พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

สิงหาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงตรัสสอนเรื่อง วัดใดสมภารวัดดี การปกครองวัดก็ดี-อย่าเดือดร้อนกับสิ่งที่ยังไม่เกิด-อริยสัจห้ามทิ้ง-ดูกายตน ดูจิตตนเท่านั้นก็จบกิจได้-ทุกอย่างเป็นกฎของกรรม-อย่าปล่อยเวลาให้ไร้ประโยชน์-หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์-โรคเจ้าหญิงนิทราเพราะยา-บารมี ๑๐ ห้ามทิ้ง และซ้อมตายและพร้อมตาย เพื่อนิพพานไว้เสมอ)

          ๑. บุคคลใดล่วงเกินพระรัตนตรัย ทำลายศีล-ทำลายธรรม ก็เท่ากับทำลายตนเอง อาทิเช่น สมภารวัดใด ศีล ๕ ข้อ ยังไม่ครบ ศีล ๒๒๗ จะมีได้อย่างไร แม้เราจักรู้-จักเห็นก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเป็นธรรมภายนอกตัวเรา-นอกใจเรา ให้พิจารณาด้วยปัญญาว่า ธรรมดาของเขาก็เป็นอย่างนั้นเอง ต้นเหตุเพราะเป็นผู้มากไป ด้วยสักกายทิฐิแวดล้อมไปด้วยบริวารที่เป็นมิจฉาทิฐิ ย่อมถือเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ เป็นธรรมดา และไม่เคารพในกฎของกรรม

          ๒. จงอย่าใจร้อน ทำใจให้สงบ แล้วอยู่ในปัจจุบันธรรมเสมอ จิตจักเยือกเย็นเป็นสุข อย่าไปเดือดร้อนกับสิ่งที่ยังไม่เกิดง

          ๓. ศัตรูของเรา คือ อารมณ์จิตของเราทำร้ายจิตตนเอง ดังนั้น จิตเฉยๆ จึงเป็นของดี การไม่ฟุ้งซ่านก็ให้รู้ว่าจิตสงบ สิ่งที่ควรคิดพิจารณาให้มากคืออริยสัจ อย่าไปไม่พอใจกับอารมณ์ไม่คิดของจิต ความเร่าร้อนทุรนทุรายเป็นโทษของจิต ความสงบเป็นคุณของจิต

          ๔. อย่าละความเพียรที่จักพยายามทำจิตใจให้ผ่องใส ทำใจให้สบาย ความสบายใจของจิตมีความสำคัญมาก พึงทำให้มาก โดยการวางกังวล-ความห่วงใย-ความติดข้องอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ด้วยความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง พยายามทำให้มาก แล้วจิตจักปล่อยวางพันธะ และภาระต่างๆ ออกจากใจ ไม่มีความหนักใจหลงเหลืออยู่เลย พยายามทำให้ได้ แม้ชั่วขณะจิตหนึ่งก็ยังดี

          ๕. ให้หมั่นตรวจดูกำลังใจของจิต หรือตรวจดูบารมี ๑๐ ให้ครบถ้วนอยู่ในจิต นั่นแหละประการเดียวกัน อย่าให้ความไม่มีกำลังใจเข้ามาครอบงำจิต เพราะจักทำให้เสียมรรคเสียผลของการปฏิบัติอย่างมากมาย และพึงสังเกตในเวลาจิตมีกำลังใจ อยู่ในสภาพเช่นไร และในเวลาจิตไม่มีกำลังใจมีสภาพเช่นไร จักได้รู้จักวาระ หรือกระแสของจิตที่เข้มแข็งและอ่อนแอแตกต่างกันอย่างไรด้วย มองจิต-มองกายสองอย่างเท่านั้น มองให้เห็นอย่างถ่องแท้ จบกิจได้ในปัจจุบัน

         ๖. รักษากำลังใจให้อยู่ในกุศลตลอดเวลา อย่าไปคิดตำหนิติเตียนใคร ให้เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมจุดนี้ หากไม่ทำใจให้สบายก็ไม่เห็น อย่าทำร้ายจิตใจตนเอง คนอื่นเขาจักว่าอย่างไร ถ้าจิตใจเราไม่เก็บเอามาคิดความทุกข์ก็จักไม่บังเกิดขึ้นเลย

