พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๕. การเจ็บป่วยเป็นของดี จักได้ไม่ประมาทในความตาย แม้ตัวเราไม่ได้ป่วย เห็นผู้อื่นป่วย หรือไปเยี่ยมคนป่วย ไปเฝ้าไข้คนป่วย ก็จงหาประโยชน์หาธรรมะจากสิ่งที่พบเห็นในปัจจุบันธรรมนั้นๆ เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นประโยชน์ เป็นครู เป็นพระธรรมสอนใจตน อาทิบางคนไม่ยอมกินยาที่หมอให้ ทั้งๆ ที่ยาเป็นสิ่งจำเป็น ๑ ใน ๔ ของปัจจัย ๔ ที่พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ การดูอารมณ์จิตของผู้อื่น แต่จงอย่าตำหนิกรรมของผู้อื่น ให้เห็นเป็นไปตามอกุศลกรรมบังคับที่ทำให้เขาต้องเป็นเช่นนั้น ร่างกายเกิดขึ้นได้จากกิเลสตัณหา บังคับให้ต้องมาเกิดตามกรรม ที่ตนเองทำไว้ ร่างกายเจ็บป่วยก็เพราะวาระกรรมปาณาติบาตและสุราให้ผล กรรมเหล่านี้เราทำเอาไว้เองทั้งสิ้น และให้เห็นเป็นปกติธรรมของจิตมนุษย์ ที่ฝืนความเป็นจริงของร่างกาย การไม่อยากกินยาก็เป็นการปฏิเสธอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือบางขณะก็เป็นอารมณ์ปฏิฆะ ไม่พอใจในร่างกาย ซึ่งผู้มีจิตอย่างนี้ยากที่จักลงในอารมณ์สังขารุเบกขาญาณได้ เรียนรู้จิตคนอื่นแล้วน้อมเข้ามาเป็นธรรมเตือนจิตตนเอง เพราะการมีร่างกายย่อมมีโรคเบียดเบียนเป็นของธรรมดา อย่าไปคิดว่าจักไม่ป่วยอย่างเขา

          ๑๖. ดูเวทนาของร่างกายแล้วให้ดูเวทนาของจิตใจไปด้วย อย่าทิ้งโอกาสของการปฏิบัติธรรม ในขณะที่ดูขันธ์ ๕ อยู่นี้ให้เห็นเด่นชัดว่ามันไม่ใช่เรา จิตจงอย่าได้เกาะเวทนานั้น ให้เห็นเป็นเพียงสักแต่ว่าเกิดขึ้น แล้วตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเท่านั้น พยายามดำรงจิตให้อยู่กับพระนิพพานให้มาก

          ๑๗. เรื่องเห็นธรรมดา ยอมรับนับถือธรรมดา จิตก็จักพบความสบายใจในธรรมดานั้น ให้พิจารณาธรรมดาทุกๆ ขณะจิตที่ยังตื่นอยู่

          - ดูธรรมดาของสภาวะธรรมดาของโลก ไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุธาตุทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด อย่าให้จิตว่างจากการพิจารณาธรรมดา

          - สภาวะธรรมทำให้จิตบังเกิดความเบื่อหน่าย แต่กำลังใจก็จักพลิกฟื้นสภาวะจิตที่เบื่อหน่ายนั้น ให้หันมารู้เท่าทันกับธรรมดาของสภาวะธรรมทั้งปวง แม้กระทั่งสภาวะของธรรมดาของร่างกาย และสภาวะธรรมดาของจิตใจ และที่สุดจิตก็จักเข้าสู่อุเบกขารมณ์ จิตสงบจิตเฉยด้วยยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น

          - ทอดตาไปเบื้องหน้าแล้วหวนกลับมานึกถึงเบื้องหลัง กลับมาสู่ปัจจุบัน ก็จักเห็นจิตที่คลายความหวั่นไหว ในการยอมรับกฎของธรรมดามากขึ้น

          - เบื้องหน้าอีกไม่นานนัก หนทางพ้นทุกข์ย่อมมีอยู่ไม่ไกล ความตายของร่างกายปรากฏ ก็เป็นกฎของธรรมดา

