คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๘)




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า อย่าไปเอาวิชา - ความรู้ - ศักดิ์ศรี - ฐานะ - ตระกูลมาเป็นเครื่องตัดกิเลส เพราะนั่นเป็นสิ่งภายนอก มิใช่ตัวจิตแท้ๆ ใครยึดถือก็เป็นมานะกิเลส ให้พิจารณาถึงตัวจิตล้วนๆ ตามที่สมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสไว้ในคิริมานนทสูตรว่า ผู้มีความรู้จักฉลาดสักปานใด ไม่ควรถือตัวว่าเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าผู้มีศีล ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ไม่มีศีล ปราศจากการรักษาศีล หรือเข้าใจว่า ตนเองดีกว่าผู้มีศีล จัดเป็น มิจฉาทิฎฐิ เป็นคนหลงทาง ห่างจากความสุขในมนุษย์ - สวรรค์และพระนิพพานมาก เพราะเหตุว่าผู้มีศีล ได้ชื่อว่าใกล้ต่อพระนิพพานอยู่แล้ว จะถือเอาความรู้และความไม่รู้เป็นเครื่องวัดความดีไม่ได้ ต้องถือเอาการละกิเลสได้เป็นเครื่องวัด เพราะผู้จะเข้าถึงพระนิพพานต้องอาศัยการละกิเลสได้ส่วนเดียว เมื่อละได้แล้ว แม้จักไม่มีความรู้มาก รู้แต่เพียงการละกิเลสได้เท่านั้น ก็อาจถึงพระนิพพานได้ จักเห็นได้ว่าชาวนา - ชาวสวน - ชาวไร่ที่มุ่งเข้ามาปฏิบัติธรรม มิได้มีวิชา - ความรู้ - ศักดิ์ศรี - ฐานะ - ตระกูลเลย แต่เอาจิตที่เต็มไปด้วยศรัทธาเข้ามาปฏิบัติด้วยกำลังใจเต็ม ในศีล - สมาธิ - ปัญญา มุ่งปฏิบัติกันที่จิตโดยตรง อันเป็นธรรมภายในด้วยกันทุกคน ไม่เอาธรรมภายนอก ๕ อย่างนั้นมาใช้ตัดกิเลส จัดได้ว่าเป็นหนูประเภทที่สอง คือ มิได้ขุด แต่ได้อยู่

 

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสสอนพระอานนท์เรื่องหนู มี ๔ ประเภท มีความโดยย่อว่า

          หนูประเภทที่ ๑ มันขุด (รู) แต่มิได้อยู่

          คือ พวกรู้ปริยัติ แต่มิได้ปฏิบัติ

          หนูประเภทที่ ๒ มันมิได้ขุดด้วย แต่ได้อยู่

          คือ พวกไม่รู้ปริยัติ แต่มุ่งปฏิบัติอย่างเดียว

          หนูประเภทที่ ๓ มันขุดด้วย และได้อยู่ด้วย

          คือ พวกรู้ปริยัติ และปฏิบัติด้วย

          หนูประเภทที่ ๔ มันไม่ได้ขุด และไม่ได้อยู่

          คือ พวกไม่รู้ทั้งปริยัติ และไม่ปฏิบัติด้วย

          ที่ผมยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จองค์ปฐม และสมเด็จองค์ปัจจุบันมาอ้าง ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตรวจสอบอารมณ์จิตของตนเองว่า ในขณะปัจจุบันนี้เราเป็นหนูประเภทไหนกันแน่ ส่วนตัวผมมีความเห็นว่ามีทั้ง ๓ ประเภทแรก คือ ประเภทแรก ได้ขุด แต่มิได้อยู่ มีมาก เพราะได้รับพระธรรมคำสั่งสอนจากหลวงพ่อฤๅษีโดยตรง และโดยอ้อมจากหนังสือและเทปคำสอนของท่านมากมาย บวกกับมีการสนทนาธรรม เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นกันอีก ๑๖ ปีแล้ว แต่ก็ยังขี้เกียจปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรคผลนิพพาน มรรคนั้นรู้แสนที่จะรู้ (ปริยัติ) แต่ยังไม่ยอมปฏิบัติให้เกิดผล หรือปฏิบัติแบบถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง มิได้เอาจริงเอาจัง จัดว่าเป็นผู้ประมาทในชีวิต เท่ากับประมาทในพระธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ บท

