตำรวจ (คอยจับผิดผู้อื่นเขา พระองค์ทรงให้คอยจับผิดตนเอง และแก้ไขตนเองตลอดเวลา เพราะการจับผิดผู้อื่นเป็นกิเลส แต่จับผิดตนเอง-แก้ไขตนเองเป็นพระธรรม) อย่าเป็นผู้แทน (ผู้แทนทั้งหลายท่านหลงตนเอง จึงอาสาแบกทุกข์ของผู้อื่น ทุกข์ของชาวบ้านมาไว้ที่ใจท่าน ทั้ง ๆ ที่ตัวท่านเองก็มีทุกข์อยู่แล้วมากมาย และยังวางทุกข์นั้นไม่ได้)

          ๑๒. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจประวัติของพระพุทธเจ้ามากกว่าสนใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จึงมีบุคคลจำนวนมากที่หลงเสียเวลาเสียเงิน ไปศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย ไปติดที่ประสูติ-ที่ตรัสรู้-ที่ปรินิพพานของพระองค์ การติดธรรมจุดนี้ เป็นของดีแต่ดีน้อย เพราะหากร่างกายเกิดตายตอนนั้น ก็เป็นได้แค่เทวดา เป็นนางฟ้า เฝ้าสถานที่เหล่านั้นเท่านั้นเอง ยังห่างไกลพระนิพพานอยู่มาก พวกมีปัญญา ท่านติดพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ และพยายามปฏิบัติตามที่พระองค์ตรัสสอนไว้ ด้วยความไม่ประมาทในความตาย เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง คน-สัตว์เกิดมาเท่าไหร่ ตายหมดเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ผู้มีปัญญาท่านไม่ประมาทในความตาย ท่านรีบปิดนรกไว้ก่อน โดยรีบตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกให้ได้ก่อนเร็วที่สุด ข้อแรกท่านไม่ประมาทในความตาย รู้ตัวเองว่าร่างกายนี้อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ข้อ ๒ จิตท่านมั่นคงอยู่กับพระรัตนตรัย จะอยู่ในอิริยาบถใด จิตท่านไม่ทิ้งพระรัตนตรัย เพราะกันนรกได้อย่างดี ข้อ ๓ ศีล ๕ ของท่านเต็มอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถกันนรกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๑๓. หากเริ่มต้นถูก เป็นสัมมาทิฎฐิ ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นสัมมาทั้งหมด หากเริ่มต้นผิดเป็นมิจฉาทิฎฐิ ผลที่ได้รับก็เป็นมิจฉาทั้งสิ้น ผมขอแนะนำว่าการปฏิบัติใดที่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนาแล้วจงอย่าทำ ขอเขียนไว้ย่อ ๆ แค่นี้

          ๑๔. อจินไตย ๔ สิ่งที่ไม่ควรตามรู้ ๔ อย่าง เพราะธรรมของตถาคตเป็นปัจจัตตัง ปฏิบัติถึงแล้วจึงจักรู้ได้ด้วยจิตตนเองเฉพาะตน

          ก) พุทธวิสัย เรื่องของพระพุทธเจ้า จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อน จึงจักรู้ได้

          ข) ฌานวิสัย จักต้องปฏิบัติให้จิตถึงฌานเสียก่อน จึงจักรู้ หากยังทำไม่ได้-ปฏิบัติยังไม่ถึง จะอธิบายอย่างไรก็รู้ไม่ได้ เสียเวลาเปล่า

          ค) ญาณวิสัย ญาณซึ่งเป็นตัวปัญญาในพุทธศาสนา คือญาณรู้ที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์หรือสัมมาสมาธิ อธิบายได้เหมือนข้อ ข.)

          ง) โลกะจินไตย เรื่องของโลก โลกเกิดมาจากอะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะไปสิ้นสุดลงที่ไหน เมื่อใด เป็นสิ่งไม่สมควรตามรู้

          ทรงสรุปว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรตามรู้ เพราะจักเป็นบ้าเสียก่อน

          ๑๕. จรณะ ๑๕ ประกอบด้วย ศีลสังวร (มีศีลบริสุทธิ์) อินทรีย์สังวร (สำรวมทวารทั้ง ๖, ประตูทั้ง ๖, อายตนะทั้ง ๖, คือตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายและใจ) โภชเนมัตตัญญุตา รู้ประมาณในการบริโภค ไม่มากเกินไป-ไม่น้อยเกินไป และ ชาคริยานุโยค การปฏิบัติจะต้องไม่ตึงเกินไป หรือขยันเกินไป ไม่หย่อนหรือขี้เกียจเกินไป ให้เดินสายกลาง จึงจะบรรลุมรรคผล