         ๗. กรรมฐานวัดอารมณ์จิต โดยเอาชีวิตประจำวันทดสอบใจว่า จักผ่านหรือไม่ผ่าน จิตตึงเกินไปก็สอบตก จิตหย่อนไป-ขี้เกียจไปก็สอบตก ทุกอย่างต้องเดินสายกลางจึงจักมีผล ดังนั้นการหวั่นไหวของอารมณ์ ถ้าไม่เพียรละหรือปล่อยวางด้วยอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันก็เกาะกินใจไปไม่รู้จักจบสิ้น

         ๘. อย่าไปแก้ปัญหาของคนอื่น ให้แก้ปัญหาที่ใจของตนเอง เป็นประการสำคัญ เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปเป็นหลักใหญ่ ในที่สุดโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ คิดเอาไว้เสมอๆ จักเป็นกำลังใจ ที่จักปล่อยวางไม่ยึดไม่เกาะใดๆ ในโลก และในที่สุดแม้แต่ชีวิตร่างกาย ก็ไม่เหลือจุดนี้สำคัญมาก คิดเอาไว้ให้ได้เสมอ เป็นการตัดการติดอายตนะขันธ์ได้เป็นอย่างดี

          ๙. ให้พูดเท่าที่จำเป็น ใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยพูด เอาเวลาไปเร่งรีบปฏิบัติจิตของตนให้บรรลุมรรคผลนิพพานดีกว่า เพราะชีวิตเหลือเวลาไม่มาก จงอย่าประมาทในชีวิต เวลาล่วงไปๆ ความตาย ย่อมเข้ามาใกล้เข้ามาทุกขณะจิต และอย่าไปสงสารคนที่สงเคราะห์ยาก ให้สงสารและสงเคราะห์จิตของตนเองให้มาก

          ๑๐. ทุกอย่างเป็นกฎของกรรม จงอย่าหนักใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตและร่างกาย การยอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ การยอมรับความเป็นจริง เป็นการยอมรับอริยสัจเป็นการไม่ฝืนกฎของธรรมดา เป็นการเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้อย่างตรงทางที่สุด

          ๑๑. เวลาเป็นของมีค่า ทำอะไรก็ให้ตั้งใจทำ อย่าปล่อยเวลาให้ไร้ประโยชน์ ชีวิตคนเราสั้นนัก จงใช้เวลาให้คุ้มด้วยการทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ รักษากำลังใจด้วย-รักษากำลังกายด้วย จึงจักช่วยให้การปฏิบัติสมบูรณ์ อย่าทำให้เป็นส่วนสุดทั้งสองอย่าง จึงจักพอดี คือไม่ตึงไป-ไม่หย่อนไป ให้เดินสายกลาง

          ๑๒. อย่าสนใจจิตของบุคคลอื่น ให้สนใจจิตของตนเอง และความเสื่อมของร่างกายองคนอื่น ก็ไม่พึงน่าสนใจเท่ากับความเสื่อมของร่างกายของตนเอง พิจารณาทุกข์แห่งจิตและร่างกายของตนเองให้มาก แล้วจักเข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๑๓. หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ คือพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า สมเด็จพระปทุมมุตตระ ลักษณะพิเศษของพระองค์ท่านคือ พระเกศเป็นดอกบัวตูม ส่วนพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ เขาจะปั้นพระเกศเป็นกนกเปลวเพลิง คือ สูงและแหลมคล้ายๆ กันหมด ในขณะนั้น เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ สมเด็จองค์ปฐมยังไม่อนุญาตให้เปิดเผย เพราะทรงทราบวาระจิตของคนทุกๆ คนได้ว่า มีบางคนหรือหลายคนที่ยังไม่เชื่อว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์คือ สมเด็จพระปทุมมุตตระ หากพูดไปก็จักมีแต่เป็นโทษ เพราะคนเหล่านี้จักปรามาส หาว่าผู้พูดเป็นการตู่พระพุทธเจ้า

          ความจริงก็คือความจริง ปัจจุบันก็ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ห่างกัน ๑๐ ปี ทรงอนุญาตให้เปิดเผยได้ ทรงตรัสว่า บุคคลใดระลึกนึกถึงพระพุทธาธิคุณของพระองค์ท่านเข้าไว้ จักทรงช่วยให้มีความคล่องตัวทุกประการ แม้แต่การปฏิบัติธรรมก็จักก้าวหน้าขึ้นได้ ด้วยการสงเคราะห์ของพระองค์ท่าน หากใช้อธิษฐานบารมี ขอท่านให้ช่วยสงเคราะห์ ก็จักได้ผลในทางธรรมปฏิบัติเช่นกัน

