คำนำในการจัดพิมพ์

ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น (เล่ม ๖)




          ในกลุ่มปฏิบัติธรรมของเรา ได้ร่วมวงสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เพื่อมุ่งไปสู่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ นี้ก็ครบ ๑๖ ปีเต็มแล้ว สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสชมกลุ่มปฏิบัติธรรมของพวกเราว่าหาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้ เพราะการรู้ธรรมพ้นโลกดีกว่ารู้ธรรมในโลก และยังสนทนาธรรมให้รู้ด้วยปัญญาอีกว่า สิ่งใดควรรู้ สิ่งใดไม่ควรรู้ สิ่งใดควรละ สิ่งใดควรยึด

          ในปัจจุบันกลุ่มของเราได้บริจาคทรัพย์ทางโลก อันเป็นโลกียะทรัพย์ ซึ่งตายแล้วไม่มีใครเอาไปได้ มาจัดพิมพ์พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งเป็นของสมเด็จองค์ปฐม สมเด็จองค์ปัจจุบัน ของหลวงพ่อฤๅษี และหลวงปู่ทั้งหลายซึ่งท่านจบกิจ และทิ้งเปลือกของท่าน (ทิ้งขันธ์ ๕ หรือตาย) ไปสู่พระนิพพานแล้ว ทุก ๆ องค์เน้นว่า คำสอนทั้งหมดที่ท่านสอน ท่านนำมาจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น จงอย่ามาติดเปลือกของท่าน ให้ติดพระธรรม แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสว่า ร่างกายของตถาคตมิใช่พระพุทธเจ้า ความเป็นพระพุทธเจ้าคือ จิตผู้ทรงธรรม ขอให้ทุกคนยึดหรือเกาะให้เป็น คนฉลาดเขาเกาะพระธรรมกันทั้งนั้น เพราะเกาะแล้วสามารถนำจิตเข้าสู่พระนิพพานได้ ถ้าใครเกาะขันธ์ ๕ หรือร่างกายของพระองค์ บุญไปได้แค่สวรรค์เท่านั้น พวกเราเข้าใจธรรมในจุดนี้ จึงไม่เกาะร่างกายของท่าน แต่เกาะพระธรรมซึ่งเที่ยงแล้ว ไม่เกิด ไม่ดับอีกต่อไป และทำให้เกิดปัญญา สละทรัพย์ทางโลก (โลกียะทรัพย์) ซึ่งไม่มีใครเอาไปได้ มาเป็นทรัพย์ที่สามารถเอาไปได้ (โลกุตรทรัพย์) ใครทำใครได้ด้วยศรัทธาเต็ม คือสละด้วยกำลังใจเต็ม (บารมีเต็มในทานบารมี)

          เรื่องบารมี ๑๐ นี้ หากเราทำให้เต็มได้ บารมีใดบารมีหนึ่ง จะส่งผลทำให้บารมีอีก ๙ ข้อ เต็มไปด้วย

          ขณะนี้พวกเราได้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนพวกเรามาตามลำดับนั้น จัดรวมเป็นเล่มแจกเป็นธรรมทานไป ๕ เล่มแล้ว สำหรับเล่มนี้เป็นเล่มที่ ๖

          เป้าหมายของผมผู้เป็นหัวหน้าจัดพิมพ์พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แจกมาตามลำดับนั้น เดิมตั้งความหวังไว้เกินตัว เกินบารมีหรือกำลังใจที่ตนเองมีอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยหวังจะพิมพ์ให้มากที่สุด เพื่อแจกไปให้ทั่วประเทศอันเป็น มิจฉาทิฎฐิ แต่ปัจจุบันรู้ตนเองแล้ว จึงต้องขอขมาพระรัตนตรัย ขอจัดพิมพ์แต่พอดี ๆ ในทางสายกลาง แจกให้แต่เฉพาะกลุ่มของเราเท่านั้น ส่วนเกินเล็กน้อยจึงจะแจกให้ผู้มีศรัทธาต่อไป