                   พระองค์ทรงตรัสว่า หากผู้ใดปฏิบัติได้ ๔ ข้อแรก ก็ยืนอยู่หน้าประตูพระนิพพานแล้ว เพราะเป็นจริยาของพระอริยเจ้าท่าน ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๓ หมวด

                   หมวดแรกมี ๔ ข้อ ตามที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น

                   หมวดที่ ๒ มี ๗ ข้อ ดังนี้

              ๑๕.๑ ศรัทธา ทุกคนที่เข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ต่างก็เข้ามาด้วยศรัทธาก่อนทั้งสิ้น พระองค์

                   ไม่เคยขอร้อง หรืออ้อนวอนผู้ใด ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ทรงเป็นเพียงผู้ชี้แนะทางพ้นทุกข์ให้เท่านั้น ใครจะทำหรือไม่ทำ ก็สุดแต่กรรมของผู้นั้น

              ๑๕.๒ หิริ จิตมีความเกรงกลัวบาป (บาป แปลว่าความชั่ว) ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

              ๑๕.๓ โอตตัปปะ จิตมีความเกรงกลัวผลของบาป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

              ๑๕.๔ พาหุสัจจะ ได้ยิน-ได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้สนทนาธรรม แล้วยังจำธรรมนั้น ๆ ได้ดี

              ๑๕.๕ วิริยะ รีบนำธรรมนั้น ๆ ไปปฏิบัติให้เกิดผล

              ๑๕.๖ สติ การปฏิบัติธรรม จะต้องเริ่มต้นด้วยสติ คือเริ่มจากอานาปานัสสตินั่นเอง

              ๑๕.๗ ปัญญา ปัญญาทางพุทธคือ ปัญญาที่เกิดจากสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์ หมวดที่ ๓ มี ๔ ข้อ คือ ฌานที่ ๑-๔ นั่นเอง รวม ๓ หมวดก็เป็น ๑๕ ข้อ ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๑๖. การปฏิบัติในการตัดขันธ์ ๕ จักต้องไม่ฝืนความจริงของขันธ์ ๕ เพราะแม้ไม่ยึดตัวใดตัวหนึ่งในขันธ์ ๕ นี้ ก็สามารถจบกิจในพุทธศาสนาได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนอุบาย หรือปกิณกะธรรมไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี หรืออุบาย ทุกวิธีหากนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ก็จบกิจในพุทธศาสนาได้ทั้งสิ้น และทุกวิธี (อุบาย) ก็เกี่ยวเนื่องกับกายกับจิต ซึ่งทุกคนต่างก็มีกายกับจิต หรือมีตู้พระไตรปิฎกอยู่กับตนแล้ว อยู่ที่จะใช้ปัญญา หรือกุญแจไขตู้พระไตรปิฎก เพื่อศึกษาหาความจริงที่กายเรา ซึ่งจิตเราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวให้พบ พบแล้วให้ยอมรับความจริงนั้น ๆ โดยไม่มีข้อสงสัย (วิจิกิจฉา) ก็จะจบกิจในพุทธศาสนาได้

          ๑๗. หลักสำคัญ คือจะต้องมีสติรู้อยู่เสมอว่า เราคือจิตเป็นอมตะ-ไม่แก่-ไม่ป่วย-ไม่ตาย ผู้ที่ป่วย-ที่แก่-ที่ตายคือร่างกายที่จิตเราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

          ๑๘. ทางที่จะไปสู่พระนิพพาน จะต้องรู้ ไม่รู้ก็ไปไม่ถึง คือ อัพยากฤตธรรม

          ๑๙. บทสรุป รายละเอียดในการตัดขันธ์ ๕ ตามข้อที่ ๑๖ ทรงตรัสไว้มีความสำคัญโดยย่อ ดังนี้

               ๑๙.๑ ปัญญาที่แท้จริง จะเกิดขึ้นโดยการถาม และตอบในใจตนเอง อย่าไปยุ่งกับกายและใจผู้อื่น คือปุจฉา (ถาม และวิสัชนา (ตอบ) โดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญ

               ๑๙.๒ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ทุกองค์ ต่างบรรลุเป็นพระอรหันได้ด้วยอริยสัจ มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี

               ๑๙.๓ อะไรคืออริยสัจ ตอบ ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค ทรงตรัสว่า ตอบแบบกำปั้นทุบดิน เป็นเพียงคำตอบที่ได้จากคำสั่งสอน ยังมิได้จำแนกอริยสัจตามความเป็นจริง ทรงตรัสรายละเอียดย้อนไปถึงก่อนที่จะทรงออกบวช ซึ่งจะเว้นไว้ไม่เขียนในที่นี้

               ๑๙.๔ อริยสัจ แปลว่าความจริงที่พระองค์ทรงพบด้วยพระองค์เองว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕

               ๑๙.๕ ตัวเราจริง ๆ คือจิต ซึ่งเป็นอมตะไม่เคยตาย-ไม่เคยแก่-ไม่เคยป่วย ผู้ที่ป่วย-ที่แก่-ที่ตายคือขันธ์ ๕

               ๑๙.๖ การมีร่างกายก็เหมือนไม่มี เพราะความตายย่อมพลัดพรากชีวิต ของร่างกายทุก ร่างกายไปหมด อย่างไม่มีใครที่จะช่วยใครให้พ้นจากความตายของร่างกายไปได้ไม่

               ๑๙.๗ ถ้าพิจารณาให้ยอมรับตามความเป็นจริงแล้วก็จะไม่น่ากลัว เพราะความตายเป็นของธรรมดาของร่างกาย

               ๑๙.๘ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ก็มีสภาพเหมือนคนตาย ร่างกายมีก็เหมือนไม่มี หากทำใจให้ยอมรับเสียตามความเป็นจริง จิตจะมีความสุข เพราะเมื่อไม่มีในร่างกาย จิตก็ไม่มีอะไรที่จะมาอาลัยในร่างกาย อะไรในจิตก็ไม่มี

               ๑๙.๙ การปฏิบัติจะต้องเจริญกรรมฐาน ไปให้ถึงความหมดอาลัยในชีวิต แต่จิตต้องไม่หดหู่ (มีอารมณ์นิพพิทาญาณ) หมายความว่าจิตหมดกังวล-หมดกังขา-ไม่อาลัยอาวรณ์กับชีวิตอยู่ก็ได้ ตายก็ได้ มีความสุขอย่างอุกฤษฏ์ เพราะสิ้นอุปาทานขันธ์

               ๑๙.๑๐ เวทนามี ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา-ทุกขเวทนา และอมสุข-อมทุกขเวทนาสุขเวทนา เกิดจากกุศลกรรมบ้าง เกิดจากความหลงผิดคิดว่าสุขบ้าง มีหลายสุข อย่างบางขณะร่างกายดี หลงไปว่าสุขก็มีทุกขเวทนา เกิดจากอกุศลกรรมบ้าง เกิดจากความหลงผิดยึดร่างกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา พอร่างกายเจ็บ-ป่วย-แก่-ตาย จิตหลงเป็นทุกข์ไปก็มีอมสุข-อมทุกข์ คือไม่สุข-ไม่ทุกข์สรุปว่า ที่รู้สึกว่าสุข หรือทุกข์ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ อันที่แท้จริงเวทนาทั้ง ๓ ประการนี้ ประสบเกิดขึ้นมาได้เพราะธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นมากับจิต

               ๑๙.๑๑ จะทำอย่างไรให้จิตรู้ว่ามีเวทนาเหมือนไม่มีเวทนา จะตัดธรรมารมณ์เหล่านี้ได้อย่างไร ทรงให้ใช้หลัก ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า ธรรมทั้งหลายสำเร็จที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ไฟไหม้ที่ใจก็ต้องดับไฟที่ใจ ด้วยการพิจารณาธรรมารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรา เราไม่มีในธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเพียงแต่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป จิตรู้เท่าทันความเป็นจริง เราไม่ใช่ธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่มีในเรา จิตเมื่อรู้ความจริงแล้ว ยอมรับว่านี่เป็นอริยสัจ จิตก็ปล่อยวางธรรมารมณ์นั้นไป อย่างมีธรรมารมณ์ เหมือนไม่มีธรรมารมณ์ มีสุข-มีทุกข์-มีอมสุข-อมทุกข์ก็เหมือนไม่มี