          ๑๔. กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง เรียนรู้กฎของกรรมเอาไว้แล้ว ก็จงอย่าประมาทในกรรม และกรรมแปลว่าการกระทำ ไม่ว่าทางกาย-ทางวาจา-ทางใจ ก็เป็นกรรมทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่วแน่นอนเที่ยงแท้ที่สุดในเรื่องกฎของกรรม เมื่อร่างกายเจ็บป่วย ก็ให้ยอมรับว่าเป็นกฎของกรรมที่ตามมาให้ผล จงพิจารณาให้เห็น เป็นทุกข์-เป็นอริยสัจ-เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย อย่ากังวลให้มากนัก เมื่อกฎของกรรมตามมาให้ผล

          ๑๕. กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ทุกสิ่งเกิดมาตามกรรม อยู่ด้วยกรรม และไปตามกรรมทั้งสิ้น อาทิเช่น เสือ-จิ้งจกเกิดมาเป็นสัตว์กินเนื้อ เพราะไม่มีศีลข้อที่ ๑ ช้าง-ม้า-วัว-ควาย เกิดมาเป็นสัตว์กินหญ้า-กินพืชเป็นอาหารเพราะมีศีลข้อที่ ๑ หากเข้าใจแล้วก็หมดสงสัยในเรื่องเหล่านี้ จิตก็ปล่อยวาง เห็นว่าในที่สุดโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรเหลือ มีแต่สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เป็นธรรมดา การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่าครบวงจร เห็นเหตุ-เห็นผล-เห็นความเกิดและความดับของธรรม ถ้าหากเข้าใจไม่ทิ้งหลักของการพิจารณาเรื่องนี้ ก็จักใช้ได้กับทุกเรื่องที่เข้ามากระทบอายตนะสัมผัส จิตก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุตามความเป็นจริงในสิ่งนั้นๆ วางได้เพราเห็นว่าธรรมดาของมันเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปฝืนกฎของธรรมดา เมื่อไม่ฝืนจิตก็ไม่ทุกข์ หากวางได้ทุกเรื่องตามความเป็นจริงเมื่อไหร่ จิตก็ถึงซึ่งพระนิพพานเมื่อนั้น การพิจารณาคือเห็นธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดและปรุงแต่งธรรมจนผิดความเป็นจริงแล้วเอากิเลสมาคิดว่าธรรมนั้นเป็นจริง ให้สังเกตอารมณ์ใจเอาไว้ด้วย อย่าปรุงแต่งธรรม ธรรมล้วนๆ ไม่มีการปรุงแต่ง มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง

          ๑๖. รักษากำลังใจอย่าให้เครียดเข้าไว้ ร่างกายเหนื่อยก็จงเห็นเป็นธรรมดา จิตอย่าไปเครียดกับมัน วางใจให้สบายๆ เข้าไว้ คิดเอาไว้เสมอว่า งานทางกายอย่างนี้จักมีกับเราเป็นชาติสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่จักต้องมาทำงานอย่างนี้จักไม่มีกับเรา ขอไปจุดเดียวคือ พระนิพพาน

          ๑๗. อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น จงหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น แม้กระทั่งในใจ รักษาอารมณ์จิตให้เป็นสุขอยู่อย่างสงบเป็นดีที่สุด ไม่ต้องสนใจว่าใครจักเป็นอย่างไร ให้ตัดอารมณ์เมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัสว่า นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา จงปล่อยวาง แล้วจิตจักเป็นสุข พยายามเห็นทุกข์ของการมีอารมณ์แส่ส่ายให้มาก แล้วจักรู้จักปล่อยวาง เรื่องต่างๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น จิตปลดภาระต่างๆ ลงเสีย ด้วยกำลังใจที่เข้าถึงอริยสัจอย่างแท้จริง จิตจักทรงอริยสัจอยู่ตลอดเวลา

