คำนำในการจัดพิมพ์ ครั้งที่ ๒

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” เล่ม ๓




          ผมเพิ่มพระธรรมไปอีก ๒ เรื่อง คือประโยชน์ของพระธรรมที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน กับปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรม ในพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร ผู้ใดได้อ่านแล้วนำไปปฏิบัติตาม จะเกิดบุญใหญ่กับจิตตนเอง และได้รับรางวัลใหญ่โดยตรง กับจิตของท่านผู้ปฏิบัตินั้น คือจิตจะพ้นนรกตลอดกาล จะจริงหรือไม่ อยู่ที่ความเพียรของท่านเอง จุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ ต้องทำเอาเอง

          ผมได้รวบรวมธรรมะของหลวงพ่อ พิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้ว ๑ เล่ม เล่มแรกปกสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผมเฝ้าขันธ์ ๕ ที่หลวงพ่ออาศัยอยู่ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาอันสมควร จิตของท่านก็ทิ้งขันธ์ ๕ อันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและไม่เที่ยง นำความทุกข์ให้กับท่านตั้งแต่วันเกิด จนกระทั่งวันตาย ไม่เว้นแม้แต่วันเดียว ไปสู่แดนพระนิพพานอย่างถาวร (โชคดีที่จิตของท่านไม่ทุกข์ ตามเวทนาของกาย เพราะจิตของท่านพ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมแล้วอย่างถาวร หากเป็นพวกเราที่ยังไม่พ้น โดนอย่างท่านบ้างก็คงจะลำบากไม่น้อย เพราะท่านป่วยทั้งปี ไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว คือ ป่วยมากหรือน้อยเท่านั้น บางครั้งทำความหวาดเสียว วิตกกังวลให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก กลัวว่าท่านจะทิ้งขันธ์ไปพระนิพพานเสียก่อนเวลาอันสมควร ผมขอเล่าย่อ ๆ เพียงแค่นี้)

          ในช่วงที่เฝ้าท่านในตอนกลางคืน ตลอดทั้งคืนประมาณ ๑๐๐ คืนเต็ม ผมได้รับคำสั่งสอนจากหลวงพ่อ จากสมเด็จองค์ปฐม สมเด็จองค์ปัจจุบัน และพระอริยเจ้า (พระอรหันต์) อีกหลาย ๆ องค์ อันมีรายละเอียดอยู่ในเล่มแรกนี้แล้ว ผมขอสรุปย่อ ๆ ไว้แค่นี้

          เล่มที่ ๒ ปกสีเหลือง รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต (หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุงหรือพระราชพรหมยานมหาเถระ) ในเล่มนี้เป็นธรรมะ
เบา ๆ เพราะเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ผมได้พบท่านและรับใช้ท่านตลอดมาจนกระทั่งท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไป ผมจึงแนะนำให้ท่านอ่านเล่มที่ ๒ ก่อน เพราะเป็นธรรมขั้นต้น ส่วนเล่มที่ ๑ นั้นหนักหน่อย เพราะพระพุทธองค์และพระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านเมตตามาแนะนำสั่งสอนมุ่งเน้นสอนให้ผม และเพื่อนของผมแค่ ๒ คนเท่านั้น โดยเฉพาะ คือ  สอนตามจริตนิสัยและกรรมของแต่ละคนที่ทำกันมาในอดีต ซึ่งแต่ละคนทำมาไม่เท่ากัน ผมจึงยกเอามาแค่บางตอน มิใช่ทั้งหมดตามที่พระองค์ท่านอนุญาตให้เปิดเผยได้เท่านั้น โปรดหารายละเอียดได้ในเล่มนั้น

          เล่มที่ ๓ ซึ่งออกมาใหม่นี้ ความจริงก็มิใช่ใหม่ เพราะผมได้พิมพ์แจกให้พุทธบริษัทที่ติดตามกันมากับหลวงพ่อเป็นเวลาอย่างน้อยก็ ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัปแล้ว คือ อธิษฐานขอเป็นสาวกของหลวงพ่อฤๅษี ที่ท่านตั้งจิตปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า (พุทธภูมิ) ก่อนหลวงพ่อจะทิ้งขันธ์ ๕ ไป ท่านได้มอบหมายหน้าที่ตอบปัญหาธรรมะต่าง ๆ ที่พวกเรายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้วแต่ยังไม่ค่อยมั่นใจ นำมาสนทนาธรรม เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น ไม่สนใจธรรมทางโลก ติดโลก เกาะโลก ซึ่งเท่ากับเกาะทุกข์ ก็ไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ พวกเราจึงรวมกลุ่มกัน ตั้งวงสนทนาธรรม ที่นำไปสู่พระนิพพาน (ธัมมวิโมกข์) เป็นเวลา ๑๕ ปีเต็ม ในวันที่ ๓๐ ต.ค. ๕๐ นี้ โดยให้ผมเป็นผู้มีหน้าที่ ตอบปัญหาธรรมแทนท่าน