          หนูประเภท ๒ มิได้ขุดแต่ได้อยู่ อย่างที่องค์สมเด็จทรงตรัสไว้แล้วเรื่องชาวนา - ชาวสวน ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน จัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต

          หนูประเภท ๓ ได้ขุดด้วยและได้อยู่ด้วย ส่วนตัวผมเห็นว่ามีน้อย หาได้ยากเต็มที

          หนูประเภท ๔ เป็นพวกไม่ศรัทธาในพระองค์ พระองค์จึงไม่โปรดสอนพวกนี้ ก็จงอย่าไปสนใจ ให้ระวังอารมณ์จิตของเราเอาไว้ให้ดีๆ อย่าให้มันเผลอหลุดเข้าไปอยู่ในหนูประเภทที่ ๔ เข้าก็แล้วกัน

          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า การบวชใจนั้นบวชได้ทุกคน ไม่จำกัดทั้งเพศและวัย อายุตั้งแต่ ๗ ขวบ ก็บวชใจได้ทุกคน และบวชใจแล้วปฏิบัติตาม ศีล - สมาธิ - ปัญญา หากตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ขาด ก็เป็นพระอรหันต์ได้ แต่การบวชกายนั้น มีได้แต่เฉพาะบางคนเท่านั้นที่โอกาสอำนวย มีพร้อมทั้งกายและครอบครัวด้วย จัดเป็นหนูประเภทที่ ๓ สำหรับพวกที่โอกาสไม่ได้อำนวย เช่นคุณหมอ และพวกที่เป็นทั้งเพศชายและหญิง โอกาสไม่อำนวยให้บวชกายได้ แต่ก็นับว่าโชคดีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้พบท่านฤๅษีเป็นครูบาอาจารย์ สอนให้ทั้งปริยัติและปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน ให้เป็นหนูประเภทที่ ๓ คือได้ขุดด้วย และได้อยู่ด้วย ที่ยังเอาดีกันไม่ได้ อยู่ที่ขาดความเพียรนี่แหละ ควรจักพิจารณาตนเองว่าเราเป็นหนูประเภทไหนกันแน่ อยากไปพระนิพพานก็ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อสู่พระนิพพานด้วย อยากแต่ไม่ยอมปฏิบัติก็ไปพระนิพพานไม่ได้

          พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสสอนแต่อริยสัจหรือกฎของกรรม หรือกฎธรรมดาเท่านั้น ทรงตรัสเน้นว่า จะทรงตรัสสอนกี่แสนครั้ง ก็ไม่พ้นจากอริยสัจ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต่างบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และสอนให้พวกสาวกทุกองค์จบกิจได้ด้วย อริยสัจ เพราะอริยสัจแปลว่า ของจริงในพระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงพบก่อนผู้อื่นในโลก ได้พิสูจน์ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงค่อยนำมาสั่งสอนให้ผู้อื่นได้รู้แจ้งเห็นจริงตามพระองค์ ดังนั้น คำสั่งสอนของพระองค์จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นของจริง (อริยสัจ) ไม่จริงพระองค์ก็ไม่ตรัส ตรัสอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอื่น คำสอนของพระองค์จึงไม่มีใครคัดค้านได้ หากยังค้านได้ สิ่งนั้นมิใช่คำสอนของพระองค์

