คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๖)




          คำนำในเล่มนี้ ทรงให้เน้นเรื่องกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ เป็นหลัก เพราะหากไม่ผ่านธรรมหมวดนี้ ก็ไปพระนิพพานไม่ได้ ผมขออธิบายสั้นๆ ดังนี้

          กรรมบถ ๑๐ แบ่งเป็น ๓ หมวดคือ

          ก) หมวดกายกรรม มี ๓ ข้อ ไม่เอากายไปฆ่าสัตว์-ไปลักทรัพย์-ไปประพฤติผิดในกาม หากปฏิบัติได้ ก็พ้นนรกแล้วเป็นขั้นต้น

          ข) หมวดวจีกรรม มี ๔ ข้อ ไม่พูดปดหรือไม่พูดโกหก-ไม่พูดคำหยาบ-ไม่พูดส่อเสียดผู้อื่น หรือพูดนินทาผู้อื่น และไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล หรือพูดเรื่องที่ไม่เป็นสาระ-ไม่เป็นประโยชน์เป็นขั้นกลาง

          ค) หมวดมโนกรรม มี ๓ ข้อไม่มีจิตคิดอยากได้ของผู้อื่นโดยมิชอบ (ไม่โลภ)-ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายผู้อื่น(ไม่โกรธ)-ไม่มีจิตคิดสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า(ไม่หลง) เป็นขั้นละเอียด

          ส่วนรายละเอียดมีอยู่มาก ผมขอผ่านไป ใครไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้จริง หรือรู้แค่จำได้ พอพบของจริงก็สอบตกทุกครั้งไป ผมขอยกตัวอย่างสัก ๒-๓ เรื่อง เช่น

          ๑. ตักบาตร กับใส่บาตร ผมดูทีวีเกือบทุกวัน เห็นคนทำบุญในพุทธศาสนา เวลาพระท่านเปิดฝาบาตร คนก็จะเอาข้าวหรือของใส่ลงในบาตรของท่าน ผมไม่เคยเห็นผู้ใดไปตัก หรือไปเอาของออกจากบาตรของท่านแม้แต่คนเดียว หากจะพูดให้เต็มประโยคก็คือ ตักข้าวใส่บาตร แต่กลับพูดย่อๆ ว่า ตักบาตรบ้าง-ใส่บาตรบ้าง ในความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่าผู้ใดตักบาตรพระได้บาป ผู้ใดใส่บาตรพระได้บุญ ผมขอเขียนไว้ให้ผู้อ่านพิจารณาเอาเอง เพื่อความละเอียดในธรรมหมวดนี้ ไม่ขอตำหนิกรรมของใคร โดยผมเชื่อคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า

          ก) การตำหนิผู้อื่นจะผิด หรือถูกก็เลวทั้งสิ้น เพราะการตำหนิผู้อื่นเป็นอารมณ์ไม่พอใจ หรือปฏิฆะ ไม่ถึงโกรธก็จริงอยู่แต่ไฟภายในใจเราได้ลุกขึ้นโดยตัวเราเอง เป็นผู้จุดไฟขึ้น และไฟภายในนั้นก็เผาใจตนเองทุกครั้ง หากเกิดตายในขณะนั้น จิตก็ไปสู่ทุคติ หรืออบายภูมิ ๔ อันตรายอยู่ที่จุดนี้

          ข) คนติดคำพูด-ติดถูก-ติดผิด-ติดดี-ติดเลว คืออุปาทาน หรือจิตปรุงแต่งธรรม เพราะยึดสมมติ-ยึดความไม่เที่ยง จึงเท่ากับยึดทุกข์

          ๒.พระตกนรกไม่มี มีแต่นักบวชตกนรก เพราะบุคคลที่บวชพระ แล้วไม่เป็นพระ เป็นแค่นักบวช หรือบวชแต่กาย มิได้บวชใจด้วย ความเป็นพระเป็นที่ใจ มิได้เป็นที่กาย ความสำคัญของการเป็นพระอยู่ที่ศีลปาติโมกข์ (ศีล ๒๒๗ ข้อ) หากศีลบกพร่องแม้ข้อใดข้อหนึ่ง ความเป็นพระก็ไม่สมบูรณ์ การบวชพระเพื่อให้ใจเป็นพระ จึงเป็นได้ยาก ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้ จงพยายามอย่าเผลอพูดว่าพระตกนรกแล้วกัน