          ๑๘. อารมณ์อยากบรรลุเร็วๆ –อยากมีฤทธิ์-มีเดช-อยากเด่น-อยากดัง ล้วนเป็นอารมณ์อยากเลวทั้งสิ้น มีบุคคลบางคนฟังเทปเรื่อง ปฏิปทาของท่านผู้เฒ่า (หลวงพ่อฤาษี) แล้ว อยากปฏิบัติให้เหมือนอย่างท่าน เมื่อทำไม่ได้ก็เกิดอารมณ์น้อยใจ-ท้อแท้หมดกำลังใจ อยากฉลาดอย่างท่าน เลยฉลาดไปหมดเหลือแต่ความโง่แทน เพราไม่รู้กำลังใจของตนว่าอยู่ระดับไหน เอากำลังใจของตนไปเปรียบเทียบกับกำลังใจของหลวงพ่อท่าน

          ทรงตรัสว่า นี่แหละตัวกิเลส อารมณ์เปรียบเทียบอย่างนี้ไม่ดี (มานะทิฐิ) จงอย่าลืมว่าการบำเพ็ญบารมีไม่เหมือนกันกำลังใจจึงต่างกัน การเจริญพระกรรมฐานมุ่งพระนิพพานอย่างเดียว จงตัดความทะยานอยากได้ใคร่ดีในการเจริญพระกรรมฐานเสีย มันทำให้เป็นกิเลส จงทำเพื่ออารมณ์ละไม่ใช่ทำเพื่ออารมณ์อยากจนเกินพอดี (อยากเกินพอดีคือ สมุทัยต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์) จิตหมองก็พึงให้รู้สาเหตุ เมื่อหาเหตุได้ก็พึงแก้ที่เหตุนั่นแหละ จิตจักได้คลายทุกข์ จิตจักได้หลุดจากกิเลสได้ จงหมั่นหาเหตุที่ทำให้จิตมีอารมณ์เศร้าหมอง มองเหตุให้ชัด แล้วจักแก้ไขทุกเรื่องที่ค้างอยู่ในจิตใจ

          ๑๙. พระท่านเตือนหมอไม่ให้ประมาทในความตาย เรื่องโดยย่อมีดังนี้ ในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านสร้างห้องเพื่อให้คนมาพักเพื่อเจริญพระกรรมฐานไว้จำนวนมาก คนที่ศรัทธาก็ทำบุญสร้างห้องกรรมฐาน (อันเป็นวิหารทานด้วย และเป็นธรรมทานด้วย) กันเป็นจำนวนมาก ราคาห้องละ ๕๐,๐๐๐ บาท ในสมัยนั้นประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งค่าของเงินยังสูงอยู่ ปัจจุบันค่าของเงินต่ำลงมาก (คิดตามราคาทองคำในสมัยนั้น กับสมัยปัจจุบันทองคำหนัก ๑ บาท ราคาเกินกว่า ๒ หมื่นบาทแล้ว) หมอได้บริจาคเงินสร้างไว้ ๒ ห้อง คือห้องหมายเลข ๗๓ และ ๗๔ โดยใช้ชื่อลูกสาวและลูกชายไว้ ส่วนห้องที่ใส่ชื่อตัวเอง หลวงพ่อท่านจัดไว้ให้เป็นที่พักของพระชั้นผู้ใหญ่ที่ท่านนิมนต์มาที่วัด พระท่านมาเตือนหมอให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า หมออนุญาตให้คุณสุรีพร (จ๋า) สงวนมานะศักดิ์ มาอยู่ที่ห้องหมายเลข ๗๓ และ ๗๔ ได้ตลอดชีวิต ซึ่งหมอก็ทำไว้เรียบร้อยแล้วตามที่พระท่านสั่งมอบไว้ให้คุณสุรีพร (จ๋า) ๑ ใบ กับ ท่านพระสุรจิต ๑ ใบ (ถ้าจำผิดก็ต้องขอขมาต่อท่าน) และเก็บไว้กับตัวเอง ๑ ใบ เพื่อความไม่ประมาทในความตาย และให้ถือเอาที่ผมเขียนไว้ในปัจจุบัน เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า หมออนุญาตให้คุณสุรีพร (จ๋า) สงวนมานะศักดิ์ มาอยู่ที่ห้องกรรมฐานหมายเลข ๗๓ และ ๗๔ ได้ตลอดชีวิต เป็นหลักฐานอยู่ในหนังสือธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่มที่ ๑๕ เป็นเอกสารใช้อ้างอิงได้ เพราะผมเขียนเองในขณะที่ผมยังมีชีวิตอยู่และขณะเขียนผมก็มีสติ-สัมปชัญญะดี ผมไม่กล้าเขียนว่ามีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ ซึ่งจะมีได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์เท่านั้น

