“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๗)




          ปกด้านใน

            อย่ายุ่งกับกรรมผู้อื่น กฎของกรรมเที่ยงเสมอ ฝืนไม่ได้ ให้เห็นเป็นธรรมดา แล้วอุเบกขาจักเกิดง่าย

             สังโยชน์ ๑๐ ยังไม่หมด อย่าคิดว่าดีเป็นอันขาด

            ปฏิบัติแล้วยังยึดกายอยู่ผิด ปฏิบัติแล้ววาง-ละกายได้ถูก

            จงอย่าประมาท ระวังแต่อย่าระแวง จิตจักมีกังวล

            จิตหนักเพราะเกาะเวทนาของกาย ให้เอาพระอัสสชิเป็นครู

            ขันธ์ ๕ จองจำเรา หรืออารมณ์จิตจองจำเรา

            หมั่นดูโทษของกาม และโทษของความโกรธ

            อย่าเสียดายเงิน-ทอง ให้เสียดายเวลา ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้

            ผู้ใดกำหนดรู้ธาตุ ๔ ไว้เสมอ จะประมาทน้อยลงๆ รู้ลมก็รู้สติ รู้สติก็รู้สัมปชัญญะ ก็รู้กรรมทางกาย-วาจา-ใจ เท่ากับรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

            พระอริยเจ้าเบื้องสูงท่านมีเหตุ-มีผล ย่อมไม่ทำอะไรเล่นๆ - ไร้สาระ

            ราคะและปฏิฆะ ไม่กลัวร้อน แต่กลัวเย็นจากพระธรรม แก้จริตทั้ง ๖

            ใครมีขันธ์ ๕ หรือร่างกายก็ทุกข์ตั้งแต่ตื่นยันหลับทุกคน

            ศีล สมาธิ ปัญญา ล้วนแต่ทำให้จิตเย็น สงบ เป็นสุข

            สุขที่เป็นโลกุตรธรรม เช่นอากิญจัญญายตนะ, อัพยากฤต, อุเบกขาในขันธ์ ๕, สังขารุเบกขาญาณ, ปัทสัทธิในโพชฌงค์ ๗ และพระนิพพานเป็นต้น

            ศัตรูของเรา ก็คืออารมณ์จิตของเรา ชอบทำร้ายตัวเอง

            ปฏิบัติถึงจิตในจิต จึงจะเห็นอารมณ์ชั่วของตนได้ จึงจะละความชั่วได้จริง

            การให้ทานด้วยปิยะวาจา ก็เป็นอภัยทาน และธรรมทาน

            ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตให้ผ่องใส ก็เป็นธรรมทานที่ให้กับจิตตนเอง

            ผู้รักษาศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็เป็นธรรมทานที่ให้กับจิตตนเอง

            ผู้ปฏิบัติทาน-ศีล-ภาวนา ก็เป็นธรรมทานที่ให้กับจิตตนเอง

            เกาะไม่เป็น(เกาะขันธ์ ๕) ก็เป็นทุกข์ เกาะเป็น(เกาะนิพพาน) ก็เป็นสุข

            เรานอนตามหน้าที่ ให้คิดว่านอนครั้งสุดท้าย ตายก็ไปนิพพาน

            ยิ่งสงสัย ยิ่งฟุ้งเลว ยิ่งทำร้ายตัวเอง เพราะฉลาดไปหมด(โง่)

            อานาปา-กายคตา-อสุภะ-มรณาและอุปสมานุสสติ จึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต

            ชาวโลกติดสมมุติ ชาวธรรมวางสมมุติด้วยเหตุ-ผล โดยใช้อริยสัจ

            กรรมดี-ชั่วเที่ยงเสมอ ให้วางกรรมของผู้อื่น รู้ไว้แค่เป็นครูสอนใจไม่ให้ชั่วตามเขา

            พยายามทำจิตให้เป็นสุขในโลกุตรธรรมให้มากๆ

            กรรมนั้นเที่ยง แต่จิตยังไม่เที่ยง ก็ไหวไปตามกฎของกรรมนั้นๆ เพราะอุปาทานยังไม่หมด

            การตำหนิกรรมคือนินทา การยกย่องจนเกินพอดี คือสรรเสริญ

            คนดีจริงๆ ไม่อวด ดีไม่จริงชอบอวด

            รู้ไม่จริงจึงไม่เห็นธรรมดา หลงคิดว่ารสอร่อยผิดธรรมดา เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง

            ทุกอย่างให้อยู่ด้วยความพอดี (สายกลาง) ในปัจจัย ๔ เป็นอริยสัจ

            ให้พยายามเลิกสนใจจริยาของผู้อื่น-กรรมของผู้อื่น จิตจะเป็นสุข

            กำหนดรู้อารมณ์ทุกอิริยาบถ สันตติทางธรรมจักเกิดได้ไม่ยาก

            สิ่งที่อิงโลกีย์ทุกอย่างไม่เที่ยง ยึดเข้าเป็นทุกข์ทั้งหมด

            วันเกิดไม่สำคัญ วันตายซิสำคัญ เพราะไม่รู้วันไหน

            ดัดนิสัยของจิตด้วยความไม่ประมาทด้วยอานาปา, กายคตา, อสุภะ, มรณา และอุปสมาด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา

            วิญญาณเป็นเหตุ-เวทนาเป็นผล หรืออุปาทานเป็นเหตุ-ธรรมารมณ์เป็นผล หรือวิญญาณเป็นเหตุ-สังขารเป็นผล เพราะเกิดเวทนา ทั้งหมดเป็นปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ

            พิจารณามีร่างกายเหมือนติดคุกตลอดชีวิต และเลี้ยงลูกอ่อนตลอดชีวิต

            ทุกข์กายให้กำหนดรู้ อย่าแบกทุกข์-เกาะทุกข์ ให้เห็นเป็นธรรมดา

            ๘๔,๐๐๐ กองล้วนแสดงกฎของกรรม (อริยสัจ) ไว้ทั้งสิ้นจึงต้องตัดกรรม อย่าต่อกรรม

            จำไว้ความสบายใจหาค่าประมาณมิได้ (เป็นทรัพย์อันประเสริฐ)

            ธรรมจักจริงในปัจจุบันเท่านั้น ยังไม่เกิดกับจิตก็ยังไม่จริง จริงแค่จำได้

            บุคคลใดตัดโลภได้มากเท่าไหร่ ลาภเกิดมากเท่านั้น

            กลัวทุกสิ่งในโลก ล้วนลงที่สักกายะตัวเดียว กลัวตายเท่ากับจิตติดกาย

            จิตที่ยังเกาะทุกข์ของกาย จึงลืมกำหนดรู้ว่ากายนี้มันไม่ใช่เรา

            หลักธรรมคำสอนมุ่งที่อริยสัจ หรือกฎของกรรมจุดเดียว

            ต้องถูกกระทบก่อนจึงจักเป็นของจริง จงเอาการกระทบเป็นครู

            ทำบุญในวันสำคัญทางพุทธศาสนาได้บุญใหญ่ เท่ากับทำกับพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ และพระอรหันต์ทุกพุทธันดร

            รู้อริยสัจกองเดียว ตัดกิเลสได้ทุกอย่าง

            อย่ากลัวความจริงให้ตามนึกถึงความจริงไว้เสมอ เพราะอริยสัจคือความจริง

            หมั่นเรียนรู้อารมณ์ และหมั่นแก้ไข อย่าให้ขาดด้วยสติ-สัมปชัญญะ

            พยายามมองธรรมดาของคน-สัตว์-วัตถุจนชิน แล้วยอมรับในธรรมนั้น ๆ

            กิเลสเป็นเครื่องทดสอบ เป็นครูสอนใจ

            สภาวะลูกอ่อนภายนอก (ลูก) สภาวะลูกอ่อนภายใน (ตัวเอง) แยกให้ถูก

            งานทางโลกหยุดได้ แต่งานภาระของขันธ์ ๕ หยุดไม่ได้เลย

            มีมรณาอยู่เสมอ จิตจักไม่ประมาท จับนิพพานแน่นไม่ยอมวาง

            งานวัดเป็นการรวมญาติทางธรรม มีพระพุทธเจ้าเป็นที่รวมใจ เป้าหมายคือนิพพาน

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน (ผู้รวบรวม)

 

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่