(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนตุลาคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่ากังวลใจกับร่างกาย เพราะทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดา ไม่มีใครหนีกฎธรรมดาไปได้ ความเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นกฎของธรรมดาเช่นกัน อย่าพึงคิดว่ามีอะไรผิดธรรมดา ร่างกายที่เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะกฎของกรรม ถ้าหากชำระจิตให้สะอาดจากกิเลสได้แล้ว คำว่าเกิดอีกจักไม่มีขึ้นมาได้ในจิตเลย ที่พิจารณาว่าความโกรธ - โลภ - หลงเป็นตัวนำให้เกิด เพราะจิตมีความทะยานอยากอยู่ในกิเลสเหล่านี้ เป็นตัวตัณหาทำให้เกิดนั้นถูกต้องแล้ว หมั่นพิจารณากลั่นกรองจิตให้ออกจากตัณหา คือความทะยานอยาก จิตก็จักพ้นทุกข์ ก้าวถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๒. ให้มองทุกอย่างว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไปในที่สุด จงหมั่นชำระจิต ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในอุปาทานขันธ์ ๕ ให้มาก เนื่องด้วยเป็นเหตุพาจิตให้ต้องไปเกิดยังภพต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน เช่นในเดือนตุลาคมนี้วัดมีงานหลายงานใกล้ๆ กัน อันมีงาน พุทธาภิเษก งานออกพรรษา และใส่บาตรเทโว - งานกฐิน - งานครบรอบ ๖ ปี ของการมรณภาพของท่านฤๅษี สภาพเศรษฐกิจเวลานี้ตกต่ำมาก คนจึงจำเป็นต้องเลือกงานมา นี้ก็เป็นความไม่เที่ยง มิใช่คนจักเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาก็หาไม่ หากแต่ว่าเศรษฐกิจบังคับ คนอยากมาแต่ไม่ได้มาก็เป็นทุกข์ มองดูแล้วก็ให้ปล่อยวาง เห็นเป็นธรรมดา อย่าได้ไปทุกข์กับกฎของกรรมเหล่านี้ อย่ากังวลใจ เหตุใดจักเกิดขึ้นมา ก็จำเป็นต้องสงบ ดีหรือเลวไม่สามารถที่จักแก้ไขได้ อย่าวิตกกังวลใจปล่อยไปตามกรรม เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จักดีหรือเลว ก็ล้วนแล้วแต่เกิด-ดับทั้งสิ้น งานทุกอย่างเราทำเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา เพื่อพระนิพพาน ก็พึงทำกาย-วาจา-ใจให้เป็นสุข อย่าเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาทำให้กาย-วาจา-ใจเป็นทุกข์ จักทำให้ขาดทุนมาก

          ๓. จงรักษากาย - วาจา - ใจ ให้เรียบร้อย เหตุใดเกิดให้เห็นเหตุนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ให้หัดปล่อยวาง ใครจักทำกรรมอันใด ก็เพียรละ ปล่อยวาง ถือว่ากรรมเป็นกฎตายตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าไปจำกรรมของบุคคลอื่นมาเป็นของตัว หัดละ - ปล่อย - วาง ยิ่งคนเลวทำเลวมากเท่าไหร่ ให้ปล่อยวางให้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากทำได้ จิตก็จักพบกับความสุขขึ้นมาได้บ้าง ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร

          ๔. ฟังข่าวคนเจ็บไข้ไม่สบาย ก็จงเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นกฎของกรรม ซึ่งกรรมแต่ละคนก็ไม่เสมอกัน แต่ที่เจ้าคิดว่าอาหารในปัจจุบันนี้เป็นแหล่งของโรค ก็เป็นการถูกต้องแล้ว เนื่องจากผู้ปรุงอาหาร จักเป็นตามครอบครัวส่วนใหญ่ก็ดี เป็นผู้ปรุงอาหารจำหน่ายก็ดี ทุกคนล้วนมุ่งเอาความอร่อยเป็นหลัก โดยปัจจุบันนิยมใส่สารเคมีปรุงรส ทำให้ผู้บริโภคเกิดโรคภัยได้ต่างๆ นานา จุดนี้ถ้าไม่เมาในรสอาหารให้มากจนเกินไป ก็มีหนทางจักป้องกันโรคได้ ไม่มีใครหนีกฎของกรรมไปได้ กรรมจักเกิดขึ้นกับร่างกายได้มีอยู่ ๓ ประการ กล่าวคือกรรมที่ทำเอาไว้ในอดีตมาส่งให้ต้องรับกฎของกรรมในปัจจุบัน กรรมที่ทำเอาไว้ในปัจจุบันชาติส่งผลให้ต้องรับกฎของกรรมในชาติปัจจุบัน กรรมที่ทำเอาไว้ในปัจจุบันส่งผลให้ต้องรับกฎของกรรมในอนาคตชาติ เหล่านี้ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าระมัดระวังในกรรม ไม่ว่าในตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ หรือระวังรูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส - ธรรมารมณ์ มีการสำรวมอยู่ในกรรม คือ ไม่ต่อกรรม ไม่มีการกระทำอันเป็นที่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นแล้ว กรรมปัจจุบันและกรรมอนาคต ย่อมจักไม่มีการส่งผลมาให้ต้องรับเป็นกฎของกรรม ยกเว้นกรรมในอดีตชาติเท่านั้นที่ยังให้ผลกับขันธ์ ๕ อยู่ แต่เมื่อไหร่จิตนี้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใด เมื่อนั้นหมดแล้วซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เมื่อนั้นกฎของกรรมใดๆ ก็ไม่สามารถจักให้ผลได้ จงมีความมั่นคงในการสำรวมกาย - วาจา - ใจเถิด

          ๕. อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกจุดในประเทศไทย ล้วนเป็นกฎของกรรมของประเทศ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ค่อยจักดีอยู่แล้วก็ยิ่งลำบากกันทั่วหน้า ให้พิจารณาเข้าหาอริยสัจเป็นหลักสำคัญจึงจักแก้ปัญญาต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง หากต้องการจักพ้นจากวัฏฏะสงสาร ต้องเห็นโทษของการห่วงกังวล ต้องพยายามปล่อยวาง ไม่พึงทำจิตให้เป็นทุกข์ การเกาะติดแม้แต่อารมณ์อันใดแม้แต่นิดหนึ่ง ถ้าหากตายในเวลานั้น ก็ไม่สามารถจักไปพระนิพพานได้ จงจำเอาไว้เสมอว่า คนเราเกิดมาเพื่อตาย ใครจักตายก็ตาม ก็ไม่สำคัญเท่ากับคนที่เราคือจิตอาศัยอยู่นี้มันต้องตายแน่ จักตายเวลาไหนให้พร้อมปล่อยวางเอาไว้เสมอ รักษากำลังใจ ตัดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ทิ้งไป สวรรค์โลก - พรหมโลกไม่เป็นที่ต้องการ มุ่งสู่จุดเดียวคือพระนิพพาน แต่ในขณะนี้ชีวิตยังอยู่ ให้รู้หน้าที่อันไหนควรทำก็ให้ทำเต็มความสามารถ หน้าที่อันไหนไม่ใช่ของตนก็ให้ปล่อยวาง จิตจักได้เป็นสุขบ้าง