          ผมขอบอกความจริงกับพวกเราที่เอาจริง สนใจแต่ธัมมวิโมกข์ว่า ทุกครั้งที่จะตอบปัญหาธรรม ผมจะต้องขออาราธนาบารมี ของพระพุทธองค์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์เจ้า โดยเฉพาะหลวงพ่อฤๅษีครอบคลุมกาย วาจา ใจของผมให้อยู่ในสัมมาปฏิบัติ หรือสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้รู้จุดประสงค์ของผู้ถามและตอบปัญหานั้น ๆได้ตรงตามที่เขาต้องการ หากผมหลงตัวหลงตนคิดว่าตนเองดี ตนเองเก่งแล้ว ผมก็เป็นคนเลวชนิดหาความดีไม่ได้ บุคคลที่มาฟังการสนทนาธรรม ที่ติดตามกันมา ๑๕ ปีกว่า ๙๐% ท่านจะทำความเคารพผมเมื่อพบผม ผมไม่เคยหลงหรือเผลอเลยว่าเขาไหว้ผม หากแต่เขาไหว้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ มุ่งตรงคือหลวงพ่อฤๅษีโดยตรง เพราะการไหว้ผมเขาจะได้บุญนิดเดียว แต่หากผมคิดว่าไม่ได้ไหว้ผม จิตผมส่งต่อเลยไปถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และหลวงพ่อฤๅษี เขาจะได้บุญสูงเป็นแสนเท่าเลยทีเดียว จิตผมจึงไม่เคยเผลอ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ายังเลวอยู่ โง่อยู่เป็นปกติ ไม่สมควรจะได้รับการยกย่องขนาดนั้น ขอบอกไว้เพื่อให้คลายสงสัย สำหรับบางคนที่นาน ๆ เขาจะมาฟังธรรมสักครั้ง

          สรุปว่าเล่มที่ ๓ นี้ ก็คือการรวบรวมธรรมะต่าง ๆ ที่ได้แจกไปให้อ่านและศึกษา หากอ่านแล้วปฏิบัติให้ได้ตามนั้น  ก็สามารถจะจบกิจในพุทธศาสนาได้แน่นอน เพราะเป็นคำสั่งสอนโดยตรงจากสมเด็จองค์ปฐมเป็นส่วนใหญ่ เป็นของสมเด็จองค์ปัจจุบัน เป็นของท่านท้าวสหัมบดีพรหม ซึ่งปัจจุบันท่านอยู่ในอรหัตมรรคแล้ว (พระพุทธเจ้าท่านบอกมิใช่รู้เอง) เป็นของหลวงพ่อฤๅษ ีและพระอริยเจ้าเบื้องสูงทั้งสิ้น เล่มนี้จึงมุ่งเร่งรัดให้พวกเรา ก้าวจากพระอริยเจ้าเบื้องต่ำ (พระโสดาบันและพระสกิทาคามี) ไปสู่พระอริยเจ้าเบื้องสูง คือพระอนาคามีกับพระอรหันต์ ทรงรู้ว่าพวกเราบางคน (หลายคน) ได้เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต่ำแล้ว บางท่านก็เข้าสู่อนาคามีมรรคแล้ว พระองค์จึงเมตตาให้เอาหลักสูตรพระอนาคามีผล และอรหันตผล ให้พิมพ์แจกเพื่อพวกที่มีบารมีถึงแล้ว จะได้ไม่หลงทาง ไม่เสียเวลา เพราะในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสอนได้ดีและตรงเท่ากับพระพุทธเจ้าอีกแล้ว จะได้ไม่เที่ยววนเวียนหาอาจารย์ที่ดี ๆ ใครเขาว่าดีก็ไปหาเขา โดยลืมไปว่าในมือท่านนี้มีธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้นที่ดีที่สุด ตรงที่สุดอยู่แล้ว

          ผมให้หลักไว้ดังนี้ ธรรมใดที่อ่านแล้วสามารถค้านได้ ธรรมนั้นไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมของพระองค์ เป็นอริยสัจทุก ๆ คำพูด คือ เป็นความจริงที่ไม่มีตาย ไม่มีเกิดมีดับอีกตลอดกาล อีกกี่ล้านปีก็จริงตามนี้ มิใช่ปรัชญา ซึ่งพูดแล้วเขียนออกมา แล้วยังค้านได้ และบางอันก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ด้วย ผู้เขียนก็ดี ผู้พูดก็ดี ท่านดีแต่พูด ดีแต่เขียน หากแต่พูดแล้วเขียนแล้ว ตนเองก็ไม่สามารถทำตามนั้น จึงยังเป็นของปลอม ของเก๊ ซึ่งเราไม่ควรจะสนใจ เป็นเรื่องไร้สาระ เสียเวลาปฏิบัติธรรมไปโดยใช่เหตุ ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นั้น ผมให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. ทรงตรัสอย่างไรก็ทำได้ตามที่ทรงตรัส

