คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๕)




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า “สิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกนี้คือความไม่เที่ยง” ซึ่งก็หมายความว่า โลกใบนี้จะว่ามันเที่ยงก็ได้ หรือมันไม่เที่ยงก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของสมมุติทั้งสิ้น คน สัตว์ วัตถุธาตุใด ๆ ก็ล้วนแต่สมมุติทั้งสิ้น ซึ่งหากจะเขียนรายละเอียด ก็คงจะเขียนกันไม่หมด เพราะสมมุติแปลว่าไม่จริง หรืออ้างขึ้นเพื่อเปรียบเทียบ ผมจึงขอเขียนไว้สั้น ๆ เพียงเท่านี้

          ในขณะนี้อายุสมมุติของผมก็ ๘๓ ปี แต่อายุจริงก็ ๘๔ ปี เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่องอายุของมนุษย์ไว้ความว่า ชีวิตเริ่มเกิดจากเซลล์ ๒ เซลล์ คือไข่ (Oval) ของผู้หญิง กับ อสุจิ (Sperm) ของผู้ชายมาผสมกัน แล้วมีจุติวิญญาณเข้ามาร่วมด้วย ชีวิตเริ่มเกิดที่จุดนั้น ผมเชื่อโดยไม่สงสัยในพระองค์ เพราะสิ่งใดจริงพระองค์จะตรัส ไม่จริงก็ไม่ตรัส ตรัสอย่างใดก็เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น คำตรัส หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จึงเป็นอริยสัจหรือความจริงทุกคำพูด

          ในเรื่องการเกิดของมนุษย์ก็เช่นกัน คนไทยสมมุติเอาว่า การเกิดเริ่มตั้งแต่ออกจากท้องแม่ คนจีนสมมุติเอาว่าการเกิดเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ (คือเอาตอนประจำเดือนหยุดหรือขาด) ซึ่งก็ประมาณ ๑๐ เดือน หรือ ๑ ปี ซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ คนไทยเรียกชื่อประเทศของตนว่า ประเทศสยามมาช้านาน ต่อมาเปลี่ยนเป็นประเทศไทย และมีประเพณีขึ้นปีใหม่ของตนเองในวันที่ ๑ เมษายนมาช้านาน ต่อมา จอมพลแปลก (ป.) พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประกาศให้ใช้ วันปีใหม่เป็นวันที่ ๑ มกราคม ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้ตรงกับชาวโลกเขา แล้วก็ใช้กันมาจนทุกวันนี้ ดังนั้นบุคคลที่เกิดในเดือนมีนาคมในสมัยนั้น จึงมีอายุเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปีตามสมมุติ ผมเองเป็นคนหนึ่งตามสมมุตินั้น อายุผมจึงเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปี เป็น ๘๔ ปี

          ในทางธรรมท่านไม่ให้ยึดติดสมมุติในโลกจนเกินพอดี ทุกอย่างให้เดินสายกลาง การปฏิบัติจึงจะมีผล เพราะดี-เลว ถูก-ผิดก็ยังเป็นสมมุติ ตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก พระองค์พบก่อนผู้อื่น เมื่อปฏิบัติถึงแล้วจึงจะรู้ได้เองเฉพาะตน การสอนของพระองค์ จึงเริ่มด้วยสมมุติบัญญัติ ๖ คือ ขันธ์-อายตนะ-อินทรีย์-ธาตุ-บุคคลและสัจจะบัญญัติ แล้วจึงแตกรายละเอียดออกจากสมมุติ ๖ อย่างนี้ รวมแล้ว ๘๔,๐๐๐ วิธี ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ในเมื่อจิตคนเจริญแค่ไหน ย่อมรู้ธรรมได้แค่นั้นเป็นธรรมดา จึงทรงตรัสว่า “ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นธรรมดาทั้งสิ้น” จิตของพระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์องค์แรกในโลก แล้วสอนให้บุคคลอื่นเป็นพระอรหันต์ได้ต่อ ๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้ ในพระสูตรสุดท้ายขณะที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ (มหาปรินิพพานสูตร) ทรงตรัสไว้ความว่า “ตราบใดที่ยังมีบุคคลปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ โลกนี้จะยังมีพระอริยเจ้าอยู่ตราบนั้น”

