พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๐. เรื่องกฎของธรรมดา ได้รับอารมณ์กระทบกระทั่งด้วยความไม่ถูกใจ ก็เป็นทุกข์นี้เป็นธรรมดา ให้พยายามเพียรระงับความไม่ชอบใจลงเสียด้วยปัญญา อย่าเอาเหตุผลมาตัดสินว่าเป็นความถูกหรือความผิด หากแต่พิจารณาว่าเป็นกฎของธรรมดา การที่เราเกิดมามีร่างกายย่อมต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อเราต้องการไปพระนิพพาน ไม่ต้องไปคิดว่าใครผิดหรือใครถูก หากคิดอยู่ก็ถือว่ายังติดอยู่ในโลก (ยังติดอยู่ในสมมุติ) ให้เพียรปล่อยวาง คิดว่าโลกนี้ก็แค่นี้แหละ ไม่รู้จักถือสาหาความไปเพื่อประโยชน์อะไร อย่าไปแก้ไขใคร ให้แก้ไขใจของตนเองเป็นสำคัญ ละไปเสียให้ได้ ถ้าหากยังติดอยู่ก็ถือว่ายังตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมอยู่ แล้วจงอย่าตำหนิใครว่าทำไมเขาทำอย่างนี้ ทำไมต้องพูดอย่านี้ จักต้องพิจารณาว่าเป็นปกติธรรม ถ้าหากกุศลกรรมเข้าดลจิตเขาก็คิดดี พูดดี ทำดี แต่ถ้าหากอกุศลกรรมเข้าดลจิต เขาก็คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เป็นธรรมดา

          ๑๑. จงอย่าประมาทเรื่องน้ำท่วม และภัยจากสงคราม ทั้งสองกรณีนี้สามารถจักเกิดขึ้นได้ ให้คอยสังเกตการณ์และเตรียมการณ์เอาไว้แต่เนิ่นๆ อย่างในกรณีน้ำจักท่วม ให้คอยดูระดับน้ำในแม่น้ำด้วย อย่าคิดว่าไม่ใช่หน้าของฤดูน้ำท่วม เวลานี้กาลของฤดูเปลี่ยนแล้ว เนื่องจากภาวะภูมิอากาศของโลกวิปริตไป จงอย่าได้ยึดว่ายังไม่ถึงฤดูฝน พึงอยู่อย่างผู้รู้ในสภาวะต่างๆ จักได้ไม่เดือดร้อน และลำบากให้มากจนเกินไป เรื่องภัยจากสงคราม ก็จงอย่าประมาท ให้คอยติดตามข่าว และพร้อมอยู่ในความไม่ประมาท ให้พิจารณาแบบเดียวกัน เพราะอีกไม่นาน ภัยสงครามจักเกิดขึ้นโดยมีจีนเป็นต้นเหตุ ทั่วทั้งทวีปเอเชียจักเดือดร้อน เรื่องของโลกยังจักวุ่นวายไปอีกนาน ให้เห็นทุกข์เห็นโทษของการเกิดมาในโลกนี้ เป็นที่อันหาความสงบไม่ได้ ให้เพียรปล่อยวาง และรู้สักเพียงแต่ว่ารู้ อยู่ให้มีความเดือดร้อนให้น้อยที่สุดเท่าที่จักทำได้ แล้วจงตั้งสติเอาไว้ให้ดี อย่าตกใจกับเรื่องราวต่างๆ อันจักเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ให้ระลึกเอาไว้เสมอว่า โลกมันเป็นอย่างนี้แหละ มีอันที่จักต้องฉิบหายไปในที่สุด

          ๑๒. พิจารณาธรรมดาให้มาก แล้วจิตจักเป็นสุข อาทิ สุขภาพไม่ดีพึงหาเวลาพักผ่อนให้มาก แล้วให้เห็นเป็นธรรมดาของการมีร่างกาย เกิดแล้วก็มีเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา ยิ่งความแก่เกิดขึ้น ความทรุดตัวของร่างกายก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นของธรรมดา ร่างกายจักป่วยไม่คล่องตัว ก็เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย รักษาเท่าที่จักรักษาได้ หายก็ดีไม่หายก็ดี ให้ตั้งใจละขันธ์ ๕ มุ่งพระนิพพานจุดเดียว ยังมีชีวิตอยู่ก็ทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ตายเมื่อไหร่ก็เลิกเมื่อนั้น พยายามชำระจิตอย่าให้มีเยื่อใยในขันธ์ ๕ พิจารณารูปแล้วอย่าลืมพิจารณานามด้วย ละทั้งสองอย่างควบคู่กันไป จึงจักไปพระนิพพานได้อย่างแน่นอน

