คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” เล่ม ๔




          ในการรวบรวมธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์นั้น เป็นหน้าที่ของผมโดยตรงตามที่หลวงพ่อฤๅษีท่านมอบหมายหน้าที่ให้ผม ก่อนที่ท่านจะทิ้งขันธ์ ๕ อันเป็นเปลือกของท่าน เพื่อเข้าสู่ความพ้นทุกข์อย่างถาวร (พระนิพพาน) ท่านให้เหตุผลกับผมสั้น ๆ ว่า พระท่านสั่ง ผมก็ทำหน้าที่ของผมมาเป็นเวลา ๑๖ ปีเต็ม หากนับถึงวันที่ ๓๐ ต.ค. ๒๕๕๑ พวกเราได้เกาะกลุ่มสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ มาเป็นเวลาประมาณ ๑๖ ปีเต็มแล้ว

          เมื่อ ประมาณเดือน ต.ค. ๒๕๕๐ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า กลุ่มสนทนาธรรมของคุณหมอนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งในโลกนี้ เพราะพูดกันแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น มาเป็นเวลา ๑๕ ปีแล้ว ผมก็นำคำตรัสของพระองค์ไปพิจารณา ก็พบความจริงว่าในโลกนี้คนที่เกาะกลุ่มสนทนากันนั้นเกือบ ที่พูดหรือสนทนากันแต่เรื่องของบุคคลที่สาม หรือนินทาปสังสา หรือนินทาสโมสร เพราะจิตของเขาไม่เข้าใจว่าการกระทำเช่นนั้น (กรรมนั้น) เป็นการจุดไฟเผาใจตนเอง เบียดเบียนจิตตนเองก่อน หรือขาดเมตตาตนเองนั่นเอง หรือขาดพรหมวิหาร ๔ ข้อที่หนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมของเขา ไม่ใช่กรรมของเรา จงอย่าไปมีอารมณ์ยินดี ยินร้ายกับกรรมของผู้อื่น ประเดี๋ยวเราเองนั่นแหละจะติดโรคนินทาสโมสร จากเขามาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตรงกับคำตรัสของพระองค์ที่ว่า วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอ ได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเธอเองทำร้ายจิตของเธอเอง และ ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกก็คือภัยจากอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตของเราเอง เป็นต้น

          ในเมื่อกลุ่มการสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ใช้เวลา ๑๕ ปีเต็มมาแล้ว เป็นเหตุ หรือเป็นมรรคก็ทำให้เกิดผลขึ้นตามสมควร คือ จิตที่ได้รับการอบรมดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นิพพานอันเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติก็มีใกล้เข้ามาทุกที (มรรค-ผล-นิพพาน)

          ดังนั้น พระธรรมที่รวบรวมในเล่มนี้จึงสูงขึ้น ตามบารมีธรรมที่สะสมกันมาตามลำดับ หมายความว่า จิตเจริญขึ้นแค่ไหน ย่อมรู้ธรรมได้ละเอียดขึ้นเพียงนั้น พระธรรมในเล่ม ๔ นี้ จึงเป็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ขั้นสูงเกือบทั้งสิ้น คือ พระอนาคามีมรรค และอรหัตมรรค ส่วนผลนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้ความเพียรเร่งรีบปฏิบัติตามเอาเอง ตัวใครตัวมัน กรรมใครกรรมมัน ไม่มีใครช่วยใครได้ เพราะธรรมที่พึ่งอันสุดท้ายคือตัวเราเอง (จิต) พระธรรมคำสั่งสอนนั้นเป็นเพียงอริยมรรคเท่านั้น (ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา หรือให้ละความชั่ว-ให้ทำแต่ความดี-ให้ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ หรือสังโยชน์ ๑๐ หรือบารมี ๑๐ ซึ่งเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น ผู้มีปัญญาย่อมทราบดีว่า พระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นไปทางเดียวกันหมดไม่มีอะไรขัดกัน และที่สุดก็จะรวมเป็นหนึ่งเสมอ คือ เอโกธัมโม ถึงแล้วจึงจะได้เอง และรู้ได้เฉพาะตน) ผมขอสรุปว่า เพียรมากพักน้อยก็จบเร็ว เพียรน้อยพักมากก็จบช้า