          ๒๐. พระอรหันต์เป็นที่จิต มิใช่เป็นที่ร่างกาย เมื่อจิตท่านจบกิจเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่ยังไม่ตาย ก็ยังไม่พ้นกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย กรรมใดตามมาทัน ก็ยังเล่นงานร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่เป็นธรรมดา เพราะร่างกายคือรูป ยังมีชีวิตอยู่ จึงมีนาม คือการรับสัมผัสให้เกิดการเสวยอารมณ์ คือยังเกิดธรรมารมณ์ในการรับสัมผัสกับเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ เมื่อรูปยังอยู่ นามก็ยังแสดงสภาวธรรม หรือหน้าที่รับสัมผัสอยู่เป็นธรรมดา ส่วนเราคือจิต เป็นเพียงผู้รับรู้เท่านั้น

          ๒๑. การละซึ่งทุกขเวทนาของจิต จักต้องทำให้ได้ตลอดเวลา กล่าวคือทุก ๆ ขณะจิต และทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่มาเลือกเวลา พระอริยะเบื้องสูงมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ในเรื่องขันธ์ ๕ รู้อยู่เสมอว่าขันธ์ ๕ เหล่านี้บังคับไม่ได้ มันมีอันเป็นไปตามปกติธรรมของมันอยู่เสมอ

          ๒๒. เรื่องของศีล ศีลคืออะไร อะไรคือตัวศีล รักษาอย่างไรจึงจะให้เข้าถึงศีล อะไรคือจุดมุ่งหมายของการรักษาศีล มีรายละเอียดอยู่มาก จึงขอยกมาเป็นตัวอย่างบางข้อเท่านั้น เช่น

                    ศีลเป็นแม่ของพระธรรม

                    ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา

                    ศีลเป็นรากฐานของพระธรรมในพุทธศาสนา ทุกคนที่เข้ามาพุทธศาสนา ต่างเข้ามาด้วยศรัทธาก่อนเป็นประการแรก เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการมีศีลก่อนอื่น

                    ศีลเป็นด่านแรกของการป้องกันอบายภูมิ ๔ คือนรก-เปรต-อสูรกาย และสัตว์เดียรัจฉาน

                    ผู้ใดจิตทรงศีลเป็นปกติ จนเป็นสมาธิเอง ชื่อว่าเป็นสีลานุสสติ เป็นผู้ถึงไตรสรณคมณ์อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

               ก) สีเลนะ สุคติง ยันติ หมายความว่า ยามปัจจุบันอยู่ก็เป็นสุข ตายไปก็เป็นสุข เกิดใหม่ก็ เป็นสุข

               ข) สีเลนะโภค สัมปทา หมายความว่า ยามปัจจุบันจะไม่อดตาย ตายไปก็มีอริยทรัพย์มาก เกิดใหม่ก็มีทรัพย์

               ค) สีเลนะ นิพพุติง ยันติ หมายความว่า ศีลเป็นปัจจัยหรือเป็นฐานให้เข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

                  - คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของพระโสดาบันก็คือ ท่านมีศีลบริสุทธิ์ตลอดเวลา

                  - ผู้มีศีลบริสุทธิ์ตลอดเวลา จึงเท่ากับพกพระภายใน (พระโสดาบัน) ไว้กับจิต เป็นวัตถุมงคลภายใน ป้องกันนรกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

          ๒๓. คนที่รู้ศีล แต่ไม่ยอมรักษาศีล ก็ไม่ต่างกับคนที่ไม่ละเมิดศีล แต่ไม่รักษาศีล เพราะเจตนาเป็นตัวบุญ และบาป

          ๒๔. กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ยังเผลอกันมาก ขอยกตัวอย่าง เช่น

