คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๙)




          นับเป็นพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ของสมเด็จองค์ปฐม, สมเด็จองค์ปัจจุบัน และหลวงพ่อฤๅษีที่ทรงตรัสสอน และสอนพระธรรมที่นำไปสู้ความหลุดพ้นให้กับพวกเราเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ผู้ใดได้อ่านแล้วก็เข้าใจได้ทันที ส่วนพระธรรมที่พิมพ์แจกอยู่ในปัจจุบันทุกเล่ม ล้วนใช้ภาษาแขก - ภาษาบาลี - ภาษาในสมัยพุทธกาลมาอ้างก่อนจะแสดงธรรม อันเป็นภาษาโบราณ ซึ่งพวกเราชาวพุทธส่วนใหญ่ในปัจจุบันอ่านแล้ว ไม่ค่อยจะเข้าใจ หรือเข้าใจได้ยาก หรือยากที่จะเข้าใจ จนส่วนใหญ่ท้อแท้หมดกำลังใจที่จะอ่านต่อไป และบางครั้งกรรมที่เป็นอกุศลให้ผล อ่านแล้วเข้าใจผิด ตีความหมายผิด ก็เลยเจ้าป่าเข้ารกไปก็มีไม่น้อย และร้ายที่สุดก็คือ ผู้แสดงธรรมเป็นมิจฉาทิฎฐิ เอาธรรมของตนเองมาแสดง มิใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า หรืออ้างบาลีนำหน้า แต่แปลความหมายผิด, ตีความหมายของพระธรรมผิด บางท่านก็จำมาผิดๆ เป็นการตู่พระพุทธเจ้าโดยตรง มีโทษเป็นอาบัติปาราชิก เพราะแสดงธรรมที่ไม่มีในตน และยังค้านพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เสียอีก เป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง เมื่อร่างกายพังหรือตายไป จิตผู้นั้นก็ต้องลงนรกขุม ๘ หรืออเวจีมหานรก เนื่องด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พระองค์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ที่บวชพระแล้ว จิตยังไม่เป็นพระ ทรงหมายถึงยังตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกไม่ได้ ทรงเรียกว่าสมมุติสงฆ์ ยังไม่ใช่พระ บวชแต่กาย ใจยังมิได้บวช เพราะพระในพระพุทธศาสนามี ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน - พระสกิทาคามี-พระอนาคามี และพระอรหันต์ ความเป็นพระเป็นที่จิต มิใช่เป็นที่เครื่องแบบ หรือเป็นที่กาย เมื่อจิตเป็นพระแล้ว จิตดวงนี้จะเที่ยง ไม่เสื่อมหรือถอยหลังมาเป็นปุถุชน หรือสมมุติสงฆ์อีก และสำคัญที่สุด คือ ไม่มีทางที่จะตกอบายภูมิ ๔ (ยมโลก) อีกต่อไป พระองค์จึงอนุญาตให้ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น ออกเผยแพร่พระศาสนาของพระองค์ได้ ต่ำกว่านั้นยังไม่ทรงอนุญาต เนื่องจากพระโสดาบันท่านมีอธิศีลเป็นหลักสำคัญ ท่านจะสอนธรรมที่มีในตนเท่านั้น รู้จริงแค่ไหน ได้จริงแค่ไหน ก็สอนแค่นั้น ไม่หลงแสดงธรรมที่ยังไม่มีในตนเป็นอันขาด สิ่งที่ท่านสอนก็คือ สอนให้คนไม่ตกนรก ปิดนรกหรืออบายภูมิ ๔ ได้อย่างถาวร อย่างที่ท่านปฏิบัติได้มาแล้ว แต่ในปัจจุบันมีสมมุติสงฆ์แสดงธรรมที่ไม่มีในตนอยู่เป็นจำนวนมาก หากพวกเราไม่มีหลักธรรมประจำจิตแล้ว ก็มีหวังลงนรกตามท่านไปด้วย

          พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่มนี้เป็นเล่มที่ ๙ แล้ว ขอให้ทุกท่านจงศึกษาหนังสือจากเล่มที่ ๑ เป็นต้นมา ปฏิบัติให้จริงจังตามนั้น รีบปิดนรกให้ได้ก่อนเป็นประการแรก แล้วท่านจะสบายใจเป็นอย่างมาก ที่ไม่มีใครจะมาเอาท่านลงนรกได้อีก สำหรับฆราวาส ปฏิบัติได้ง่ายกว่าพระมาก เพราะรักษาศีลแค่ ๕ ข้อก็พ้นนรกแล้ว แต่พระต้องรักษาถึง ๒๒๗ ข้อ ทุกอย่างอยู่ที่ความเพียรเป็นสำคัญ ต้องเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาจิตเราไม่ให้กระทำผิดศีลอีก ในปัจจุบันนี้คนหนุ่มชาวไทยยังรักษาศีล ๕ ข้อยังไม่ได้ แต่กลับไปบวชพระ ซึ่งจะต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ อย่างนี้เขาเรียกว่าบวชเพื่อจองนรก เพราะกลัวนรกจะไม่มีที่ว่างสำหรับตน นรกขุม ๘ จึงมีพวกบวชกายไม่ยอมบวชใจ (บวชจองนรก) อยู่เป็นจำนวนมาก จนหาที่ว่างไม่ค่อยจะมี ทรงแนะนำให้เอาสังโยชน์ ๑๐ ประการ เป็นเครื่องวัดอารมณ์จิตในการตัดกิเลส อันมีความโลภ - โกรธ - หลงเป็นหลักสำคัญ มี บารมี ๑๐ เป็นกำลังใจช่วยในการปฏิบัติ ใครเพียรมากพักน้อยก็ได้เร็ว ใครเพียรน้อยพักมากก็ได้ช้า มีรายละเอียดอยู่แล้วในเล่ม และจงอย่าลืมว่า ในโลกนี้จะมีใครที่สอนพระธรรม ที่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้ดีเท่ากับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมีพระสัพพัญญูญาณ หรือพระพุทธญาณแต่พระองค์เดียวในโลก จึงทรงรู้จริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลได้หมดพระองค์เดียวเท่านั้น หนังสือทุกเล่มที่แจกไปจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ เพราะทรงตรัสสอนเป็นภาษาไทยปัจจุบัน อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายหรือเข้าใจทันที ผมเองมีหน้าที่เป็นเพียงผู้รวบรวม พระธรรมคำสอนของพระองค์เท่านั้น และก็พิมพ์แจกไปให้กับผู้มีศรัทธาในศาสนาของพระองค์มาเป็นเวลา ๑๖ ปีเต็มแล้ว ส่วนทุนนั้น ก็ได้มาจากพวกเราที่เกาะกลุ่มกันมาในนามของลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ต่างก็บริจาคโลกียทรัพย์ ซึ่งไม่มีใครสามารถเอา ไปได้ มาเป็นธรรมทาน ซึ่งชนะทานทั้งปวง เปลี่ยนเป็นโลกียทรัพย์มาเป็นโลกุตรทรัพย์ ซึ่งสามารถเอาไปได้ ธรรมทานนี้สามารถตัดได้ทั้งความโลภ-โกรธและหลง เป็นตัวปัญญาแท้ในพุทธศาสนา สามารถจะเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย ๆ ด้วยอุบายอันชอบที่ท่านเมตตาสอนไว้ให้หมดแล้ว บุคคลกลุ่มนี้แหละต่างก็บริจาคทรัพย์เป็นธรรมทานจัดพิมพ์รวมเป็นเล่ม แจกเป็นธรรมทาน โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จึงไม่มีรายชื่อผู้บริจาคเหมือนกับหนังสือที่แจกเป็นธรรมทานอื่น ๆ การมีกำลังใจในระดับนี้ คือทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ทรงตรัสว่าเป็นปรมัตถทาน ผู้มีปัญญาทุกคนรู้ด้วยจิตของตนเองว่า เมื่อร่างกายตายแล้ว ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติของโลกที่เรารักที่สุดก็คือร่างกายที่จิตเราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น พระองค์ทรงตรัสว่า ร่างกายที่เราเห็นอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถจักเอาไปได้

          พระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนาของพระองค์ด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ

               ก) จงละกรรมชั่วทั้งมวล ด้วยการทำทาน (เพื่อตัดความโลภ) รักษาศีล (เพื่อตัดความโกรธ)

               ข) จงทำแต่ความดี ด้วยการเจริญสติให้ตั้งมั่น จนเป็นสมาธิ หรือเจริญพระกรรมฐานเพื่อทำให้จิตสงบเป็นสุข เป็นฌานสมาบัติ คือ สงบกิเลสทั้งหลายได้ในขณะนั้น

               ค) จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วยการเจริญภาวนา อันประกอบด้วยสมถะภาวนา และวิปัสสนาภาวนา เพื่อตัดความโลภ - โกรธ - หลงให้ขาดไปจากจิตอย่างถาวร (เป็นสมุจเฉทปหาน)

          สรุปว่า ทรงให้ใช้มรรค ๘ เป็นตัวปฏิบัติ ย่อมรรค ๘ แล้วก็คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือทาน - ศีล - ภาวนานั่นเอง หรืออธิศีล - อธิจิต - อธิปัญญา หรือก็คือสังโยชน์ ๑๐ ประการนั่นเอง อีกจุดหนึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า การให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง (ธรรมทาน) เพราะสามารถตัดได้ทั้งความโกรธ ความโลภและความหลง เป็นตัวปัญญาแท้ในพระพุทธศาสนา สามารถนำจิตของผู้ปฏิบัติ ให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยตรง บุคคลผู้เข้าใจในธรรมของพระองค์ จึงบริจาคเงิน ซึ่งเอาไปจากโลกนี้ไม่ได้ เป็นธรรมทานซึ่งทำให้เกิดปัญญาตัดได้ทั้งโลภ - โกรธ - หลง พิมพ์หนังสือธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์แจกมาตามลำดับ จนถึงเล่มปัจจุบันเล่มที่ ๙ และก็จะบริจาคเงินทำธรรมทานต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จิตที่ตั้งมั่นอยู่จุดเดียวคือทำบุญ - ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จิตมีสภาพจำเมื่อให้เขาจำเป้าหมายที่เขาตั้งใจจะไปจุดไหน พอร่างกายพังจิตเขาก็เร็วไปจุดนั้นจุดเดียว คือพระนิพพาน จึงมีผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานแบบง่าย ๆ ในขณะนี้ได้หลายท่าน โดย ใช้วิชามโนมยิทธิให้เกิดประโยชน์ ด้วยอุบายที่ทรงเมตตา ตรัสสอนแนะนำสั้นๆ ว่า ให้รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน คือ อานาปาและมรณาและอุปสมานุสสติไว้เสมอ ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต และให้จิตจับภาพนิมิตพระนิพพานไว้จนชินกลายเป็นฌาน เมื่อร่างกายตายจิตก็จะชินเป็นฌานตรงไปสู่พระนิพพานทันที เพราะจิตไม่มีเวลาเป็นอกาลิโก จึงเป็นอุบายง่ายๆ ขอจงอย่าสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระองค์ก็แล้วกัน เพราะตัวสงสัยเป็นนิวรณ์ข้อที่ ๕ ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือ โง่ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์สงสัยในพระธรรมคำสอนของพระองค์ ซ้ำยังมีโทษเท่ากับปรามาสพระรัตนตรัยด้วย หากตั้งใจหรือมีเจตนาก็โทษสูง โทษหนัก ไม่เจตนาก็มีโทษเบาลง ดังนั้นทางที่ดีก็ไม่ควรทำเสียเลยจะดีกว่า (กรุณาอ่านคำนำในเล่มที่ ๕ แล้วท่านจะเข้าใจได้ดี)