          ๖. จำได้ว่า หลวงพ่อฤๅษีท่านเล่าไว้มีความสำคัญดังนี้ พวกเราบำเพ็ญบารมีกันมามากถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป ขาดอีก ๗ ชาติก็เต็ม แต่มาลาเสียก่อนในชาตินี้ บารมีสำหรับพระสาวกก็ล้นแล้วทรงตรัสว่า จริงอยู่แม้บำเพ็ญบารมีมามาก แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านั้นก็เกิดมามากเหมือนกัน การทำชั่วที่เรียกว่าอกุศลกรรมก็มีมากยิ่งกว่ากรรมดี เนื่องจากก่อนหน้านั้นยังไม่เข้าถึงความดีในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง รับศีลก็ไม่รักษาศีลอย่างจริงจัง กาย - วาจา - ใจยังไม่มีอธิศีล กว่าจักมารู้คำว่าบำเพ็ญบารมี ก็จัดได้ว่าทำชั่วมากกว่าทำดี ดังนั้นในชาตินี้เมื่อปรารถนาจักไปพระนิพพาน กรรมที่ทำไว้ในอดีตชาตินับอสงไขยกัปไม่ถ้วน ก็ย่อมเข้าสนองเป็นธรรมดา ให้กำหนดรู้เอาไว้ตรงนี้ด้วย จักได้ไม่ดิ้นรนเมื่อกฎของกรรมที่เป็นอกุศลเข้ามาสนอง อย่าคิดว่าทำดีเอาไว้เยอะ นั่นแหละเปรียบแล้วแค่เขาโค แต่กรรมชั่วที่เคยทำ อย่าคิดว่าทำเอาไว้น้อย นั่นแหละเปรียบแล้วก็คือขนโค ที่ตรัสมาเป็นความจริงทุกประการ ขอให้พวกเจ้าใช้ปัญญาพิจารณา หรือถ้าใครมี อตีตังสญาณก็ระลึกชาติดู ก็จักรู้กฎของกรรมได้อย่างหมดสงสัยในกรรม หรือธรรมซึ่งเป็นตัวเดียวกัน

          ๗. ทำใจให้เย็นๆ รักษาอารมณ์จิตให้เป็นสุข มีความเยือกเย็นสงบสุขให้ถึงที่สุด ก่อนที่จักพิจารณาอะไร ให้มุ่งความสงบของจิตก่อน แล้วจักพิจารณาให้กระจ่างได้ผลดี จิตที่เข้าถึงฌานก่อน จักพิจารณาย่อมมีปัญญาแหลมคม เนื่องจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการของจิตถูกระงับไป ทำให้จิตมีกำลัง เพียรทำจุดนี้ให้คล่องตัว การเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงก็เป็นของไม่ยาก

          ๘. การที่คิดว่าสัตว์นั้นเป็นตัวกรรม ในรูปกรรมที่เขามาอาศัยเกิด สัตว์ก็ดี คนก็ดี เป็นรูปของกรรมบังคับ ตัวจริงๆ ก็คือจิตที่ถูกกรรมบังคับให้มาอาศัยในรูปนั้นๆ อยู่ เขาย่อมต้องการความเห็นใจ และการดูแลจากผู้ที่ช่วยเหลือเขาได้ คิดอย่างนี้ถูกต้องแล้ว จิตถึงจิต การเกื้อกูลคนและสัตว์ก็จักเกิดขึ้นได้อย่างไม่รังเกียจ ทั้งนี้ก็อาศัยการเห็นสมควรจักช่วยเหลือได้แค่ไหน รวมทั้งเกิดความเหมาะสมไม่เบียดเบียนใครด้วย

          ๙. การพิจารณาธรรมให้มีความใจเย็นเป็นพื้นฐาน แล้วจักเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าใช้อารมณ์เป็นเครื่องพิจารณา จักทำให้คลาดเคลื่อน กิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม เอาไปกินได้โดยง่าย รู้ช้าตามความเป็นจริงดีกว่ารู้เร็วแล้วแต่ไม่ตรงความจริง รายละเอียดของธรรมมีอีกมาก ให้ค่อยๆ ศึกษาพิจารณาไป แล้วจิตจักเข้าถึงธรรมอันละเอียดมากขึ้น แล้วจิตจักมีกำลังป้องกันกิเลสได้ และตัดกิเลสได้ในที่สุด อย่าท้อใจ การแพ้กิเลสบ้างเป็นของธรรมดา เป็นของดีที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในการปฏิบัติ ถ้าไม่รู้ว่าแพ้ จิตก็จักไม่มุ่งเอาชนะกิเลส ข้อนี้พึงศึกษาจิตให้มากที่สุดก็จักเอาชนะได้