          - ความหวั่นไหวในธรรมนี้แทบจักไม่มีเลย เบื้องหลังอารมณ์อย่างนี้ไม่เคยมีกับจิตมาก่อนเลย ช่วงที่ยังไม่พบกับคำสอนในพระพุทธศาสนา จิตมีความฝืนกฎของธรรมดาอย่างมากมาย มาถึงปัจจุบันเมื่อเห็นความก้าวหน้าของจิต ก็พึงรักษากำลังใจให้จิตเจริญต่อไปในกฎของธรรมดานั้นๆ

          ๑๘. ดูร่างกายอย่าให้เป็นมาร ถ้าหากมองเห็นร่างกายเป็นมาร ความรู้สึกที่มีต่อร่างกายก็จักเต็มไปด้วยความอึดอัดขัดข้องใจ จิตจักไม่โปร่งใสขาดความเบิกบาน เนื่องด้วยเห็นร่างกายเป็นศัตรูร้ายที่ทำลายความสุขของจิตใจไปเสียแล้ว (ก็นึกสงสัยว่าอารมณ์นี้ผิดหรือไม่ผิด) ทรงตรัสว่าเป็นอารมณ์ต้นของนิพพิทาญาณ แต่ถ้าหากผิดไหมก็จักตอบว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียเลยเช่นเดียวกัน เป็นอารมณ์ก้ำกึ่งที่ยังไม่ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกาย

          - การพิจารณาร่างกายจากธาตุ ๔ ก็ดี จากอาการ ๓๒ ก็ดี ให้เห็นจุดเสื่อมของสภาวะรูป เพราะทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันมาในสภาวะนี้ ร่างกาย ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ เสื่อมทุกๆ วัน โรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนก็เกิดจากธาตุ ๔ อาการ ๓๒ บกพร่อง

          - ร่างกายหรือโลกธาตุก็พร่องอยู่เป็นนิจ เป็นปกติธรรมที่ไม่มีใครฝืนได้ ไม่มีใครบังคับได้ แต่จิตอาศัยกายอยู่นี้ตกเป็นทาสของกามตัณหา ฝืนกฎของธรรมดา จิตเป็นผู้พร่องเพราะตกเป็นทาสของตัณหา ร่างกาย ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ มีปกติธรรมเป็นอยู่เช่นนี้

          - ถ้าจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา เห็นความโง่เขลาของจิต ที่ไปหลงติดอยู่กับการฝืนอาการปกติธรรมของร่างกาย จิตก็จักไม่เห็นร่างกายเป็นมารเป็นศัตรู แต่จิตจักเห็นร่างกายเป็นครู เป็นครูใหญ่ที่สอนจิตใจได้ดีกว่าสัตว์ วัตถุธาตุธรรมทั้งหลายอื่นๆ ในโลก

          - จิตละผู้ที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดได้ครูใหญ่ อันร่างกายนี้สอนความจริงของร่างกายแก่จิต จนจิตไม่ฝืนปกติธรรมของร่างกาย ความปล่อยว่างร่างกายก็จักเกิดขึ้นกับจิต จิตเป็นสุขด้วยความยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของร่างกาย จักอยู่ก็เป็นสุข จักตายก็เป็นสุข

          - สุขอย่างอุกฤษฏ์ คือร่างกายจักเป็นอย่างไรจิตก็สุข นี่คืออารมณ์สังขารุเบกขาญาณ แต่การอยู่เป็นสุข ก็ไม่เบียดเบียนทั้งร่างกาย วาจาและจิต โดยอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปาทา ซึ่งตถาคตแสดงไว้แล้วในปัจเวก ๔ หรือแม้แต่ในการสรุปพระสูตรทุกตอนที่ลงด้วยอริยสัจ ๔ จุดนั้นก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทาในทุกๆ เรื่อง

          - รักษากำลังใจไว้ อย่าให้เบื่อหน่าย ให้รู้ว่าในอดีตไม่เคยเลยที่จักเบื่อหน่ายร่างกาย

          - การรู้เบื่อรู้หน่ายนั้น เป็นของดี ต่อไปก็ฝึกให้รู้จักปล่อยวาง เห็นความสุขในการดำรงจิตอย่างไม่ทุกข์ไปกับร่างกายด้วย จึงจักเป็นของดียิ่งๆ ขึ้นไป

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่