          ที่รู้ตัวเองชัดก็เมื่อวันจันทร์ที่ ๓ พ.ย. ๒๕๕๑ นี้เอง มีบุคคลท่านหนึ่งมาขอหนังสือซึ่งเหลือแจก กำลังจะรอขนขึ้นรถกลับบ้าน เพื่อนำมาแจกต่อในเดือนต่อ ๆ ไป เธออ้างว่าเธอจะไปทอดกฐินที่จังหวัดอุบลราชธานี จะขอหนังสือที่ท่านอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์มาก ไปแจกในงานกฐินนั้นด้วย ซึ่งมีอยู่หลายร้อยเล่ม ก็ตัดสินใจยกให้เขาไป แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านมาคิดดูใหม่ เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะเธอได้ไปฟรี ๆ และไปแจกใคร เราก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า เขาศรัทธาหรือไม่ศรัทธาก็ไม่ทราบ เหมือนกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขนาดพระพุทธเจ้า พระองค์ยังไม่เคยโปรดสอนผู้ที่ไม่ศรัทธาในพระองค์ แต่พยายามไม่คิดตำหนิผู้ขอ เพราะเขาอาจนำไปแจกแก่ผู้มีศรัทธาก็เป็นได้ บุญนั้นเขาได้จริงจากการแจกหนังสือ พวกเราก็ได้ด้วย แต่การที่เราไปคิดตำหนิเขา เรากลับได้บาป จึงตั้งจิตอธิษฐาน ขอบารมีของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง พุทโธอัปปมาโณ ขอให้ท่านผู้ได้รับแจกไป อ่านแล้วเกิดศรัทธา แล้วปฏิบัติตามนั้น จงมีดวงตาเห็นธรรมได้ตามลำดับ จนจบกิจเป็นพระอรหันต์ ใครเพียรน้อยพักมากก็จบช้า และหากผู้ใดรับแจกเป็นเศรษฐี มีโลกียะทรัพย์มาก แต่ไม่รู้ว่าตายแล้วเอาเงินไปไม่ได้สัก ๑ บาท อ่านแล้วเกิดปัญญา จัดพิมพ์หนังสือที่แจกไปนี้ด้วย โลกียะทรัพย์ แจกผู้อื่นต่อ ๆ ไป กลายเป็น โลกุตรทรัพย์ ใครทำใครได้ เป็นตัวปัญญาแท้ ๆ ในพุทธศาสนา แต่อาจมีบางคนมีมารยาท กลัวเป็นบาปที่ไม่ได้บอก หรือขออนุญาตผู้รวบรวมก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเป็นบาปเลย เพราะพระธรรมเป็นของกลาง เปิดกว้างเสมอ เขาคิดมากไปเอง

          เพื่อความสบายใจแก่ท่านผู้ศรัทธาทั้งหลายเหล่านั้น ผมจึงเขียนเป็นคำอนุญาตให้เป็นหลักฐานในคำนำนี้ว่า ผมอนุญาตให้ท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งแจกให้เป็นธรรมทานนี้ ทุกเล่มตั้งแต่เล่มแรก จนถึงเล่มปัจจุบัน และเล่มที่จะมีต่อไปในอนาคต ถ้าท่านจะจัดพิมพ์แจกเป็นธรรมทานแล้ว ทำไปได้เลย ผมไม่อนุญาตให้แต่เฉพาะบุคคลที่พิมพ์แล้วนำไปขายหารายได้เข้าตัวเองเท่านั้น เพราะเป็นบาปอกุศลที่ไม่ควรทำ แต่ผมอนุญาตเฉพาะท่านที่พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน และผมขอร่วมอนุโมทนาผลบุญของท่านเหล่านั้นด้วย

          สำหรับพวกเราที่นำหนังสือพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ไปแจกให้กับผู้อื่นที่มีศรัทธา ลองอธิษฐานจิตก่อนจะแจกให้เขา โดยเฉพาะพวกเศรษฐีมีเงินมาก แต่ขาดปัญญาในเรื่องทานบารมี โดยอาศัย พุทโธอัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้ ขอให้มั่นใจแต่จงอย่าใช้กำลังใจของตนเองก็แล้วกัน สิ่งเหล่านี้หากไม่เกิดกับตนเอง ก็จะไม่เข้าใจว่า พุทโธ อัปปมาโณ นั้นเป็นอย่างไร

 

          ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วสำหรับพวกเรา จงเตือนตนไว้เสมอว่า

          ๑. ขันธ์๕ หรือร่างกายนี้ มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราคือจิตที่มาอาศัยร่างกายนี้อยู่ชั่วคราวเท่านั้น มันพังเมื่อไหร่ จิตหรือเราก็มุ่งไปพระนิพพานจุดเดียว

          ๒. คอยจับผิดตนเอง และแก้ไขตนเองตลอดเวลา ด้วยการมีสติกำหนดรู้อารมณ์จิตของตนไว้เสมอ เมื่อถูกอายตนะสัมผัสกระทบ

          ๓. ซ้อมตาย และพร้อมตายไว้เสมอ ให้จิตมันชินจนเป็นฌาน ด้วยความไม่ประมาทในความตาย เพราะผู้ใดประมาทในความตาย ผู้นั้นเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

          ๔. อานาปานัสสติ หรือการมีสติรู้ลมหายใจเข้าออก เป็นฐานใหญ่ที่ทำให้จิตสงบ สามารถระงับความชั่ว คือ นิวรณ์ทั้ง ๕ ได้อย่างดี แม้จะได้ชั่วคราว จิตก็บริสุทธิ์ชั่วคราว เป็น ปทังคะวิมุติ จิตหลุดพ้นเข้าสู่นิพพานได้ชั่วคราว ดังนั้น ใครคิดจะไปนิพพานในชาตินี้ ก็ต้องไม่ทิ้งนิพพานสมบัติจุดนี้ด้วย

          ๕. รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน รู้แค่นี้ก็เข้านิพพานได้แล้วแบบง่าย ๆ หรือรู้อานาปา - มรณา - อุปสมานุสสติ ก็เข้านิพพานได้แล้วแบบง่าย ๆ

 

          ผมขออาราธนาบารมีของคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ขอทุกท่านที่ได้อ่านพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นแล้วนำไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง จงเกิด มรรค ผล นิพพาน ตามลำดับในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม
๒๘ ก.ย. ๒๕๕๑


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่