          ผมเริ่มปฏิบัติธรรมเอาเมื่ออายุ ๔๗ ปี โดยได้พบหลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี มีความโดยย่อว่า เมื่อท่านรับผมเป็นศิษย์ของท่านแล้ว ท่านบอกผมเป็นส่วนตัวว่า ผมมีอายุขัย ๖๗ ปี ตายแล้วไม่เกิดอีก ความจริงผมก็ลืมไปแล้ว เพราะมุ่งแต่ปฏิบัติธรรมตามที่ท่านแนะนำว่า จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะความตายอาจเกิดกับเราได้ทุกขณะจิต หรือทุกลมหายใจเข้าและออก ให้พยายามซ้อมตายและพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ ผมก็พยายามปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ เผลอบ้างลืมบ้างก็เป็นธรรมดา แต่ที่ผมไม่เผลออีกคือ ตอนก่อนจะนอนมรณาและอุปสมานุสสติ ผมไม่เคยลืม ปฏิบัติจนชิน จิตกลายเป็นฌานไปโดยไม่รู้ตัว

          ก่อนที่หลวงพ่อท่านทิ้งขันธ์ ๕ เมื่อ ๓๐ ต.ค.๒๕๓๕ นั้น ท่านได้มอบหมายให้ผมทำหน้าที่ตอบปัญหาธรรมที่มีผู้ถามแทนท่าน เมื่อท่านไม่อยู่แล้ว ความจริงจิตของหลวงพ่อไม่เคยตายเป็นอมตะ แม้จิตของพวกเราทุกคนก็เป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ที่จิตเราอาศัยอยู่หมดอายุขัยก็ต้องตายไปเป็นธรรมดา แต่คนที่ยังมีกิเลสคือ ยังมีอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ จิตยังยึด-เกาะ-ติดขันธ์ ๕ ของตนเองว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่ ก็ยังต้องเกิดแล้วตาย ๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น เหมือนกับแมลงเม่าที่หลงบินเข้ากองไฟ ความสำคัญก็มีอยู่แค่นี้

          หากนับวันเวลาจากที่ผมเริ่มปฏิบัติธรรมเมื่ออายุ ๔๗ ปี จนหมดอายุขัย ๖๗ ปีเต็มพอดี ขณะตอบปัญหาธรรมอยู่ที่บ้านของท่านเจ้ากรมทหารอากาศ พลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์อยู่นั้น ผมเกิดมีอาการทุกขเวทนาปวดอุจจาระ (ปวดท้องขี้) ขึ้นมากะทันหัน ก็ขอเวลานอกเข้าห้องน้ำ ขออธิบายสั้น ๆ ว่า ทุกขเวทนาเกิดกับร่างกายสูงมากจนสุดที่จะทนได้ ก็ใช้วิชชามโนมยิทธิที่หลวงพ่อท่านเมตตาสอนไว้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นทางลัดเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย ๆ เมื่อผมซ้อมและพร้อมอยู่เสมอในเวลาก่อนจะนอนทุกครั้ง พอวันจริงมาถึง จิตของผมก็พุ่งไปสู่พระนิพพานได้ตามปรารถนา เห็นอาทิสมานกาย หรือกายของจิตตนเองเป็นพระวิสุทธิเทพหมอบอยู่แทบพระบาทของสมเด็จองค์ปฐม พระองค์ทรงตรัสว่า “คุณหมอหนีขึ้นมา ข้างบนนี้แล้ว ให้รีบกลับลงไป เพราะบนพระนิพพานนี้ไม่มีเวลา ร่างกายของคุณหมอยังมีประโยชน์กับพระพุทธศาสนาอยู่ ให้กลับลงไปทำหน้าที่ของคุณหมอก่อน” เมื่อเป็นคำสั่งก็ต้องรีบกลับลงมา และมาทำหน้าที่ต่อไปจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา ๑๖-๑๗ ปีแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าท่านจะต่ออายุให้อยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ ซึ่งจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ ก็ต้องอยู่เพราะเป็นคำสั่ง เราจงอย่าประมาทก็แล้วกันคือ พร้อมที่จะตายอยู่เสมอทุกเวลา ผมไม่กล้าเขียนว่าทุกขณะจิต เพราะอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ จิตของท่านไม่เคยพลาดจากนิพพานทุกขณะจิต ส่วนผมยังไม่ใช่พระอรหันต์ จิตยังเผลอ-ยังพลาดพระนิพพานอยู่เป็นธรรมดา แต่ก็พยายามเผลอให้น้อยที่สุด ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยความเพียร บารมี ๑๐ อันเป็นกำลังใจเต็มจึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต

          การรวบรวมพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ผมก็พยายามรวบรวมเป็นเล่ม ๆ มาตามลำดับ จนถึงเล่ม ๑๕ แล้ว (เล่ม ๑๕ หมายถึงคำสอนที่สอนไว้ในปีพ.ศ.๒๕๔๕) และจะพยายามรวบรวมไปเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายมันจะพังหรือตาย ทุกอย่างก็นำมาจากบันทึกธรรมส่วนตัว ที่ผมบันทึกเอาไว้ในอดีตทั้งสิ้น และค่อย ๆ รวบรวมออกมาเป็นปี ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับจริต-นิสัยและกรรมของผู้อ่านตามลำดับ มุ่งเน้นเอาเฉพาะกลุ่มปฏิบัติธรรมที่ได้ติดตามกันมาเป็นเวลานานแสนนานเป็นใหญ่ ดังนั้นจงอย่านำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ เขา จะเป็นมานะ กิเลสมาทำร้ายจิตตนเอง และเงินทุนในการจัดพิมพ์ก็เป็นเงินที่กลุ่มเราบริจาคโลกียะทรัพย์ ซึ่งไม่มีใครสามารถเอาไปได้ แต่เอามาบริจาคให้เป็นธรรมทาน ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่าชนะทานทั้งปวง จัดเป็นโลกุตระทรัพย์สามารถจะเอาไปได้ เพราะตัดอารมณ์โลภ-โกรธ-หลงได้เด็ดขาด การทำบุญประเภทอื่น ๆ ตัดได้แค่ความโลภเท่านั้น

          ให้ทุกท่านสังเกตว่าหนังสือธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ตั้งแต่เล่มที่ ๑ ถึงเล่ม ๑๕ นี้ จุดประสงค์ของผมผู้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสองของพระองค์ก็เพื่อแจกฟรี ไม่มีการจำหน่ายแต่อย่างใด หากเห็นหรือรู้ว่ามีผู้ใดนำเอาไปจำหน่าย โดยแอบอ้างว่าเอาเงินไปทำบุญที่ใด ๆ ก็ตาม ให้ช่วยกันตักเตือนขอให้เขาจงอย่าทำ เพราะเป็นบาปอกุศลอย่างยิ่ง ตายแล้วจะมีอบายภูมิ ๔ เป็นที่ไป ผมขอความกรุณาให้กลุ่มของเราช่วยกันนำหนังสือธรรมะเหล่านี้ไปช่วยแจกให้กับผู้ที่มีศรัทธา อย่าไปแจกให้ผู้ไม่มีศรัทธา เพราะจะเอานรกไปแจกให้กับเขา