          ๒๐. ยารักษาโรคเป็น ๑ ใน ๔ ของปัจจัย ๔ หรือปัจจเวก ๔ ที่พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ แต่บางคนใจร้อน ชอบกินยาแรงเพื่อต้องการให้โรคหายเร็วๆ ในสมัยที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด พวกเหล่านี้หาซื้อยากินเพื่อรักษาตนเอง เลยกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลับไม่ยอมตื่นไปหลายราย พระท่านตรัสสอนเตือนว่า “อย่ากินยาแรง จักอันตรายต่อระบบประสาท ยาบางชนิดมีฤทธิ์รุนแรง ตัวยาบางตัวทำให้เลือดออกในสมอง เลือดออกในสมอง ก็เพราะฤทธิ์ยาไปทำให้เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาตไป จนถึงกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา บางรายแค่ชักกระตุก ยาแก้หวัด ทำให้ร่างกายหลับด้วย และยาแก้หวัดอย่างแรงจึงมีอันตรายมาก ไม่สมควรกิน เป็นอันว่าให้รู้เอาไว้เพื่อจักได้ระมัดระวังในการกินยาต่อไป อันนี้จัดว่าเป็นการพิจารณาโทษของการกินยา อันอนุโลมเข้ากับหลักธรรม ปัจจเวก ๔ ได้อย่างแท้จริง

          ๒๑. ให้เอาโรคเป็นเครื่องวัดกำลังใจนั้นเป็นของดี เป็นการดูจิตว่า จักทิ้งกายจริงหรือไม่ ถ้ายอมรับไม่ต้องการมีร่างกายอย่างนี้อีก จิตก็ไม่ดิ้นรน-ไม่เดือดร้อน ในเมื่อช่วยมันถึงที่สุดแล้วมันไม่ไหว ก็จงปล่อยวางมันไป ให้จิตใจมุ่งตรงพระนิพพานจุดเดียว พยายามทำให้ได้ในทุกๆ ขณะจิตให้พระนิพพานเป็นปัจจุบันธรรมให้ได้ แล้วตายไปก็จักไม่คลาดจากพระนิพพาน

          ๒๒. สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสว่า ผู้ใดไม่เข้าถึงอริยสัจยากที่จักบรรลุพระอรหันต์ได้ ดังนั้นอริยสัจจึงสำคัญมากในการบรรลุมรรคผลทุกๆ ระดับ จงหมั่นพิจารณาอริยสัจให้มาก

          ๒๓. พยายามเอาความป่วยไข้ไม่สบายมาเป็นครูสอนจิตใจ ให้เกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ จักได้กำไรมากกว่าความกังวล และจงนึกถึงคำสอนของหลวงปู่วัยที่เคยสอนว่า เจริญให้ถึงที่สุดของขันธ์ ๕ ว่าไม่มีอะไรที่สมควรจักยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา จงเพียรปล่อยวางความกังวลในขันธ์ ๕ และทุกสิ่งทุกอย่างในโลก โดยเห็นธรรมดาของมันเป็นอย่างนี้ ให้เห็นธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าจำ ต้องเห็นจนเป็นที่สุดว่า จิตสบายใจแล้ว ขันธ์ ๕ รักษาพยาบาลแล้วจักเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน ให้ตัดกังวลลงเสีย

          ๒๔. เรื่องอารมณ์ฟุ้งซ่าน จงอย่าคิดอะไรมากจนเป็นเหตุทำจิตให้ฟุ้งซ่าน คิดน้อยๆ ด้วยปัญญา ทำจิตให้สบายดีกว่า เพราะวิสัยของคนย่อมไม่เหมือนกัน บางคนคิดมาก บางคนคิดน้อย นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคิดเอาว่าจักต้องคิดได้เหมือนกัน

          ๒๕. สุขภาพทรุดเป็นเรื่องธรรมดา จิตใจจงอย่าไปทรุดตาม ทำกำลังใจให้แน่วแน่ อย่าอ่อนแอไปตามกำลังของร่างกายและจงตั้งกำลังใจให้พร้อมเพื่อจักทิ้งร่างกายนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้ ตัดความห่วงใยลงทั้งปวงให้ได้ภายในขณะจิตเดียว ซ้อมกำลังใจ เดี๋ยวนี้เอาไว้เสมอๆ พยายามให้จิตชินกับพระนิพพานให้ได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่