          ผมตอบปัญญาธรรมที่มีผู้ถามที่ซอยสายลมมาครบ ๑๖ ปีเต็มแล้ว เวลานี้หากนับอายุจริงแบบพระพุทธเจ้าท่าน คือ นับตั้งแต่จุติหรือเกิดอยู่ในครรภ์มารดาด้วย ผมก็อายุครบ ๘๒ ปีแล้ว จึงพยายามเร่งรัดตนเองให้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ออกมาพิมพ์แจกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ชีวิตอยู่เกินอายุขัยของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังไม่รีบเร่งปฏิบัติธรรมให้จบกิจในชาตินี้ ก็นับว่าเป็นผู้ประมาทอย่างยิ่ง จึงต้องปฏิบัติไป ๒ อย่างพร้อม ๆ กัน คือ เผยแพร่พระธรรม คำสั่งสอนที่ทรงตรัสไว้ในอดีต ซึ่งตนเองยังปฏิบัติยังไม่ได้ แต่ก็ไม่ประมาทบันทึกเอาไว้ก่อน เพราะรู้ว่าสัญญาหรือความจำเป็นอนิจจาไม่เที่ยง ตนเองก็เพียรปฏิบัติอยู่ แต่ก็ต้องเพียรเผยแพร่ไว้ให้ผู้อื่นเขาได้รับรู้ด้วย เพราะพระธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในโลก แม้พระองค์จะปรินิพพานไปแล้ว ก็ทรงตรัสกับพระอานนท์ไว้ว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมจักเป็นศาสดาแทนเรา ทรงยกเอาพระธรรมเป็นใหญ่ หมายความว่า ความเป็นพระพุทธเจ้ามิได้อยู่ที่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของพระองค์ หากแต่อยู่ที่พระธรรม หรือจิตที่ทรงธรรมต่างหาก

          ใน ๑๖ ปีที่ผ่านมานี้ ยังมีผู้รับฟังบางท่านเข้าใจผิด คอยจับผิดผมอยู่เสมอก็มี และเอาไปปรุงแต่งธรรม คือ นินทาลับหลังอยู่ต่อหน้าไม่กล้าถาม แต่ทางธรรมมีแต่ให้อภัยและสงสารเท่านั้น ก่อนที่ผมจะหมดหน้าที่บรรยายธรรม หรือตอบปัญหาธรรมนี้ไปจากโลก ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง จะยึดถืออะไรมาเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ผมจึงยึดเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งเที่ยงแล้วไม่มีเปลี่ยนแปลงอีกเป็นที่พึ่งตลอดมา จนแน่ใจว่า หากปฏิบัติตามพระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนแล้ว คำว่าเกิดมามีร่างกายในโลกมนุษย์นี้จะไม่มีอีกสำหรับผม ถ้าผมปฏิบัติจริงจังตามที่ทรงแนะนำ ไม่ปฏิบัติธรรมแบบหัวเต่า ผลุบเข้าผลุบออก ทำบ้างไม่ทำบ้าง อย่างที่หลวงพ่อฤๅษีท่านชอบพูดเสมอ

          ความจริงมีดังนี้ พระองค์แบ่งบุคคลเป็น ๔ ประเภท คือ

               ก) อุคติตัญญู มีบารมีเต็มกำลังใจเต็มอยู่แล้ว (บารมี ๑๐ เต็ม) พระองค์ตรัสสอนสั้นๆ ย่อๆ แค่หัวข้อธรรมหรือสอนธรรม ในส่วนที่เขายังติดอยู่เล็กน้อยจุดนั้นจุดเดียวเท่านั้น เขาก็บรรลุได้ เช่น ท่านพาหิยะยังติดรูปอยู่ก็สอนสั้นๆ ว่า พาหิยะเธอจงอย่าในใจในรูป เพราะรูปไม่เที่ยง สอนเพียงแค่นี้ท่านพาหิยะก็จบกิจในพระพุทธศาสนา เป็นต้น

               ข) วิปจิตตัญญู พวกมีบารมีเกือบเต็ม มีกำลังใจหรือบารมี ๑๐ เกือบเต็มแล้ว พวกนี้จะสอนแต่เพียงหัวข้อไม่ได้ จะต้องชี้แจงแนะนำ มีปกิณกะธรรม หรือธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เหมาะกับจริตนิสัยและกรรมของแต่ละบุคคลประกอบด้วยจึงจะบรรลุได้ อย่างพวกเจ้าที่เพียรสนทนาธรรม ที่นำไปสู่ความหลุดพ้นมาเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว เป็นต้น แม้จะเพียรมา ๑๖ ปีแล้ว หากยังขี้เกียจไม่เอาจริงเอาจัง ก็อย่าหวังว่าจะไปพระนิพพานในชาตินี้ได้ ผมเองเป็นแค่ตัวกลางอยู่ระหว่างพระองค์กับผู้รับฟังเท่านั้น เพราะตลอดเวลาที่ผมตอบปัญหาธรรม ผมไม่เคยลืมที่จะขออาราธนาบารมีของพระองค์ครอบคลุม กาย วาจา และใจของผมไว้ก่อนเสมอ เรื่องนี้ผู้ที่มีจิตดีจะเห็นได้ชัดว่า วันนี้พระองค์ใดท่านคลุมจิตผมอยู่ ผมขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