          อีกประการหนึ่งก็คือ พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญูแต่ผู้เดียวในโลก ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้สุดจะประมาณได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ แม้เทวโลก และพรหมโลกก็ทรงรู้ได้หมด และทรงรู้วาระจิตของทุก ๆ คนใน ๓ โลกนี้ คำว่าเผลอไม่มีในจิตของพระองค์ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่พระองค์จะสอนไม่ได้ คำสอนพระองค์จึงตรัสสอนได้ตรงตามจริต-นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งกระทำกันมาในอดีตไม่เสมอกัน พระองค์จึงสอนไว้มากมายหลายวิธี รวบรวมแล้วมี ๘๔,๐๐๐ อุบายหรือวิธี หรือพระธรรมขันธ์ ในเวลา ๔๕ ปีหรือพรรษา มีบุคคลที่พระองค์เว้นเสียไม่สอนคือ บุคคลที่ไม่มีความศรัทธาในพระองค์ หรือพวกปะทะปะระมะ (พวกเดียรถีย์) และมีคำสอนหลายตอนที่ซ้ำ ๆ กัน หรือคล้าย ๆ กัน อยู่เสมอ เพื่อจะเน้นให้พวกที่ยังมีกำลังใจไม่เต็ม หรือบารมียังอ่อนอยู่ให้เข้าใจ หรือยังเผลออยู่เป็นปกติธรรมดาด้วยพระเมตตา และเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ หรือกรรมเฉพาะหน้าของผู้รับฟัง

          พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกเล่ม ทรงตรัสสอนให้เป็นภาษาไทยปัจจุบันทั้งสิ้น ซึ่งผู้อ่านได้อ่านแล้วก็จะเข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ตรัสสอนเป็นภาษาไทยโบราณซึ่งอ่านแล้วเข้าใจยาก หรือยากที่จะเข้าใจได้ จึงจัดว่าเป็นการรวบรวมพระธรรมที่ตรัสสอนเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้ยากยิ่งในโลกนี้ ขอให้ทุกท่านโปรดสังเกตความจริงจุดนี้ไว้ด้วย

          ในที่สุดนี้ ผมขอให้ทุกท่านที่หวังจะไปพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ จงพกพระรอดไว้กับจิตของท่านตลอดเวลา แล้วจิตของท่านก็จะปลอดภัยพ้นจากอบายภูมิ ๔ ได้ (พระรอดก็คือพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้า-พระธรรมและพระอริยสงฆ์นั่นเอง) จิตคือตัวเรา หรือเราคือจิต ซึ่งเป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ที่ตายคือร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราว หากจิตเราวางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ โดยไม่ยึด-เกาะ-ติดในขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ซึ่งไม่เที่ยง-สกปรกมันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ได้ว่ามันหาใช่เรา หาใช่ของเราได้ชั่วคราว ขณะจิตนั้น ๆ จิตเราก็บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส-ตัณหาและอุปาทานชั่วคราว ทรงตรัสว่า จิตเป็นขณิกอรหันต์ เพราะหากร่างกายตายตอนนั้นจิตเราก็เป็นพระอรหันต์ได้ หากทำให้จิตว่างจากกรรมชั่ว หรือความชั่วทั้งมวลได้ชั่วคราวบ่อย ๆ จิตก็จะชินกับอารมณ์นี้จนกลายเป็นฌาน เป็นอัตโนมัติขึ้นเอง หากซ้อมตายและพร้อมตายด้วยอุบายนี้บ่อย ๆ เวลาร่างกายมันพังหรือตาย จิตก็จะชินไปสู่พระนิพพานได้ง่าย ๆ เช่นกัน

          ธรรมใดที่ท่านยังปฏิบัติไม่ได้ ก็จงเชื่อผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วไปก่อน ต่อเมื่อท่านปฏิบัติได้แล้ว ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ (พุทธพจน์)

          ด้วยอาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขอให้ทุกท่านที่อ่านหนังสือธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้น แล้วนำไปปฏิบัติตาม จงโชคดีด้วยกัน ทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

 

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่