          ในปัจจุบันนี้มีนักบวช - สมมุติสงฆ์มากที่คัดค้านคำสอนของพระองค์ จะโดยเจตนาก็ดี - ไม่เจตนาก็ดี ก็ล้วนเป็นโทษทั้งสิ้น เพราะชอบอ้างคำสอนของพระองค์นำหน้า แล้วเอาปัญญาของตนเองออกมาอธิบายธรรมให้เพี้ยน หรือผิดไปจากอริยสัจหรือความจริง โดยจำมาผิดๆ ก็มี แปลความหมายของพระธรรมผิดไปก็มี บางรายหลงตนเองสุดๆ คัดค้านคำสอนเอาดื้อๆ เช่น สอนว่า นรกไม่มี - สวรรค์ไม่มี - เทวดา - นางฟ้า - พรหมไม่มี - นิพพานสูญ ตายแล้วสูญ เป็นต้น บางรายก็ตัดออกไปจากคำสอนของพระองค์ในพระไตรปิฎกเลยก็มี เช่นบอกว่า เรื่องฤทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ให้ตัดออกไปให้หมด เอาความคิดความโง่ของตนเป็นใหญ่ หากกูทำไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้เหมือนกูเช่นกัน ซึ่งตรงกับคำตรัสที่ว่า บุคคลใดที่คิดว่าตนเองเป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด บุคคลนั้นเป็นคนโง่อย่างแท้จริง พระองค์ทรงเอาการตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ ซึ่งก็คืออธิศีล - อธิจิต และอธิปัญญานั่นเอง เป็นเครื่องวัดความดีในการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา มิได้เอาการบวชนาน - มีพรรษามาก - มียศ - มีฐานะ - มีศักดิ์ศรีใหญ่ของตนเอง ออกมาคัดค้านคำสั่งสอนของพระองค์ ทำให้พระเล็กๆ ที่ไม่มีศักดิ์ศรี และฆราวาสไม่กล้าค้าน ส่วนพระแท้ที่ท่านจบกิจแล้ว ตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้เด็ดขาดแล้ว ท่านก็วางเฉย เพราะท่านมีอารมณ์เดียว คือ สังขารุเบกขาญาณ ท่านเคารพในกฎของกรรม ถือว่ากรรมใครกรรมมัน เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

          การที่จะดูว่าพวกนักบวช หรือสมมุติสงฆ์ มีศีล ปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อครบหรือไม่นั้นดูยาก เพราะจะรู้ หรือไม่จะต้องอยู่กับเขาสักระยะหนึ่งจึงจะรู้ได้ จุดที่เห็นได้ง่ายก็คือ กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ พวกนี้จะเผลอกล่าววจีกรรมปรามาส หรือไม่เคารพในผู้มีพระคุณเสมอ เพราะไม่รู้จริงว่าร่างกายของตนเองนั้นประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง มีความสกปรกเป็นพื้นฐาน รู้แค่สัญญาหรือความจำเท่านั้น จึงขาดสติ - สัมปชัญญะ กล่าววาจาดูถูกพระแม่ทั้ง ๕ คือ ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ และพระแม่โพสพ (ข้าว) ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งมารดาทางธรรมที่อยู่กับเราตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย เมื่อมีอารมณ์ไม่พอใจเกิด (ปฏิฆะหรือโทสะ) ก็มักจะกล่าวคำว่ามันนำหน้า เช่น น้ำมัน - ลมมัน - ไฟมัน - แผ่นดินมัน และข้าวมัน พวกนี้มักเผลอกล่าวเวลาเทศน์หรือสนทนาธรรม แม้แต่เขียนหนังสือออกมาก็ยังเผลออยู่ตามสันดานของตน

          อีกประโยคหนึ่งที่ได้ยินเป็นปกติคือคำว่า ใส่บาตร กับตักบาตร ซึ่งค้านได้ ๑๐๐% จึงมิใช่อริยสัจ มิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ของที่อยู่ในบาตรพระแล้ว ใครไปตักออกจากบาตรของท่าน ก็เป็นการทำบาป มิใช่ทำบุญ การกระทำทุกอย่างทางกาย - วาจา - ใจ ที่เป็นโทษ โดยคิดว่าไม่มีโทษ ก็ยังเป็นโทษ ไปทำบุญมา (ใส่บาตรพระ - ใส่บาตรเทโว) แต่ไปบอกคนอื่นว่าไปทำบาปมา (ตักบาตรพระ - ตักบาตรเทโว) จงใช้ปัญญาให้มาก อย่าใช้แต่สัญญา เชื่ออะไรง่ายๆ โดยขาดเหตุ - ผล พระพุทธศาสนาท่านสอนแต่อริยสัจ สอนให้รู้ให้เชื่อด้วยปัญญา ไม่สอนให้รู้ให้เชื่อโดยขาดปัญญา การจะไปพระนิพพานนั้น หากผิดหรือติดอะไรแม้แต่นิดเดียว ก็ไม่มีทางเข้าแดนพระนิพพานได้เลย