               ก) ใส่บาตร กับตักบาตร พุทธศาสนาสอนให้คนใช้ปัญญา จะเชื่อหรือไม่ ให้ใช้เหตุ-ผล ให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยทำ ตั้งแต่ผมเกิดมาจนอายุ ๘๖ ปีแล้ว เห็นคนทำบุญกับพระภิกษุมาตลอด ผมยังไม่เคยเห็นใครตักบาตรพระเลยแม้แต่ครั้งเดียวพอพระท่านเปิดฝาบาตร ผู้ที่มาทำบุญกับท่านทุกคน ต่างก็เอาของที่เขาเอามาทำบุญ ใส่ลงในบาตรของท่านทั้งสิ้น ไม่มีใครไปตัก ซึ่งเป็นคำกริยา แปลว่าเอาออก ไปเอาของในบาตรพระออกเลยสักคน ผมก็เขียนไว้ให้ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วพิจารณาด้วยปัญญาของท่านเองว่า ควรจะพูดอย่างไร จึงจะสมควร เพราะธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นของที่ประณีต ละเอียดอ่อน ยากที่บุคคลธรรมดา ๆ จะพึงเข้าใจได้ ภาษาเป็นของสมมติ แม้ถูกกับผิด ก็เป็นของสมมติ เป็นสมมติสัจจะตัวแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก พระองค์เมื่อทรงบรรลุมีดวงตาเห็นธรรม เป็นองค์แรกของโลก พบแล้วก็ไม่สามารถจะสอนผู้อื่นต่อให้รู้ตามได้ แต่ทรงเป็นพระสัพพัญญู รู้ทุกอย่างได้แต่ผู้เดียวในโลก จึงเริ่มต้นสมมติบัญญัติหกขึ้นมาก่อน (ธาตุบัญญัติ-ขันธ์-อายตนะ-อินทรีย์-บุคคล-สัจจะ) ผมขอเขียนไว้สั้น ๆ เท่านั้น ดังนั้นธรรมะที่เราศึกษากันอยู่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นสมมติธรรมทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ความว่า "พระธรรมนั้นเปรียบเหมือนแพ ช่วยพยุงเราไม่ให้จมน้ำตาย พาเราไปให้ถึงฝั่งได้ เมื่อถึงฝั่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแบกแพไปด้วย" รายละเอียดขอเว้นไว้

               ข) สวยงาม กับงดงาม ตามพจนานุกรมไทย ท่านกล่าวไว้ว่า

                  งด คือ หยุด-เว้น-ยั้ง-ละ

                  งาม คือ สวย-ดี-น่ารัก-สมบูรณ์

                  แล้วงดงาม ควรจะแปลว่าอย่างไร เอาไปคิดกันเอง

               ค) อยู่กัน ๒ ต่อ ๒ ทั้ง ๆ ที่อยู่กันจริง ๆ แค่ ๑ ต่อ ๑ หรือ ๒ คน ไม่ใช่ ๔ คน

               ง) ใช้คำหยาบกับผู้มีพระคุณ ทุกสิ่งในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือดิน-น้ำ-ลม-ไฟ มีส่วนประกอบ หรืออัตราส่วนต่างกัน แล้วสมมติเรียกชื่อต่างกัน คน-สัตว์ก็เช่นกัน ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ นี้ แล้วมีจุติวิญญาณเข้ามาอาศัยอยู่ พอร่างกายพังหรือตาย ร่างกายก็กลับไปสู่ธาตุ ๔ ใหม่ แต่จิตวิญญาณไม่เคยตาย เป็นอมตะ ทุกสิ่งมาตามกรรม และไปตามกรรม เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ ให้ผลไม่ผิดตัวด้วย กรรมนั้นเที่ยง แต่โลกไม่เที่ยง ในทางธรรมจิตผู้เจริญ มีปัญญาจะเห็นคุณค่า หรือพระคุณของธาตุทั้ง ๔ ไม่เผลอใช้คำสรรพนามเรียกธาตุทั้ง ๔ ว่ามัน แต่พวกขาดปัญญามีจิตหยาบ ก็ย่อมเผลอเป็นธรรมดา หากไม่ถูกใจ-ไม่พอใจ (อารมณ์ปฏิฆะ) ก็จะจุดไฟเผาจิตตนเองทุกครั้งไป เผลอเรียกว่า-พูดว่าลมมัน พระอาทิตย์มัน น้ำมัน ดินมัน ทั้ง ๆ ที่ร่างกายเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ หากธาตุใดหย่อนไป หรือมากไป ร่างกายก็จะเกิดโรค เกิดอาการทุกขเวทนาขึ้น หากธาตุสมดุลกัน-สามัคคีกัน ร่างกายก็สมบูรณ์ จิตก็รู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๒๕. พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลเพื่อตัวเราเอง มิใช่เพื่อผู้อื่น ดังนั้นทรงให้ใช้ตน เป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ให้ไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่น (ไม่เพ่งโทษ หรือจับผิดผู้อื่น-ไม่สนใจจริยาของผู้อื่น) ดังนั้นบุคคลที่เจริญแล้ว ย่อมจะทำความเจริญในศีล ให้เกิดแก่กาย-วาจา-ใจของตนเองเท่านั้น เป็นหลักสำคัญเบื้องต้น เพราะศีลปฏิบัตินั่นแหละ จะนำไปซึ่งการตัดกิเลสที่ครอบงำจิต ไม่ปาณาติบาตก็ตัดโทสะ ไม่ลักทรัพย์ก็ตัดโลภะ ไม่กาเมก็ตัดกามราคะ ดังนี้เป็นต้น ศีลจึงมีอานิสงส์มาก ธรรมของตถาคตจึงมีเหตุมีผล ประกอบกันอยู่เสมอ และทุก ๆ บทธรรมเป็นพุทธบัญญัติ คือสมมติบัญญัติขึ้นมาให้พุทธสาวกผู้รับฟัง ฟังแล้วนำไปเป็นเหตุเป็นผล ปฏิบัติให้เกิดมรรคผลได้ตามบัญญัตินั้น ๆ

