คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” เล่ม ๕




          พระพุทธเจ้าและหลวงพ่อฤๅษี ท่านมอบหมายหน้าที่ให้ผมตอบปัญหาธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ มาจนถึงปีที่ ๑๖ ปีเต็มแล้ว (ตั้งแต่ ๓๐ ต.ค.๒๕๓๕-๓๐ ต.ค. ๒๕๕๑) ทรงตรัสเป็นคำบาลีว่าเป็นไวยาวัจกรของวัดท่าซุง ซึ่งมีความหมายกว้างมาก เพราะนอกจากให้ธรรมเป็นทานแล้ว ไวยาวัจกร คือ ผู้ช่วยงานสงฆ์ทุกอย่าง ช่วยให้ผู้อื่นมาทำบุญด้วย ช่วยชักชวนให้คนเข้าวัตรด้วย วัตรนี้หมายถึงธรรมปฏิบัติ มิใช่ชวนคนเข้าวัดธรรมดา เพราะการกระทำของคุณหมอมิได้หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากแนะนำธรรมปฏิบัติป้องกันมิให้คนตกนรก (อบายภูมิ ๔) เป็นประการแรก ยังช่วยชี้ทางให้เขาพ้นทุกข์ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน โดยรวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน แล้วรวบรวมเป็นเล่มแจกมาตามลำดับจนถึงปัจจุบันนี้

          ทานทุกอย่างเป็นเครื่องตัดความโลภ โดยเฉพาะธรรมทานตัดทั้งโลภ - โกรธ - หลง เข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้โดยง่าย ทุกขณะจิตร่างกายที่เราอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ กำลังเคลื่อนไปสู่ความตาย ผู้ไม่ประมาทในความตายเท่านั้น จึงจักมีนิพพานสมบัติได้ หรือผู้ประมาทในความตาย เท่ากับประมาทในธรรมของตถาคตทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

          ทรงอุปมาอุปไมยเหมือนรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่จะขนบุคคลผู้ใฝ่ดี มีอารมณ์เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยจากการเกิดมามีร่างกาย ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์-ไม่เที่ยง-สกปรก ต้องมีภาระและพันธะเลี้ยงดูมันตลอดชีวิต ไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว เหมือนกับกำลังเลี้ยงลูกอ่อน (ภารา หะเว ปัญจักขันธา) ทุกคนต้องเร่งรัดตนเอง ปิดนรกหรืออบายภูมิ ๔ ให้ได้ก่อนเป็นประการแรก โดยใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์จิตของตน มีบารมี ๑๐ เป็นผู้ช่วย มุ่งปฏิบัติตามศีล-สมาธิ-ปัญญา โดยใช้อิทธิบาท ๔ เป็นหลักสำคัญ หากผู้ใดปฏิบัติตามนี้ ก็มีสิทธิ์ได้ที่นั่งรถไฟขบวนนี้แน่นอน คุณหมอ ซึ่งมีหน้าที่มาขนคนขึ้นขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายนี้ อายุก็เกิน ๘๐ ปีแล้ว เหมือนไม้ใกล้ฝั่งเต็มที ร่างกายทุกร่างกายไม่มีทางพ้นความตายไปได้เป็นธรรมดา ธรรมจุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ เพราะที่พึ่งอันสุดท้าย ก็คือตัวเราเอง อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะทางให้เท่านั้น การปฏิบัติให้เกิดผลอยู่ที่ตัวเราเอง ใครเพียร มากพักน้อยก็ถึงเร็ว ใครเพียรน้อยพักมากก็ถึงช้า ใครประมาทในธรรมปฏิบัติ ประมาทในความตาย จึงเท่ากับประมาทในพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายนี้ได้

          ทรงตรัสว่าอย่าลืมเวลาใดที่กำหนดภาพพระนิพพานอยู่ เวลานั้นจิตไม่ห่วงกาย จึงเท่ากับวางอุปาทานขันธ์ ๕ หรือละสักกายทิฎฐิได้ชั่วคราว จิตพ้นจากอำนาจของมารได้ชั่วคราว จึงเป็นจิตที่บริสุทธิ์ชั่วคราว เรียกว่า ปทังควิมุติ หลุดพ้นจากสมมุติธรรมเข้าสู่วิมุติธรรมได้ง่าย ๆ เพราะโดยปกติจิตมีสภาพจำหรือเกาะ ถ้าจิตรู้อย่างไร จิตก็เร็วไปตามนั้น จิตเกาะบาปก็ไปอบายภูมิ ๔ จิตเกาะบุญก็ไปสวรรค์ จิตเกาะพระนิพพานก็ไปพระนิพพาน ทรงให้อุบายปฏิบัติง่าย ๆ ว่า รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน หมายความว่า รู้ลม คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก ทำจิตให้สงบเป็นสุข รู้ตาย หมายความว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย เท่ากับไม่ประมาทในธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ บท รู้นิพพาน หมายความว่า จิตมั่นคงทุกขณะจิตว่า หากร่างกายตาย เป้าหมายมีจุดเดียว คือพระนิพพาน ทำอะไรทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว หากใครปฏิบัติได้ตามนี้ ก็มั่นใจได้ว่าท่านมีที่นั่ง ในรถไฟขบวนสุดท้ายอย่างแน่นอน

          ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนปิดท้ายว่า

               ก) จำไว้ พระพุทธเจ้าคือจิตผู้ทรงธรรม มิใช่ร่างกาย แม้พวกเจ้าเองก็คือจิตไม่ใช่ร่างกาย เมื่อรู้แล้วจะยังจิตให้ติดร่างกาย อยู่เพื่อประโยชน์อันใด ผู้ปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ต้องซื่อตรง มีสัจจะบารมีกับจิตตนเอง

               ข) ให้อดทนเข้าไว้ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว อะไรเกิดขึ้นก็ต้องอดทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน ปลดทุกข์ออกจากจิต โดยใช้อริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

          สุดท้ายนี้ ผมขอเน้นอีกครั้งว่า ผมไม่เคยออกปากบอกบุญใคร ทุกคนที่บริจาคเงินเป็นธรรมทาน ล้วนบริจาคด้วยมีเจตนาเหมือนกันหมด
คือ ทำบุญ ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว รู้ด้วยปัญญาว่าไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ เพราะเป็นโลกียทรัพย์ จึงบริจาคโลกียทรัพย์ให้เป็นโลกุตรทรัพย์ ใครทำใครได้ เอาไปได้ทุกคนตามกำลังใจของแต่ละคน บุญมิได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่กำลังใจเต็มแค่ไหน มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย โดยใช้ปัญญาที่เกิดจากพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญ ไม่เบียดเบียนตนเองมากเกินไป ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น (ตนเองคือจิตของเรา ผู้อื่นคือร่างกายที่จิตอาศัยอยู่ชั่วคราว) ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว สำหรับทุก ๆ คนที่ร่วมวงสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ คนละหลาย ๆ ปีแล้ว หากไม่มีความเข้าใจธรรมจุดนี้ ก็ไม่สามารถจะยังจิตให้เข้าสู่พระนิพพานได้ ผมจึงขออาราธนาบารมีคุณของพระศรีรัตนตรัย หรือ พุทโธ - ธัมโม - สังโฆ อัปปมาโณ อันหาประมาณมิได้ จงดลบันดาลให้จิตของท่านผู้อ่านพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างจริงจังทุกท่านจงโชคดี ได้เข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่าน เทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่