          อีกประโยคหนึ่ง ได้ยินกันชินหู คือ อยู่กัน ๒ คน หรือ อยู่กัน ๑ ต่อ ๑ กลับไปพูดว่าอยู่กัน ๒ ต่อ ๒ หากได้ยินใครพูด ก็จงอย่าไปพูดตามเขา เพราะมิใช่อริยสัจ ปล่อยไปตามกรรมของเขา เราไม่มีเจตนาจะโกหกเขา แต่ก็เหมือนโกหก หากอยู่กันแค่สองคน หรือ ๑ ต่อ ๑ แต่ไปพูดว่าเราอยู่ ๒ ต่อ ๒

          เรื่องทั้งหมดที่ผมนำเอามากล่าวไว้ในคำนำนี้ ล้วนเป็นปกิณกะธรรม ธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ทั้งสิ้น ด้วยพระเมตตาของพระองค์หวังให้พวกเราที่ปรารถนาจะไปพระนิพพานในชาตินี้ มีจิตละเอียดขึ้นตามลำดับ หรือมีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ขึ้น จนไม่เผลอในกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ และเข้าใจมงคล ๓๘ อันเป็นมงคลภายใน ในหัวข้อเรื่อง การบูชาคนที่ควรบูชาหนึ่ง การเคารพคนที่ควรเคารพหนึ่ง เราจะตัดสินได้ก็ด้วยอาศัยกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ นี้แหละเป็นหลัก นักปฏิบัติธรรม ที่หวังจะเข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ จะต้องสนใจแต่คำสอนของพระองค์ ซึ่งล้วนเป็นอริยสัจทั้งสิ้น จงอย่าเสียเวลาไปศึกษาสิ่งที่ไม่ใช่อริยสัจ คือ ยังค้านได้ หากเข้าใจจุดนี้ จิตก็จะละเอียดขึ้นตามลำดับ หันมาสนแต่พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งพิมพ์แจกเป็นธรรมทานมาตามลำดับ จนถึงเล่มนี้ เป็นเล่มที่ ๘ แล้ว ความตายและเวลาไม่คอยใคร ทุกคนกำลังเดินไปหาความเสื่อม และความตายด้วยกันทุกคน โดยไม่มีทางหนีพ้น แต่ก็อธิษฐานจิตไว้ว่า จะขอตายเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต ด้วยอุบายสั้นๆ ที่ทรงให้ไว้ว่า รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน ส่วนรายละเอียดทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ที่พึ่งอันสุดท้ายก็คือ จิตของเราเอง จงอย่าเผลอโง่ไปเกาะติดร่างกาย ซึ่งมันหาใช่เรา หาใช่ของเราเข้า สิ่งเหล่านี้หากไม่พร้อมโดยไม่ซ้อมตายไว้ให้จิตมันชิน ก็จัดว่าเป็นผู้ประมาทในธรรมของพระองค์อย่างยิ่ง จุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ กรรมใครกรรมมัน ตัวใครตัวมัน ผมเน้นจุดนี้ สำหรับนักปฏิบัติเพื่อหวังพ้นทุกข์เท่านั้น

          ในที่สุดนี้ผมขออาราธนาบารมีคุณของพระศรีรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ขอให้ท่านผู้บริจาคเงินเป็นธรรมทานทุกท่าน ได้อ่านธรรมะในเล่ม ๘ นี้ ของพระพุทธองค์และของหลวงพ่อ หลวงปู่ทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น อ่านแล้วเข้าใจ มีดวงตาเห็นธรรมได้ตามลำดับ จนเข้าสู่พระนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ ด้วยกันทุกท่านเทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่