               ค) เนยยะ พวกนี้พระองค์ทรงทราบว่า แม้จะสอนอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะให้เขาพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบันนี้ พระองค์จะสอนให้พวกเขาเกาะบุญ ติดบุญ เกาะความดี เพราะเกาะบุญดีกว่าเกาะบาป กันตกนรกได้อย่างดีด้วยอุบายต่างๆ เพราะบารมียังไม่เต็ม กำลังใจหรือบารมี ๑๐ ยังน้อยอยู่ ทรงรู้ด้วยพุทธญาณ หรือสัพพัญญูญาณ ซึ่งมีแต่พระองค์เท่านั้น ผู้อื่นไม่มี

               ง) ปะทะปะระมะ (ปทปรมะ) พวกนี้เขาไม่ศรัทธาในพระองค์ พระองค์จึงไม่สอนเขา จะเห็นได้ว่าบุคคลใดที่ไม่มีศรัทธาในพระองค์ พระองค์จะไม่สอนผู้นั้นเลย จุดนี้แหละพวกเราหลายคนที่หลงตนเอง ชอบตั้งตัวเองเป็นอาจารย์ ใหญ่ สอนเขาดะไปหมด ศรัทธาหรือไม่ กูไม่รู้กูสอนเขาหมด พวกนี้จึงเก่งกว่าพระพุทธเจ้า กรรมจากความหลงที่คิดว่าตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า ผลจะเป็นอย่างไรผมไม่ขอกล่าว

          พระพุทธองค์ จึงทรงอนุญาตให้ผู้ที่จะสอนหรือเผยแพร่พระศาสนาของพระองค์ได้เฉพาะบุคคลที่จิตเขาเป็นพระแล้วเท่านั้น มิได้จำกัดเพศ หมายความว่า จิตบุคคลผู้นั้นตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้แล้วเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเข้าใจผิดเหมาเอาเองว่าต้องบวชพระก่อน ซึ่งผู้ที่บวชแล้วไม่เป็นพระ เพราะยังรักษาศีลปาฏิโมกข์ (๒๒๗ ข้อ) ไม่ได้ครบทุกข้อ มีอยู่มากมายสุดประมาณได้ หลงคิดว่าตนเองบวชแล้ว เป็นพระ แสดงธรรมที่ไม่มีในตนอยู่เป็นปกติในปัจจุบันนี้ จุดนี้พระองค์ตรัสว่าเป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ จุดนี้ผมขอเขียนไว้แค่นี้ให้ผู้อื่นไปคิดต่อเอาเอง

          ขอสรุปว่า พระองค์ทรงอนุญาตให้บุคคลที่ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้แล้วเท่านั้น ที่จะประกาศพระศาสนาของพระองค์ได้ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านพ้นนรกหรือพ้นอบายภูมิ ๔ แล้วอย่าถาวร เพราะท่านจะพูดจะสอนแต่สิ่งที่ท่านมีอยู่แล้วในตนเท่านั้น คือ ธรรมที่ปิดนรก ธรรมที่หนีนรกได้อย่างไร ถาวรควรจะปฏิบัติอย่างไร สิ่งที่ยังไม่มีในตนท่านจะไม่แสดง แต่จะชี้ทางเดินทางปฏิบัติให้สูงยิ่งขึ้น ไปกว่านั้นได้ โดยอ้างตำราหรือคำสอนของพระองค์ แต่มิได้บอกว่าท่านปฏิบัติได้ตามนั้น ท่านก็กำลังเพียรปฏิบัติอยู่เช่นกัน ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงโชคดี

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่