          ๒๖. พระอรหันต์ท่านกล่าวว่า ธรรมที่ท่านบรรลุนั้นอยู่เหนือเหตุ-เหนือผล ถ้ายังมีเหตุมีผลอยู่ ก็แสดงว่ายังไม่พ้น เพราะธรรมในโลกนี้เป็นสมมติธรรมทั้งสิ้น ทุกอย่างแตกออกมาจากสมมติบัญญัติหกทั้งสิ้น

          ๒๗. สมมติบัญญัติหก ประกอบด้วยธาตุ-ขันธ์-อายตนะ-อินทรีย์-บุคคลและสัจจะบัญญัติ แล้วธรรมะทั้งหลายก็แตกรายละเอียดออกมาจากสมมติบัญญัติทั้งหกนี้ รวมแล้วทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ผมขอเขียนไปสั้น ๆ แค่นี้ เพราะตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก เพราะหากไม่ทรงสมมติบัญญัติขึ้นมา ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง-สอนกันไม่ได้

          ๒๘. ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นพระพุทธสาวกองค์แรกของสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เพราะท่านเคยอธิษฐานขอเป็นพระสาวกองค์แรก ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไว้ในอดีต มีรายละเอียดอยู่มาก ขอเว้นไว้

          ๒๙. การบรรลุธรรมของพระอรหันต์ จึงเป็นธรรมที่อยู่เหนือสมมติ (ตามข้อ ๒๖) พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระธรรมนั้นเปรียบเหมือนแพ แพป้องกันเราไม่ให้จมน้ำตาย พาเราไปให้ถึงฝั่งได้ เมื่อถึงฝั่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแบกแพไปด้วย ขอให้ผู้อ่าน อ่านแล้วใคร่ครวญด้วยปัญญาของท่าน จะเกิดประโยชน์กับท่านเป็นอย่างมาก

          ๓๐. พุทธวิสัย กับพระปัจเจกพุทธเจ้าวิสัย ทรงตรัสว่าบุคคลเหล่านี้บรรลุแล้ว ก็จะไม่มีเหตุ-ไม่มีผลที่จะสอนใคร คือเอาแต่เฉพาะบริวารของตน ไม่สอนผู้อื่น แล้วก็มีมากด้วยบรรลุแล้ว ไม่มีการอรรถาธิบายธรรม อย่างพระพุทธวิสัยเป็นพระอรหันต์ในวิสัยพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งบรรลุมาในพุทธันดรนี้ โดยท่านขอลามาสู่สาวกภูมิ ขอบรรลุในชาติปัจจุบันนี้แทน ตรงข้ามกับพุทธวิสัย ท่านต้องการเป็นพระพุทธเจ้า มาเป็นครูสอนคนให้บรรลุธรรมเพื่อไปพระนิพพาน แต่เมื่อท่านพบว่า การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นมิใช่ของง่าย หากใช้ปัญญา จะต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป หากใช้ศรัทธา จะต้องใช้เวลาถึง ๘ อสงไขย กำไรแสนกัป หากใช้วิริยะ (วิริยะบารมี) จะต้องใช้เวลาถึง ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป ส่วนใหญ่ท่านก็ลาพุทธภูมิ มาเดินสายสาวกภูมิแทน ก็สามารถจบกิจได้เร็ว เพราะบารมีหรือกำลังใจท่านเต็มเกินสาวกภูมิแล้ว บางองค์จบกิจในวันนั้นเลยก็มี ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๓๑. พุทธวิสัย ปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าคือ มาเป็นครูสอนคนให้พ้นทุกข์ เมื่อขอลามาเป็นสาวกภูมิแทน วิชาครูที่ตนปรารถนาก็ติดมากับจิตด้วย พวกนี้จึงพูดเก่ง-สอนเก่ง มีอุบายในการพูด-การสอนอยู่มาก ตามวิสัยพุทธภูมิที่ทำมานาน ต่างกับปัจเจกพุทธเจ้าวิสัย พอลามาเป็นสาวกภูมิแทน ก็จะพูดน้อย-สอนน้อย เอาแต่พรรคพวกของตนเป็นหลักสำคัญ ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๓๒. ตาย ๑ วันเป็นอย่างไร (ทรงตรัสถาม หรือปุจฉา)