          ๑๐. ให้พิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นกฎของกรรม เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรผิดธรรมดาไปได้ ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา แล้วจักมีอารมณ์ปลดได้ง่าย ถ้าจิตติดอยู่ตรงไหน ให้พยายามพิจารณาอยู่ตรงจุดนั้น แล้วต่อไปจักเห็นได้เองว่า ความเป็นแก่นสาร-สาระของโลกนั้นไม่มี จิตเห็นธรรมดาไปหมด จิตก็จักโปร่ง ไม่มีความหนักใจแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย เรื่องอาหารนั้นมิใช่จักพิจารณา เป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญาเพียงอย่างเดียว จักต้องพิจารณาถึงคุณและโทษของอาหารด้วย ตัวอย่างเช่นการใช้น้ำมันดอกคำฝอย ซึ่งมีคุณในการลดคลอ เรสเตอรอล ในเลือดได้ดี แต่หากใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้ความดันโลหิตต่ำ ใจสั่น หน้ามืด อ่อนเพลียหมดแรง เป็นลมง่าย จึงต้องหาตัวพอดี อย่าใช้มาก อย่าใช้ติดต่อกัน พึงศึกษาเอาไว้ให้ดี จักต้องพิจารณาถึงคุณและโทษของอาหารด้วย จำไว้ทำอะไรให้นึกถึงความเหมาะสม คือเดินสายกลางเข้าไว้ จักได้ไม่เดือนร้อนภายหลัง

          ๑๑. จิตจักเป็นสุขได้ เมื่อร่างกายเป็นสุขตามอัตภาพที่เป็นไปได้ ผู้เบียดเบียนร่างกายย่อมจักหาความสุขสงบให้แก่จิตใจได้ยาก คุณหมอเองก็เหมือนกัน อย่าถือว่าเป็นหมอแล้วรู้ดีเรื่องสุขภาพ ตรงนั้นมิใช่ปัญญา เป็นสัญญามาจากการเล่าเรียนในการเป็นหมอ พึงอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทาต่อสุขภาพร่างกาย จักจักเป็นการถูกต้อง เหล่านี้เป็นเรื่องรอบรู้ในกองสังขารชื่อว่าปัญญา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่พึงศึกษาปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงทางจิตเท่านั้น เรื่องของร่างกายจักเป็นเรา เป็นของเราก็ไม่ใช่ แต่ถ้าหากเราคือจิตอาศัยร่างกายนี้อยู่ ร่างกายยังไม่ตาย ก็พึงดูแลเขาไปตามหน้าที่ ทุกสิ่งทุกอย่างจักต้องมีความพอดีเหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ร่างกายก็ไม่ถูกเบียดเบียน จิตก็ไม่ถูกเบียดเบียน นั่นแหละเป็นการถูกต้อง

          ๑๒. ทำจิตให้สบาย อย่ากังวลกับปัญหาทั้งปวง อะไรมันจักเกิดก็ให้มันเกิด อะไรมันจักดับก็ให้มันดับ ให้จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ แล้วเราจักยึดอะไรให้มันทรงตัวไปได้เล่า พิจารณาจุดนี้ให้มาก แต่มิใช่พิจารณาแล้วหดหู่ - เศร้าหมอง หากแต่ว่าให้ปล่อยวาง จิตก็จักเป็นสุขได้ไม่มากก็น้อย และให้ระวังสุขภาพจิตของตนเองเอาไว้ให้ดี อย่าเพิ่มภาระ-กังวลให้จิตเสียสุขภาพ