          ๓. งด แปลตามศัพท์ว่า หยุด-เว้น-ยั้ง-ละ ดังนั้นคำว่า งดงามแปลว่า ไม่สวย-หยุดสวย-เว้นสวย ควรพูดว่าสวยงามจะเหมาะสมกว่า

          ๔.ใส่เสื้อหนาว ใครใส่ก็ยิ่งหนาว ควรพูดว่าใส่เสื้อกันหนาว (ใส่เสื้อฝน ควรเป็นใส่เสื้อกันฝน)

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่องกรรมบถ ๑๐ ไว้ มีความสำคัญโดยย่อๆ ดังนี้

          ก) หากพวกเจ้าสามารถควบคุมกรรมบถ ๑๐ ได้อย่างสมบูรณ์ ความไม่ทุกข์-ไม่สุขจักพึงมีได้ไม่ยาก การปรามาสพระรัตนตรัยก็จักไม่มี

          ข) ให้หมั่นระวังกาย-วาจา-ใจของตนเองเอาไว้ให้ดีๆ การทำร้ายตนเองก็เกิดจากกรรมบถ ๑๐ นั่นแหละ จักทำ-จักคิด-จักพูดอะไรก็ให้พ้นตัว เพราะขึ้นชื่อว่ากรรมนั้นเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ เป็นวันใส่บาตรเทโว สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาตรัสสอนว่า ธรรมจุดนี้คือ กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ เราไม่มีเจตนาจะโกหกเขา แต่ก็เหมือนโกหก เพราะตักเป็นคำกริยา แปลว่าเอาออก ส่วนใส่เป็นคำกริยา แปลว่าเอาเข้า หรือทำให้เต็ม ทรงสอนเรื่องคำพูดที่พูดกันผิดๆ โดยไม่เจตนา เช่น เราอยู่กัน ๒ คน แต่กลับพูดว่าอยู่กัน สองต่อสอง มันกลายเป็น ๔ เป็นต้น

          ค) จงอย่าขาดเมตตากรุณาตนเอง และจงอย่าปรามาสพระรัตนตรัย แม้แต่มโนกรรม เพราะการกระทำเช่นนั้น คือ การปิดกั้นมรรคผลนิพพานไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

          ง) พระในพระพุทธศาสนามี ๔ ระดับ คือพระโสดาบัน-พระสกิทาคามี-พระอนาคามี และพระอรหันต์ จิตเป็นพระแล้วก็พ้นนรก หรืออบายภูมิ ๔ ได้ถาวร เที่ยงเสมอที่จะไม่ตกนรก หรืออบายภูมิ ๔

          จ)พวกฆราวาสได้เปรียบพวกบวชพระ เพราะรักษาศีลเพียงแค่ ๕ ข้อให้บริสุทธิ์ตลอดเวลาได้ ก็เป็นพระแล้ว เป็นการบวชใจ หรือบวชเนกขัมมบารมี การมีเพศเป็นหญิงจึงดีกว่าชายตรงนี้ พวกผู้ชายหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ตนเองเป็นผู้ชายได้บวชพระ แล้วได้เป็นพระ แต่ความจริงการบวชพระแล้ว จิตเป็นพระนั้นยากมาก แม้รักษาศีลได้ครบ ๒๒๗ ข้อ พระองค์ก็ยังเรียกว่า สมมติสงฆ์ จะต้องตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ขาดด้วย พระองค์จึงเรียกว่าพระ (ต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย รู้ตัวเองว่าในที่สุดแล้ว กายนี้ก็จะต้องตาย ช้าหรือเร็วเท่านั้น ต้องมีจิตใจมั่นคงอยู่กับพระรัตนตรัย จิตเคารพพระรัตนตรัยอยู่เป็นปกติธรรม และต้องมีศีล ๕ ข้อเต็มอยู่เสมอ ไม่บกพร่องอารมณ์เผลอไปกระทำผิดศีลโดยเจตนาไม่มี)