                   ตอบ (วิสัชนา) คนใกล้ตายมีแต่ลมหายใจออกไม่หายใจเข้า พระพุทธเจ้าค่ะ

                   ทรงตรัสว่า ถูกต้องในสภาวะของคนตายธรรมดา แต่ไม่ถูกต้องในแง่ของผู้ตายด้วยอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตไปอย่างฉับพลันทันใด อย่างคนถูกระเบิดตาย เรียกว่าธาตุหกถูกทำลาย (ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ-อากาศ-วิญญาณ) ทำให้ดับสลายธาตุไปในคราวเดียวกัน อย่างนั้นจะวางใจอย่างไร

                   ตอบ (วิสัชนา) ต้องมีสติ-สัมปชัญญะมั่นคง จิตมุ่งตรงสู่พระนิพพาน โดยไม่สนใจร่างกายว่าเป็นอย่างไร เพราะมันหาใช่เรา-ใช่ของเราไม่ มุ่งสนใจแต่จิตอย่างเดียวพระพุทธเจ้าค่ะ

                   ทรงตรัสว่า จะต้องฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวจนชำนาญ มิใช่หรือ

                   ตอบ หากไม่เคยฝึกจิตจนชำนาญ ก็ยากที่จะทำได้พระพุทธเจ้าค่ะ

                   ทรงตรัสว่า มาว่ากันถึงการตายตามปกติ ธาตุลมก่อนจะดับ เมื่อธาตุไฟจะแตก อาการความร้อนของไฟธาตุที่จะแตก จะสร้างความทุรนทุรายให้กับร่างกาย เหงื่อกาฬก็จะออกจากรูขุมขนทั้งหมด เรียกว่าทวารเริ่มจะเปิดหมด ชั่วขณะเดียวไม่นาน ไฟธาตุเริ่มอ่อนลง ธาตุลมก็หมดกำลังที่จะทำงาน เหมือนเครื่องสูบลม ที่เป่าให้พลังไฟในเตาหลอม หมดแรงลม ไฟในเตาก็เริ่มหรี่ลง ๆ อวัยวะต่าง ๆ ขาดพลังของการทำงานตามปกติ กล้ามเนื้อ เส้นสายก็คลายตัวอย่างหมดแรง นี่จึงเป็นเหตุให้อุจจาระ-ปัสสาวะเรี่ยราดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ที่เรียกว่าทวารเปิด ๆ ก็คือ สภาวะของมันเป็นอย่างนี้ ดังนั้นพอลมหมด-ไฟก็ดับ ร่างกายก็เย็นชืด ทีนี้เกิดอะไรต่อไปล่ะ

                   ตอบ ร่างกายเมื่อปราศจากจิตวิญญาณแล้ว ก็มีสภาพแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้

                   ถาม แล้วเวลานั้น ร่างกายมีเวทนาไหม

                   ตอบ ไม่มีแล้ว ความรู้สึกใด ๆ ก็ไม่มี

                   ทรงตรัสว่า รูปในเวลาที่ตายแล้ว เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณก็ไม่มี สำหรับร่างกายนั้น แต่ในกรณีของจิต หรืออาทิสมานกายนั้น ถ้าหากยังตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานไม่ได้ จิตนั้นก็ยังยึดรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่ในอารมณ์ของจิตอยู่ดี ยกตัวอย่างง่าย ๆ คนยามร่างกายป่วยไข้-ไม่สบายใกล้จะตาย แต่ใจฝืนความเป็นจริง คือกฎของธรรมดาไม่อยากตาย แต่ร่างกายก็ตายไป ทั้ง ๆ ที่ใจไม่อยากตาย จิตดวงนั้นไปแสวงหาภพชาติ เพื่อจะหาร่างกายเกิดอีกต่อไป