          ๑๓. อนึ่ง ร่างกายไม่ดี พึงพักผ่อนให้มาก การรู้จักประมาณตนเป็นสิ่งประเสริฐ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม แล้วจักเห็นทางสายกลางอย่างแท้จริง ไม่ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ให้พิจารณาว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วจงคอยคุมสติ อย่ามีอารมณ์ปรุงแต่งธรรม จักตกเป็นทาสของสังขารปรุงแต่งได้โดยง่าย ให้พยายามปล่อยวาง ยอมรับกฎของกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ บุคคลใดจักไปพระนิพพานพึงรักษาอารมณ์จิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ให้หมั่นตรวจสอบอารมณ์ของจิตอยู่เนืองๆ ดูความไม่ผ่องใส มัวหมองด้วยเหตุอันใด แล้วพยายามหมั่นชำระอารมณ์ของจิตให้หลุดออกจากเหตุเหล่านั้น จุดนี้จักต้องทำอย่างจริงจัง จึงจักเห็นผล

          ๑๔. อย่าสนใจเหตุการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้น ให้ปล่อยวางให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นการสนใจในจริยาของผู้อื่น เป็นการขวางกั้นมรรคผลนิพพาน ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษพิจารณาจุดนี้เอาไว้ให้ดี แล้วมุ่งเอาแต่งานของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานรักษาจิตของตนเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลสที่ครอบงำจิต งานนี้เป็นงานหลักที่สำคัญที่สุดในชีวิต เนื่องจากวันคืนล่วงไป ความตายก็ใกล้เข้ามาทุกที ยังมัวแต่ประมาทในชีวิต ไม่รักษาความดี อาจจักสายเกินไปสำหรับการมุ่งตัดกิเลสเพื่อเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

          ๑๕. ทำความดีจักต้องอาศัยทำด้วยใจเย็นๆ การใจร้อนไม่ได้ช่วยให้ใครได้ดีไปได้ จักต้องหมั่นแก้ไขจุดนี้เอาไว้ให้ดี เนื่องจากทำให้จิตขาดความรอบคอบ อนึ่ง สุขภาพไม่สู้จักดีให้พักผ่อนให้มาก อย่าห่วงงานให้มากจนเกินไป จักทำให้เสียสุขภาพของร่างกาย จักยังให้จิตเกิดทุกขเวทนามากขึ้นโดยใช่เหตุ

          ๑๖. ให้รักษากำลังใจอยู่ในความเป็นบุญ เป็นกุศล สิ่งอื่นใดที่เข้ามากระทบเป็นความชั่วเป็นบาป ให้พยายามชำระล้างออกไปจากจิต ความผ่องใสของจิตจักเกิดขึ้นได้ เมื่อเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าสลดหดหู่กับความเป็นจริง ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ร่างกายแก่-ร่างกายเจ็บ-ร่างกายตายก็เป็นของจริง เป็นธรรมดา การปฏิบัติธรรมต้องมีจิตห้าวหาญ ยอมรับกฎของธรรมดาอย่างห้าวหาญ ฝึกจิตตรงนี้เอาไว้ให้ดี วัดกำลังใจเข้าไว้ตลอดเวลา ในการยอมรับกฎของความเป็นจริงนี้ จึงจักพบการก้าวหน้าของการปฏิบัติ

          ๑๗. เกิด - แก่ - เจ็บ - ตายเป็นของธรรมดา นี่คืออริยสัจ ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ สัตว์โลกเกิดมาเท่าไหร่ ตายหมดเท่านั้น ให้ดูคนอื่นเขาตายเป็นครูสอนใจว่า สักวันหนึ่งข้างหน้า ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ก็ต้องตายเช่นกัน นี่คืออริยสัจ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย - พลัดพรากจากของรักของชอบใจ ปรารถนาไม่สมหวังนี้เป็นทุกข์ เป็นของจริงที่ผู้ที่มาเกิดแล้ว จักต้องประสบกันทุกรูปทุกนาม จุดนี้จักต้องพิจารณาให้มาก จักได้ทำจิตใจให้ยอมรับกฎของธรรมดาเหล่านี้ เห็นคนอื่นเขาตายง่าย กล่าวคืออายุสั้นพลันตายบ้าง ตายด้วยโรคชราบ้าง ป่วยไข้ไม่สบายตายบ้าง ก็จงคิดว่าสักวันหนึ่งเหตุของความตายย่อมเกิดขึ้นกับร่างกายของเราบ้าง ฝึกซ้อมจิตตรงนี้เอาไว้ให้ดี ตายเมื่อไหร่จักได้ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