          ๒. คำตรัสของพระองค์ไม่เคยเป็นสอง คือ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเป็นความจริงหรือเป็นอริยสัจ ไม่จริงก็ไม่ตรัส

          ๓. ธรรมของพระองค์ล้วนมีเหตุมีผลอยู่ในตัวทั้งสิ้น จึงค้านไม่ได้

          ๔. พระองค์มิเคยก้มศีรษะให้ใคร เพราะเป็นผู้บรรลุธรรม รวบรวมธรรมได้เป็นองค์แรก จึงเป็นใหญ่หรือเป็นพระอรหันต์องค์แรกในโลก

          ๕. ที่พระองค์ใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า ตถาคต ก็เพราะเหตุเหล่านี้แหละ

          ที่มาของปัจจัยหรือเงินทุนในการพิมพ์แจกในธรรมทานนี้ ก็ได้มาจากผู้ที่มาสนทนาธรรมแล้วบริจาคด้วยความสมัครใจทั้งสิ้น โดยผมมิได้เคยกล่าวเรี่ยไรแต่อย่างไร เป็นความศรัทธาของผู้ฟัง ผู้ที่มาสนทนาธรรม และผู้ที่ได้รับเอกสารธรรมทาน เมื่อนำไปอ่านแล้ว เกิดศรัทธาทั้งสิ้น ผมได้เคยเขียนไว้ในเล่มหนึ่งและสองแล้วว่า ทุกคนทำเพื่อหลุดพ้นทุกข์ ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คำว่าขอบใจ ทำเพื่อพ้นทุกข์ในชาตินี้เท่านั้น หรือทำเพื่อพระนิพพานเท่านั้น จึงไม่มีรายชื่อผู้บริจาคเหมือนหนังสือธรรมทานอื่น ๆ ที่เขาแจกกัน เพราะทุกคนทราบจุดประสงค์ดีแล้วว่า ทำเพื่อละปล่อยวางเท่านั้น และบุญมิใช่อยู่ที่จำนวนเงิน ทุกคนทำตามกำลังใจของตน ตั้งแต่หนึ่งบาท ถึงหมื่น ๆ บาท ตามฐานะแห่งตน ใช้ปัญญาพิจารณาก่อนแล้วจึงทำ ทำแล้วต้องไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น ทำแล้วใจสบาย โดยไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียวจึงจะได้บุญสูงสุด ตามคำแนะนำสั่งสอนของสมเด็จองค์ปฐม

          ขอบอกซ้ำอีกหนว่า เงินนี้ทำกันมาตลอด ๑๕ ปี ในอดีตจะหนักไปทางวิหารทาน เน้นทำเฉพาะวัดท่าซุงวัดเดียว เพราะทุกคนได้ดี จากหลวงพ่อฤๅษีผู้สร้างวัดนี้ ผมจึงไม่ทำที่วัดอื่น ปัจจุบันผมทราบด้วยจิตของผมว่า ทุกคนล้วนมีวิมานแก้วแพรวพราวสวยงาม จนน่าอิจฉาแล้วทุกคน แต่ยังขาดปัญญาที่จะใช้ฆ่ากิเลส ตัดกิเลสอยู่ ผมจึงเน้นหนักมาทำเป็นธรรมทาน  เพื่อให้ทุกคนเกิดปัญญาสู้กับกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมต่าง ๆ ให้ได้เพื่อจะได้ไปให้ถึงพระนิพพานในชาตินี้กันให้หมดทุก ๆ คน จะไปได้หรือไม่ก็อยู่ที่ความเพียรของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน ใครเพียรมากพักน้อยก็จบกิจเร็ว ใครเพียรน้อยพักมากก็จบกิจช้า ทุกคนรู้อยู่แก่ใจด้วยปัญญาอันชอบว่า ตายแล้วไม่มีใครเอาเงิน เอาสมบัติของโลกไปได้ แม้แต่ร่างกายที่เรารักมันที่สุดก็เอาไปไม่ได้ จึงใช้สมบัติของโลกให้เป็นประโยชน์ตอนที่ชีวิตยังมีอยู่ ตายแล้วไม่สามารถเอาไปได้ ส่วนโลกียทรัพย์นั้น ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ตายเมื่อไรก็เป็นของคนอื่นหรือของโลกทันที

          ผมจึงขออธิษฐานจิต ขอบารมีของ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ มีหลวงพ่อฤๅษีเป็นที่สุด ขอให้ท่านผู้บริจาคเงิน เป็นธรรมทานทุกท่าน ได้อ่านธรรมะของพระพุทธองค์และของหลวงพ่อ และหลวงปู่ทั้งหลายแล้วเข้าใจ สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ทุกคน จนเข้าสู่พระนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกคนเทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่