คำนำในการจัดพิมพ์

ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น (เล่ม 7)

(พิมพ์ครั้งที่๒)




          หนังสือที่แจกเป็นธรรมทาน ซึ่งรวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ที่ท่านจบกิจแล้ว มารวบรวมเป็นเล่ม พิมพ์แจกไปตามลำดับจนถึงเล่มปัจจุบันก็ ๗ เล่มแล้ว ผมผู้รวบรวมอ้างสมเด็จองค์ปฐม สมเด็จองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระพุทธกัสสป หรือองค์อื่นๆ รวมทั้งพระอรหันต์ชื่อนั้นชื่อนี้เป็นปกติ แต่ก็ยังมีบุคคลบางคน ไม่สู้จะเชื่อเรื่องนี้นัก เพราะเป็นคนถือดีพอสมควร คนถือดีนี่อันตราย เพราะเป็นอารมณ์หลง ซึ่งจะให้หมดหลงกันจริงๆ (หลงละเอียด) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ดังนั้น จงอย่าไปคิดตำหนิบุคคลบางคนเหล่านั้น เพราะกรรมจะเข้าตัวเราเอง การตำหนิผู้อื่น เป็นการเบียดเบียนจิตเราก่อน ไฟปฏิฆะเกิดที่จิตเราก่อนเสมอ เป็นการขาดพรหมวิหาร ๔ สองข้อแรก คือ เมตตากับกรุณา บุคคลผู้นั้นเขาไม่รู้อารมณ์จิตของตนเอง และบอกได้เลยว่า ศีลเขาก็ยังไม่เต็มไม่บริสุทธิ์ เพราะบุคคลใดที่มีพรหมวิหาร ๔ ครบ บุคคลนั้นไม่มีขาด เอาเป็นว่าจงอย่าไปสนใจจริยาของผู้อื่น กรรมใครกรรมมัน เสียเวลาปฏิบัติธรรมไปโดยใช่เหตุ

          อีกจุดหนึ่งที่ทรงตรัสว่า การซ่อมปูชนียสถานในเขตพระพุทธศาสนา พวกเราทุกคนที่บริจาคทรัพย์อันเป็นโลกีย ์ซึ่งเอาไปไม่ได้ มาเป็น โลกุตรทรัพย์ ซึ่งเอาไปได้ ใครทำใครได้ ทุกคนล้วนมีเจตนาทำเพื่อพระนิพพานทั้งสิ้น ตถาคตสงเสริมและโมทนาจุดนี้ เพราะเป็นการเสียสละกำลังกาย-กำลังทรัพย์ด้วยกำลังใจอันพร้อมเพื่อพระนิพพาน

          ที่ทรงตรัสก็เพราะยังมีบุคคลบางคน ไม่สู้จะเชื่อเรื่องนี้นัก จึงรื้อปูชนียสถานเก่าออก มุ่งแต่จะสร้างของใหม่อยู่เรื่อย เพราะความถือดี มีมานะกิเลส ใครจักเตือนก็ไม่ได้ ทรงเมตตาตรัสเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้บริจาคเงินซ่อมโบสถ์-วิหารเก่า-เจดีย์เก่า ได้บุญเต็มและมีกำลังใจเต็มด้วย

          มีสมมุติสงฆ์ท่านหนึ่งถามบุคคลในกลุ่มที่สนทนาธรรมกับหมอสมศักดิ์ว่า มีความรู้สึกอย่างไร ระหว่างที่คุณฟังหลวงพ่อฤๅษีตอบปัญหาธรรม กับคุณหมอสมศักดิ์ตอบปัญหาธรรม บุคคลผู้ถูกถามนั้นไม่ตอบ เพราะไม่ทราบว่าจะควรตอบอย่างไร เธอบอกว่า เธอไม่ทราบเจตนาหรือจุดประสงค์ของผู้ถาม ท่านต้องการอะไร อาจเป็นการสร้างสรรค์ก็ได้ เป็นการทำลายก็ได้ จึงไม่ตอบแล้วรีบเดินหนี เมื่อกลับจากวัดท่าซุงก็ถามผมว่า เขาถามแบบนี้ ควรจะตอบว่าอย่างไร ผมก็ให้คำตอบว่า เราควรคิดในทางสร้างสรรค์ หากคิดในทางทำลายจิตเราก็จะเศร้าหมอง เป็นทุกข์และขาดทุน หากเกิดตายในขณะนั้น ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป ควรตอบเขาไปว่า คุณหมอได้รับให้เป็นผู้ตอบปัญหาธรรมต่าง ๆ ที่พวกเรายังไม่เข้าใจหรือเข้าใจแล้วแต่ยังไม่มั่นใจแทนตัวหลวงพ่อได้ ความจริงท่านประกาศเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่วัด ทั้งที่ซอยสายลม และทั้งที่สอนอยู่ในต่างประเทศ หลวงพ่อท่านอ้างว่าเป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนี้ คุณหมอก็ทำหน้าที่นี้มาตลอดเป็นเวลา ๑๖ ปีเต็ม คุณหมอไม่เคยเผลอที่จะพูดว่าธรรมที่ตอบนี้เป็นของท่าน ท่านอ้างที่มาของพระธรรมว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดตรัส หลวงพ่อฤๅษีสอนว่า หลวงปู่-หลวงตาองค์นั้นองค์นี้สอนว่าอย่างไรทุกครั้ง ท่านไม่เคยขาดการทำหน้าที่ของท่าน แม้เมื่อเดือนพ.ค. ๒๕๕๑ ท่านตกต้นไม้ขาหักต้องผ่าตัดเอาเหล็กดามขาที่หัก นอนอยู่ ร.พ. ตำรวจ ๒ เดือนเต็ม ท่านก็ไม่ทิ้งหน้าที่ตอบปัญหาธรรม เพียงแต่ย้ายสถานที่ไปตอบที่ ร.พ.ตำรวจเท่านั้น ผู้ไปเยี่ยมท่านเต็มห้องซึ่งใหญ่มาก จุคนได้ร่วม ๑๐๐ คุณหมอว่าต้องทำหน้าที่หนักกว่าที่ซอยสายลมมาก เพราะไปกันตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่ไล่ให้กลับไม่ยอมกลับ เรื่องเหล่านี้ท่านทราบกันบ้างหรือเปล่า ก็ให้ตอบเขาไปในแนวนี้แหละ

          ผมขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดดังนี้ เพราะอายุ ๘๒ ปีแล้วคงอยู่ได้อีกไม่นาน หากไม่เขียนไว้ก็ไม่มีใครรู้ โดยย่อดังนี้

          ๑. รวบรวมธรรมะของหลวงพ่อฤๅษี รวมเป็นเล่มพิมพ์แจก เล่มที่ ๑ ปกสีฟ้าเขียนจากประสบการณ์จริงๆ คือ ด้วยตาเห็นเอง หูได้ยินเสียงท่านพูดเอง มือได้สัมผัสกับร่างกายของท่านเอง มิได้เขียนแบบเขาว่า เขาเล่าว่า ซึ่งจริงก็ได้ เท็จก็ได้ ยิ่งผู้นำไปเขียนปรุงแต่งต่อ มีโอกาสผิดได้ ๑๐๐% เป็นการแสดงธรรมที่ไม่มีในตนหากเป็นพระก็ถูกปรับอาบัติขั้นปาราชิกเลย ขอให้ท่านผู้ศรัทธาด้วยปัญญา โปรดอ่านดู มีพระธรรมซึ่งมีค่าสูงสุดในโลกนี้อยู่ในนั้น เป็นภาษาไทยปัจจุบัน มิใช่ภาษาโบราณ ยิ่งภาษาในสมัยพุทธกาลแล้วไม่มีเลย พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ซึ่งอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ทรงตรัสว่า หากตถาคตตรัสสอน เป็นภาษาในสมัยพุทธกาล พวกเจ้าย่อมเข้าใจยาก หรือยากที่จักเข้าใจได้ นี่คือสุดยอดพระเมตตาของพระองค์ ผมจึงขอเน้นว่า ท่านจะหาธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสสอนเป็นภาษาไทยปัจจุบันอ่านนั้น หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้ โปรดพิจารณาเอาเอง

          ๒. เล่ม ๒ รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต โปรดดูคำนำมีความสำคัญว่า ความดีของหลวงพ่อท่านที่ยอมสละความสุขส่วนตัว เพื่อป้องกันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์และปวงชนชาวไทยไว้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ผู้รู้เรื่องนี้ดีมี ๔ ท่าน คือ หลวงพ่อ หลวงปู่ครูบาธรรมชัย ท่านหญิงวิภาวดี รังสิต และผม ในปัจจุบันนี้ ๓ ท่านแรก ท่านจากพวกเราไปแล้ว เหลือแต่ผมยังไม่ยอมตาย หากตายไปอีกคน ความจริงเรื่องความดีของหลวงพ่อและคณะก็สูญไปด้วย ผมจึงได้เขียนธรรมะรำลึกถึงความดีของหลวงพ่อ ในอดีตได้ก่อนที่ผมจะตาย กรุณาศึกษาได้จากธรรมเล่มที่ ๒ นี้