          ๑๘. ทำใจให้สงบไว้บ้าง ยิ่งผจญกับปัญหาหรือการงานทำให้เหน็ดเหนื่อย จักต้องหมั่นใช้อานาปานัสสติช่วยให้จิตใจถึงความสงบ จักได้หายเหน็ดเหนื่อย หรือคลายจากปัญหาได้เปราะหนึ่ง เนื่องจากจิตสงบ อารมณ์จักคลายจากความเครียด จิตก็จักลงตัวธรรมดาได้ มีอะไรเกิดขึ้นให้ใช้ขันติอดทนเข้าไว้เป็นหลัก ที่ยุ่งยากทุกวันนี้ก็เนื่องจากจิตใจไร้ความสงบ ขาดความอดทนไม่เยือกเย็นพอ ให้พิจารณาย้อนหลังดูว่า ความไม่สงบยุ่งยากใจอันเกิดจากปัญหาบ้าง จากเหน็ดเหนื่อยการงาน ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดเสียหายได้โดยง่าย การปฏิบัติธรรมจักต้องย้อนหน้าถอยหลัง เนื่องจากจิตก็ติดอยู่กับกิเลสตัวเก่าๆ นั่นแหละ ไม่ว่าโลภ - โกรธ - หลง ก็เกิดแล้วเกิดอีกขึ้นมาในจิต เป็นกิเลสปรุงแต่งอยู่ในกองสังขาร ยุยงส่งเสริมให้จิตหลง ไปโง่ไปหลงยึดอยู่ เกาะอยู่ในกองกิเลสตัณหาว่าเป็นเรา เป็นของเรา แต่ถ้ามีสติ - สัมปชัญญะระลึกอยู่ เห็นความเกิด - ความดับของความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเกิดขึ้นอยู่ในสังขารปรุงแต่งนี้มิใช่เรา ไม่มีในเรา กำหนดจนจิตรู้เห็นอยู่เช่นนี้เป็นปกติ เห็นคุณ - เห็นโทษของการออกจากอารมณ์ หรือติดอยู่ในอารมณ์ ที่สุดของการรู้การเห็นในการเกิด ในการดับไปของกองสังขารปรุงแต่ง ที่สุดก็จักสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้ จิตจักปล่อยวางความโกรธ - โลภ - หลงได้เร็วยิ่งขึ้น

          ๑๙. การมรณภาพของท่านเจ้ากรมเสริม เป็นไปตามกฎของธรรมดา ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อมไปในทิศทางที่ปรารถนา จิตของท่านตั้งมั่นอยู่ในพระนิพพานนานแล้ว เป็นที่เป็นสุขอย่างยิ่งที่พ้นไปจากทัณฑ์ทรมานของขันธ์ ๕ ดูแล้วพิจารณาเอาไว้ให้ดี ขันธ์ ๕ เป็นโทษอย่างยิ่ง ถ้ายังไม่เห็นโทษของขันธ์ ๕ ย่อมจักทิ้งขันธ์ ๕ ไปได้ยาก เห็นโทษของขันธ์ ๕ ก็จักเห็นคุณของการออกจากขันธ์ ๕ อย่างแท้จริง สังขารุเบกขาญาณของท่านเจ้ากรมเสริมมีมานานแล้ว จิตมั่นคงมากให้ดูตัวอย่างของท่านเอาไว้ให้ดี ให้วางจิตยอมรับกฎของธรรมดาทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นี้ไปยังจักมีผู้อาวุโสอันเป็นศิษย์รุ่นเก่า อันเป็นกำลังของพระพุทธศาสนา กำลังของวัดท่าซุงจักทิ้งขันธ์ ๕ กันอีก แต่อย่าตกใจ วัดยังอยู่ได้คนรุ่นใหม่ก็จักหนุนเข้ามาเป็นกำลังของพุทธศาสนา กำลังของวัดท่าซุงต่อไป