          ๑๓. ทุกอย่างเป็นสภาวะกรรม การเกิดขึ้นของโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นไปตามอำนาจกฎของกรรม อย่าเสียใจ อย่าเศร้าใจ อย่าดิ้นรน ให้เอาอาการทุกขเวทนามาพิจารณาเป็นธรรม แม้จักต้องใช้อารมณ์หนักหน่อย ก็ต้องต่อสู้กับความจริง กฎของกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่มีใครเป็นผู้กระทำ มีแต่ตนเท่านั้นเป็นผู้ก่อกรรมเข้าไว้ แล้วตนก็มารับผลของกรรมสนองเอาในกาลต่อมา จงทำใจให้ยอมรับกฎของกรรมตามความเป็นจริง แล้วทำการเบื่อหน่าย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไปเสีย ให้มีสติกำหนดรู้อยู่ไม่ขาดสายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่มีในเรา เราไม่มีในมัน เราไม่ใช่มันมันไม่ใช่เรา ให้รู้จักใช้อาการทุกขเวทนาให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากพระตถาคตเจ้าทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด พระอรหันต์ทั้งหมด ต่างบรรลุธรรมวิมุติได้ ก็ต้องการพิจารณาทุกข์กันทั้งสิ้น ไม่มีใครบรรลุด้วยหนทางอื่น มีบรรลุด้วยอริยสัจ ๔ ทั้งหมด จงรักษากำลังใจทั้งปวง อย่าห่วงงานทางโลกให้มากไปกว่าจิตใจจองตนเองที่มุ่งจักพ้นทุกข์เป็นสำคัญที่สุด เจ้าคิดได้พูดได้ในเวลาที่ร่างกายป่วยอยู่ แต่พอร่างกายทรงสภาพดีขึ้นมานิดหน่อยก็ลืมไปอีกแล้ว จึงเรียกว่ายังคงมีความประมาทอยู่มาก และยังไม่มีความทรงตัวของจิตที่จักมุ่งตัดขันธ์ ๕ อยู่อีกมาก จงหมั่นฝึกฝนจิตใจเอาให้ถึงจุดยืนยืนที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวให้ได้จึงจักดี

          ๑๔. อย่าคิดว่าเป็นคนเก่ง ไม่มีใครเก่งไปกว่ากฎธรรมดาของร่างกาย มันจักเสื่อมลงไปทุกๆ ขณะจิต ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งทรุดโทรมลงไปมากขึ้นด้วย การต้องการพักผ่อนของร่างกายก็มีมากขึ้นด้วย ให้ตระหนักถึงข้อนี้เอาไว้ด้วย อย่าไปคิดว่าคนแก่ตัวยิ่งนอนน้อย นั่นเป็นคนฟุ้งซ่าน ทำให้นอนไม่หลับเสียมากกว่า มิใช่ร่างกายไม่ต้องการพัก พึงหาเวลาพักผ่อนให้มาก ยิ่งสุขภาพไม่ดี ถ้าหากพักผ่อนไม่พออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก็จักทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย พึงหามัชฌิมาให้กับร่างกายให้มากๆ อย่าคิดว่ายังไหว นอนดึกตื่นเช้าหาความสดชื่นให้กับร่างกายไม่ได้

          ๑๕. พิจารณาธรรมะให้ยึดหลักของความเป็นจริงเอาไว้เสมอ อย่าพิจารณาโดยคิดว่าถูกอันเป็นกิเลส ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอันมากมีการปฏิบัติผิดไป ด้วยยึดถือความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ คือถูกตามกิเลสมากกว่าถูกต้องตามความเป็นจริง มองอารมณ์ของจิตก็ดี ให้ยึดเอาความเป็นจริงเป็นหลักของการพิจารณา อย่ามองตามความคิดเห็นของตนจักผิดหลักธรรม แล้วเป็นการเพิ่มพูนกิเลสให้เจริญขึ้นในจิตด้วย ระมัดระวังจุดนี้เอาไว้ให้ดี และอย่าไปคิดแย้งความคิดเห็นของผูอื่น ให้วางลงตัวธรรมดา ทิฐิของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป อย่าไปปรุงแต่งธรรม รักษาอารมณ์ของตนเองดีกว่าที่จักไปแก้ไขทิฐิของผู้อื่น ให้แก้ไขใจของตนเองเข้าไว้ดีกว่า ใครจักว่าอย่างไรก็ช่าง สำหรับการปฏิบัติธรรม จงอย่าคิดว่าตนเองดีเป็นอันขาด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่