          พระอันดับต้นในพุทธศาสนา คือพระโสดาบัน มี ๓ ระดับ จากหยาบ-กลาง-ละเอียด ธรรมในพุทธศาสนาล้วนมี ๓ ขั้นทั้งสิ้น

          พระโสดาบันขั้นหยาบ พ้นนรกหรืออบายภูมิ ๔ แล้ว แต่ยังต้องเกิดอีก ๗ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้ เรียกว่าต้องรักษากายกรรม ๓ ให้ทรงตัว ไม่เอากายไปทำชั่ว ๓ อย่าง ไม่ฆ่าสัตว์-ไม่ลักทรัพย์-ไม่ประพฤติผิดในกาม

          พระโสดาบันขั้นกลาง ยังต้องเกิดอีก ๓ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้ ต้องรักษาวจีกรรม ๔ ให้ทรงตัว นอกจากต้องไม่พูดโกหกแล้ว ต้องไม่พูดคำหยาบ ต้องไม่พูดส่อเสียด นินทาว่าร้ายผู้อื่นและต้องไม่พูดเรื่องไร้สาระ-ไม่เป็นประโยชน์ (พูดเพ้อเจ้อ)

          พระโสดาบันขั้นละเอียด ยังต้องเกิดอีก ๑ ชาติ จึงจะไปพระนิพพานได้ ต้องรักษามโนกรรม ๓ ให้ทรงตัว คือต้องไม่มีจิตคิดอยากได้ของผู้อื่นโดยมิชอบ(ไม่โลภ) ต้องไม่มีจิตคิดประทุษร้ายผู้อื่นเขา (ไม่โกรธ), ต้องไม่มีจิตคิดสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (ไม่หลง)

          เนื่องจากบุคคลในโลกนี้ สะสมกรรมดีบ้าง-ชั่วบ้างมาไม่เสมอกันและมีจริต-นิสัยแตกต่างกัน ดังนั้นพระพุทธองค์จึงต้องเหนื่อยในการตรัสสอนเขาเหล่านั้น ให้ตรงกับจริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลให้ถูกตรงตามกรรม หรือการกระทำที่ทำกันมาไม่เสมอกัน รวมกันแล้วมีอยู่ ๘๔,๐๐๐ วิธี หรืออุบายตลอด ๔๕ พรรษา (ปี)

          ผมจึงขอให้ผู้อ่านที่ต้องการจะพ้นทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้ จงสนใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ผมได้เพียรบันทึกเอาไว้ในอดีต เป็นปีๆ ไป รวบรวมออกมาพิมพ์เป็นเล่มๆ เพื่อแจกเป็นธรรมทาน โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ความจริงแล้วได้เริ่มต้นทำมาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อฤๅษีท่านยังมีชีวิตร่างกายอยู่ และทำตลอดมาจนถึงปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น จากพิมพ์แจกเป็นใบๆ จนในที่สุดคุณดารณี ทิมเรืองเวช เป็นบุคคลแรกที่ขออนุญาตผม รวบรวมพระธรรมที่แจกๆ ไปแล้ว เอามารวมพิมพ์ให้เป็นเล่ม เพื่อแจกเป็นธรรมทานเป็นเล่มที่ ๑ ปกสีน้ำเงิน (กรุณาอ่านคำนำในพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๑๔ ประกอบจะเข้าใจได้ดี)

          ผมจึงขอสรุปว่า

          ก) หากผู้ใดตั้งความหวังไว้ว่า ต้องการจะไปพระนิพพานในชาตินี้ ควรยึดกรรมบถ ๑๐ เป็นหลักปฏิบัติ เพราะทำได้ไม่ยาก

          ข) การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่พระนิพพานมีหลายทาง บาลีว่า เป็นโพธิปักขิยะธรรม ๗ หมวด คือมหาสติปัฏฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, สัมมัปปทาน ๔, อินทรีย์ ๕,พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘ ย่อแล้วคือ ศีล-สมาธิ-ปัญญานั่นเอง ใครพอใจทางไหนก็ให้เดินทางนั้น

          ในที่สุดนี้ผมขออาราธนาบารมีคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองผู้ปฏิบัตธรรมอย่างจริงจังทุกท่าน ได้มีดวงตาเห็นธรรมตามลำดับ จนจิตหลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

 

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่