          ๒๐. พระอริยเจ้าเบื้องสูง เมื่อถึงวาระจักทิ้งขันธ์ ๕ จิตของท่านจักเป็นสุขทุกองค์ สุขเหล่านี้จักออกมาทางนอกหน้า แม้ก่อนหน้านั้นร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ของท่านจักป่วยหนักก็ตาม เมื่อผ่านพ้นจากวาระนั้น จิตปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ๕ ร่างกายจักเป็นอย่างไรก็ปล่อยไปตามกรรม ทุกข์ของจิตไม่มี เมื่อจวนจักพ้นในวาระนั้น ความสดชื่นของจิตก็จักมี ทำให้เกิดความผ่องใสของสีหน้าของร่างกายตามมา เจ็บป่วยแค่ไหนก็ยิ้มออก เพราะรู้อย่างแน่ชัดว่าฉันจักพ้นไปจากเธอแล้วชั่วนิรันดร จิตเข้าสู่วิมุติธรรม คือความหลุดพ้นแห่งเครื่องจองจำ ของวัฏฏสงสารอย่างถาวร สุขอันใดจักเท่าสุขในพระนิพพานนั้นไม่มี

          ๒๑. อย่าคิดว่าร่างกายของเรายังแข็งแรง ยังไม่มีท่าทีเจ็บป่วย แล้วอายุยังไม่มาก ยังจักไม่ถึงที่ตาย ถ้าหากคิดอย่างนั้นนับว่าประมาทอย่างยิ่ง เพราะเนื่องด้วยชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ทุกชีวิตย่อมเป็นไปตามกฎของกรรม อย่าพึงคิดว่าความมั่นคงของชีวิตแห่งร่างกายนี้จักมี ถ้าหากคิดเช่นนั้นเป็นการคิดผิดอย่างแน่นอน เนื่องด้วยชีวิตเมื่อเกิดมาก็ย่อมมีการเจ็บ-การตายเป็นของธรรมดา เป็นได้ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ให้พิจารณาตามนี้เป็นหลักกว้างๆ จักได้ไม่เป็นการประมาทในชีวิต ให้กำหนดไว้เสมอว่า ร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้เป็นเพียงที่อาศัยชั่วคราว ต่อไปเมื่อถึงเวลาก็ต้องออกไปเสียจากร่างกาย เวลาเมื่อไหร่ตอนไหนก็พร้อมที่จักไป ถ้าหากร่างกายนี้จักพังลงไป คำว่าการเกิดมามีร่างกายอย่างนี้จักไม่มีกับเราอีกต่อไป ฝึกจิตให้มั่นคงให้เที่ยง อย่าได้หวั่นไหวกับกฎของกรรมใดๆ ที่เข้ามากระทบร่างกาย หรืออายตนะ แล้วเพียรปล่อยวางให้เห็นเป็นธรรมดา ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าหากไม่มุ่งทำจิตให้เที่ยงให้มั่นคงในการละสังโยชน์ ก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จึงจักได้มีโอกาสได้เข้าถึงแก่นของพระศาสนาอีก ให้คิดไว้เสมอว่าโอกาสดีเป็นของเราแล้ว จงอย่าได้ปล่อยโอกาสเหล่านี้ให้พ้นไป ถ้าหากพลาดจากชาตินี้ ก็ยังจักต้องเกิดอีกนานนัก ให้สำรวมระวังจิตของตนเองเอาไว้ให้ดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่