                   การคุมอารมณ์ของจิต ให้ไม่ติดอยู่ในการเสวยอารมณ์เวทนาทั้งสาม จะต้องมีสติ-สัมปชัญญะ เห็นอายตนะสัมผัสทั้งหมดว่าไม่มีในเรา ไม่มีอะไรที่จะยึดมาว่าเป็นเราได้เลย นี่จึงเรียกว่าเป็นการสะสางจิตให้หลุดพ้นจากอารมณ์ที่ถูกกิเลสครอบงำ โดยพิจารณาเห็นความไม่มีในทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่มีอะไรในขันธโลก ไม่มีทุกสิ่งทุกอย่าง อนัตตาสลายไปหมด

                   ถาม แล้วสภาพร่างกายนั้น ในที่สุดจะเป็นอย่างไร

                   ตอบ ธาตุน้ำก็เริ่มสลายธาตุดิน สิ่งปฏิกูลทั้งหลายที่อยู่ในร่างกาย ก็ไหลออกมาทางทวารต่าง ๆ ให้ปรากฏ ศพก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับจากวันที่ ๑-๒-๓-๔-๕-๖....แล้วในที่สุด แม้แต่กระดูกที่แข็งที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ

                   ถาม แล้วเธอจะเอาอะไรมาเป็นร่างกายได้ล่ะ ในเมื่อการเกิด-การตายมันเป็นปกติธรรมของร่างกาย ทุกอย่างตกอยู่ในห้วงอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา แล้วจิตของคนที่ยึดโลก-ขันธโลกก็ตกอยู่ในวังวนของอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา ความไม่ยอมรับสภาพของร่างกายตามความเป็นจริง ไม่ยอมรับโลกตามความเป็นจริง จึงทำให้จิตติดอยู่ในวังวนนั้นชั่วกาลนาน เรียกว่าจิตมีอวิชชา คือไม่รู้อริยสัจ คือจิตที่ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักการออกจากทุกข์

                   ทรงตรัสว่า การคิดจะต้องให้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดอย่างปรุงแต่งธรรม เพราะธรรมล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง ความจริงมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ให้จิตยอมรับ และปล่อยวางขันธ์ ๕ ไปตามสภาพของมันคือบังคับไม่ได้ ธรรมดาของมันเป็นอย่างนั้น จิตก็เป็นสุข เพราะไม่ต้องไปแบกภาระของขันธ์ ๕ จิตจึงได้ชื่อว่า ถึงธรรมวิมุติ คือพระนิพพานบังเกิดขึ้นกับจิต

                   สรุปว่า พระอรหันต์ทุกองค์ จิตท่านไม่เคยพลาดจากพระนิพพานทุกขณะจิต ผู้ใดยังปฏิบัติไม่ถึง การพลาด-การเผลอจากพระนิพพานจึงยังมีอยู่เป็นธรรมดา หรือจะกล่าวว่าพระอรหันต์ท่านมีมรณา ควบกับอุปสมานุสสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้

                   ทรงตรัสว่า เมื่อมีร่างกายเกิดขึ้นมา ก็เพื่อแก่-เพื่อเจ็บ-เพื่อตาย นี่เป็นของธรรมดา บังคับไม่ได้ ดังนั้นจึงพึงทำคำว่าไม่มีให้แจ้งแทงตลอด เพื่อมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันนี้

                   ทรงตรัสถึง เรื่องที่ถูกคุณไสยเล่นงานอยู่เสมอว่า ให้ดูตัวอย่างพระโมคคัลลานะ ท่านยอมรับกฎของกรรมโดยไม่ดิ้นรนเป็นตัวอย่าง กรรมใดที่เธอไม่เคยก่อไว้ในอดีต วิบากกรรมนั้น ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเธอ เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วยช้าหรือเร็วเท่านั้น

                   ทรงตรัสถึงเรื่องยันต์เกราะเพชรว่า ไม่ใช่เอาไปสวดสู้กับคนอื่น เขาให้สวดเพื่อตนเอง (ยันต์เกราะเพชรก็คือ อิติปิโส ถอยหลังนั่นเอง) ถ้ากรรมไม่ถึงฆาตก็คุ้มครองตนเองได้ แต่ถ้าถึงฆาต ยันต์เกราะเพชรก็คุ้มครองตนเองไม่ได้ แต่คุ้มจิตได้ พระอรหันต์หรือพระอริยเจ้าเบื้องสูงย่อมไม่ฝืนกฎของกรรม ท่านปล่อยร่างกาย ซึ่งไม่ใช่ของท่าน ให้เป็นไปตามกฎของกรรม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่