          ๓. เล่มที่ ๓ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ผมให้หลักไว้ว่าธรรมใดที่อ่านแล้วสามารถค้านได้ ธรรมนั้นไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมของพระองค์ เป็นอริยสัจทุกๆ คำพูด คือ เป็นความจริงที่พระองค์ทรงพิสูจน์แล้ว จึงไม่มีเกิด - มีตายอีก จะจริงอย่างนี้ไปตลอดกาล ในเล่มนี้เน้นคิริมานนทสูตร โดยสมเด็จองค์ปัจจุบัน ตรัสสอนไว้เป็นภาษาไทยปัจจุบัน ผมใช้ความเพียรร่วม ๓๐ ปีเต็มจึงสำเร็จ มีรายละเอียดอยู่มาก สอนแบบง่ายๆ คือ จากปฏิบัติได้ง่าย ๆ ไปหายากตามลำดับ จนจบกิจในพระพุทธศาสนา ได้แยกไว้เป็นข้อสำคัญ ๑๐ ข้อ เพื่อการจำง่ายและมีรายละเอียดแยกออกไปตามลำดับของจิต นิสัย และกรรมของแต่ละคนซึ่งทำมาไม่เสมอกัน

          ๔. เล่มที่ ๔ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า กลุ่มสนทนาธรรมของคุณหมอนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้ เพราะพูดกันแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น เป็นเวลา ๑๕ ปีแล้ว ธรรมะในเล่มนี้ จึงมุ่งสอนเน้นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นสูงเกือบทั้งสิ้นเพื่อให้พ้นภัยตนเอง และทรงตรัสว่าภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ ก็คือภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตเราเอง

          ๕. เล่มที่ ๕ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ทรงอุปมาอุปมัยเหมือนรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่ช่วยขนคนไปพระนิพพานโดยให้ผมมีหน้าที่แนะนำว่า ทำอย่างไรจึงจะมีสิทธิ์ขึ้นรถไฟขบวนนี้ เที่ยวสุดท้ายหมายความว่า ผมอายุเกิน ๘๐ ปีแล้ว มีสิทธิ์ตายได้ทุกขณะจิต จึงให้กรรมฐานเข้านิพพานแบบง่ายๆ ว่า รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ให้ผมช่วยชี้แจงรายละเอียด จุดสำคัญที่สุดคือ ต้องตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกให้ได้ก่อน เพื่อกันอบายภูมิ ๔ แล้วใช้ความเพียรปฏิบัติ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ทำให้คล่องจนสามารถไปพระนิพพานได้ ในขณะจิตเดียวเช่นกัน บารมี ๑๐ จึงสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติ ทรงเน้นให้ทุกคนเกาะพระธรรม อย่าเกาะร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของพระองค์และของหลวงพ่อฤๅษี และให้อดทนเข้าไว้ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว อะไรเกิดขึ้นก็ต้องอดทน ทนไม่ได้ก็ต้องทนโดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

          ๖. เล่มที่ ๖ ทรงตรัสสอนพระธรรม ให้จิตของพวกเราละเอียดยิ่งขึ้นตามลำดับ ให้รู้ด้วยปัญญาว่าสิ่งใดควรรู้ สิ่งใดไม่ควรรู้ สิ่งใดควรละ สิ่งใดควรยึด สิ่งใดควรเกาะ สิ่งใดไม่ควรเกาะ เช่น จงอย่าติดเปลือกหรือร่างกายของพระองค์ ให้ติดพระธรรม ร่างกายของพระองค์มิใช่พระพุทธเจ้า ความเป็นพระพุทธเจ้า คือ จิตผู้ทรงธรรม เรื่องเกาะเป็นเกาะไม่เป็น เช่น อย่าเกาะร่างกายพระองค์ ให้เกาะพระธรรมซึ่งเที่ยงแล้ว ไม่เกิดไม่ดับอีกต่อไป อย่าเกาะ โลกียทรัพย์ ซึ่งเอาไปไม่ได้ ให้เกาะโลกุตรทรัพย์ ซึ่งเอาไปได้ การทำทานตัดได้แค่ความโลภ แต่การทำธรรมทานชนะทานทั้งปวง เพราะตัดได้ทั้งความโลภ-โกรธ-หลง เป็นตัวปัญญาพาไปพระนิพพานได้ ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ผู้มีปัญญาเอาไปได้ด้วยบริจาคเป็นธรรมทาน เป็นต้น พวกเศรษฐีที่หลงคิดว่าจะเอาสมบัติของโลกไปได้ อ่านธรรมเล่มนี้แล้ว ถ้าคิดจะช่วยพิมพ์แจกเป็นธรรมทานต่อๆ ไป ก็เป็นหนทางนำจิตตนเองเข้าสู่พระนิพพานได้ไม่ยาก

          ผมขออาราธนาบารมีของพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขอให้ท่านผู้อ่านธรรมะเล่ม ๗ แล้วเข้าใจเรื่องการให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง เพราะตัดได้ทั้งโลภ-โกรธ-หลง เป็นตัวปัญญาที่นำเข้าสู่พระนิพพานได้กันทุกท่านในชาติปัจจุบันนี้

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่