          หนังสือซึ่งแจกเป็นธรรมทานทุกเล่มตั้งแต่เล่ม ๓ เป็นต้นไปจึงไม่มีรายชื่อผู้บริจาคเหมือนหนังสือธรรมทานอื่น ๆ เหตุผลก็เพราะทุกคนในกลุ่มนี้ มีศรัทธาที่จะบริจาคเงินเป็นธรรมทาน เพื่อพระนิพพานเท่านั้น เป้าหมายทางโลกธรรม ๘ ไม่มี (กรุณาอ่านธรรมะเล่ม ๓ หน้าที่ ๙๒-๙๖ โดยเฉพาะข้อที่ ๒๑ และ ๒๒ ประกอบ ท่านก็จะเข้าใจได้ดี) ทุกท่านที่มีศรัทธาบริจาคเงิน เพื่อเป็นธรรมทานจึงมีความเข้าใจดีว่า ทรัพย์ในโลกนี้เป็นโลกียทรัพย์ ซึ่งไม่เที่ยง ไม่มีใครเอาไปได้เมื่อร่างกายตายแล้ว แต่ผู้มีปัญญาเหล่านี้ท่านทราบดีว่า หากเอาโลกียทรัพย์ซึ่งไม่เที่ยงนี้ ไปทำบุญทำทาน ผลของบุญและทานนั้น เป็นอริยทรัพย์ที่สามารถเอาติดตัว(จิต) ไปได้ และรู้ละเอียดขึ้นไปอีกว่า ธัมมะทานัง สัพพะทานัง ชินาติ การให้ธรรมทานชนะทานทั้งปวง ท่านจึงเลือกเอาทางประเสริฐสุด ซึ่งสามารถนำจิตของท่านไปสู่พระนิพพานได้เป็นทางปฏิบัติ จะทำอะไรก็ตามท่านทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว

          ในที่สุดนี้ ผมไม่อยากจะให้พรใคร เพราะรู้ดีว่า การทำความดี ดีกว่าขอพร ทางโลกท่านก็ให้พรกันเป็นประเพณีนิยม แต่พรที่ท่านให้ มิได้มีผลตามพรที่ท่านให้ เช่น อายุวัฒโก วรรณวัฒโก... ซึ่งบางรายรับพรของพระท่านเสร็จ ออกจากวัดยังกลับไปไม่ถึงบ้าน ก็ถูกรถชนตายเสียแล้ว เป็นต้น พรเหล่านี้จะมีผลต่อเมื่อท่านปฏิบัติตามศีล-สมาธิ-ปัญญาเท่านั้น จึงจะมีผล ๕-๖ อย่าง ตามที่พระท่านให้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าจึงมิได้ให้พรใครง่าย ๆ เพราะคำตรัสของพระองค์เป็นหนึ่งเสมอ ตรัสอย่างใดก็เป็นไปตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ทรงทำได้ตามที่ตรัสเสมอ ไม่จริง ก็ไม่ตรัส ทุก ๆ คำตรัสของพระองค์ ล้วนเป็นอริยสัจ ซึ่งแปลว่าความจริงที่พระองค์ทรงพิสูจน์แล้วด้วยตนเอง และจะเป็นจริงตลอดไป ไม่เป็นอย่างอื่น เช่นเรื่องอายุวัฒนกุมาร เป็นต้น ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด

          ก่อนจะจบ ผมขอให้ท่านผู้อ่านระลึกถึงพรที่สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสให้พรกับพวกผม ที่เฝ้าหลวงพ่อฤๅษีอยู่ที่ศาลา ๑๒ ไร่ มาครบ ๕๐ วันว่า ขอให้พ้นภัยตนเอง ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมาก เป็นการบ้านให้เอาไปคิดพิจารณา ด้วยปัญญาของตน ว่าพระองค์ทรงหมายถึงอะไร และจงอย่าลืมว่า ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ ก็คือภัยที่เกิดจากอารมณ์ของจิตเราเอง ทำร้ายจิตเราเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่