คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๔)




          ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า ท่านผู้อ่านพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นที่เป็นพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปฐมเป็นส่วนใหญ่ และสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ตลอดจนถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอีกหลายพระองค์ที่มีกรรมผูกพันกับหลวงพ่อฤาษี และพวกเรามาก่อน พระองค์ทรงเมตตามาตรัสสอนให้ รวมทั้งหลวงปู่-หลวงตา-หลวงน้า-หลวงพ่อ-หลวงพี่ ท่านเมตตามาแนะนำให้ ผมเป็นเพียงผู้รวบรวมพระทำคำสอนเหล่านี้ให้เท่านั้น เพื่อแจกเป็นธรรมทาน (โดยแจกฟรี) ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้น จริงอยู่ในอดีตผมใช้พิมพ์แจกเป็นแผ่น ๆ บางครั้งก็หลายแผ่นรวมเป็นชุด ผมเป็นผู้จ่ายเองทั้งสิ้น ซึ่งเจตนาที่ดีของผมมีผู้รู้-ผู้เห็นและเข้าใจ จึงมีผู้ปรารถนาดีช่วยกรุณาไปพิมพ์แจกให้ด้วยในภายหลัง ต่อมามีผู้ศรัทธาบุคคลแรกคือ คุณดารณี ทิมเรืองเวช มาขออนุญาตผมรวบรวมเป็นเล่มแจกเป็นธรรมทาน จุดนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่มที่ ๑ (ปกสีน้ำเงินซึ่งขณะนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว) เกิดขึ้น ผมและพวกเราทุกคนจึงต้องขอขอบพระคุณ และขอโมทนาบุญกับคุณดารณี ทิมเรืองเวชไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

          สิ่งที่ผมยังมีความกังวลใจอยู่ก็คือ มีบางท่านไปเผลอพูดว่า ผมเป็นผู้เรียบเรียง หรือเป็นผู้เขียน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด และเป็นบาป-เป็นความชั่ว-เป็นมุสา เพราะพระธรรมเหล่านี้เป็นของพระพุทธเจ้าท่านทรงเมตตาตรัสสอนไว้ทั้งสิ้น ซึ่งแม้แต่หลวงพ่อฤาษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ของผม ท่านยังไม่เคยเผลอพูดว่าเป็นพระธรรมของท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว และมีบางคนเอาพระธรรมที่ผมรวบรวมเป็นเล่มแจกมา ๑๓ เล่มแล้วนี้ ไปลงในอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมก็เล่นไม่เป็น และไม่เคยดูด้วย และไม่สนใจด้วย โดยทางธรรม ผมมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า การเล่น การดูอินเตอร์เน็ต เป็นความอยากรู้-อยากเห็นสิ่งที่อยู่นอกตัวทั้งสิ้น ซึ่งสวนทางกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนให้ละ-ปล่อย-วาง จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ให้พยายามสนใจแต่เรื่องกายกับจิตของตนเองเท่านั้น จึงจักเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง และตรงตามเจตนาของพระองค์ เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะความตายอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต

          อีกจุดหนึ่งที่ผมต้องการจะเน้นให้กลุ่มปฏิบัติธรรมของพวกเราสนใจให้มากๆ คือ วิปัสสนาญาณ ๙ ซึ่งเป็นตัวปัญญาแท้ๆ ในพระพุทธศาสนา รายละเอียดผมขอผ่านไป ผู้ใดทิ้ง ผู้นั้นปัญญาแท้ๆ ในพุทธศาสนาจะไม่เกิด เกิดแค่สัญญา หรือความจำซึ่งไม่เที่ยง และอีกจุดหนึ่งที่ผมพูดเกือบทุกวันอาทิตย์ว่า หากผู้ใดที่มาสนทนาธรรมกันที่บ้านผม แล้วไม่ตั้งใจฟัง คือขาดสติ ตัวสมาธิและปัญญาก็ไม่เกิด เพราะสติ-สมาธิ-ปัญญา จะต้องปฏิบัติไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ หากขาดตัวต้น (สติ) สองตัวหลังก็ไม่เกิด (สมาธิกับปัญญา) ก็ขอเน้นจุดนี้ไว้อีกครั้ง

          บุคคลที่ ๒ ที่ผมขอกล่าวถึงคือ คุณกิตติ ขันติวงวาร และคณะของท่าน ซึ่งท่านได้อ่านหนังสือพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นที่ผมแจกไปแล้ว เกิดศรัทธาแรงกล้า ได้จัดพิมพ์หนังสือพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่มที่ ๑๐ ให้กับผมเพื่อแจกเป็นธรรมทานจำนวนหนึ่ง ตามกำลังศรัทธาของท่านและคณะ มีรายละเอียดอยู่ในพระธรรมเล่มที่ ๑๐ หน้าแรกแล้วนั้น ผู้ใดสนใจก็ไปอ่านดูได้ ขณะนี้ธรรมะเล่มที่ ๑๐ ก็กำลังพิมพ์เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว

          สิ่งที่กลุ่มพวกเราทุกๆ คนควรภูมิใจให้มากก็คือ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า "กลุ่มสนทนาธรรมของคุณหมอนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้ เพราะพูดกันแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้นเป็นเวลา ๑๕ ปีแล้ว" (หากนับจนถึงปัจจุบันเดือน ต.ค.๒๕๕๓ ก็ ๑๘ ปีแล้ว) ความดีจุดนี้กลุ่มของเราจะต้องรักษาไว้อย่าให้เสื่อมสูญสลายไป และจะต้องพยายามเสริมความดีเหล่านี้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพานให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ให้หมดทุกคน

          ธรรมะเล่มที่ ๗ มีความหนาของเนื้อหา-สาระทางธรรมมากกว่าเล่มอื่นๆ ประมาณ ๑๐๐ หน้า จึงขอให้สนใจเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นการสอนธรรมะจากหยาบไปหาละเอียดของพระองค์ ซึ่งพระองค์ย่อมทราบดีว่า กลุ่มของพวกเรามีจริต-นิสัย และกรรมแตกต่างกันมาก พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู ทรงมีพระพุทธญาณแต่พระองค์เดียวในโลก จึงทรงตรัสสอนไว้ให้เหมาะกับจริต-นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำกรรมกันมาไม่เท่ากัน (ทรงรู้อุบาย หรือวิธีปฏิบัติที่จะทำให้จิตละ-ปล่อย-วางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้อย่างเหมาะสม) ผมจึงเน้นให้พวกเราพยายามสนใจศึกษาหาความรู้ที่ทรงตรัสสอนไว้ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ตัวผลนั้นและจึงจักเป็นของจริง คือจริงที่จิตของเรา ไม่ใช่จริงตามตำรา

          สำหรับเงินทุนที่ใช้พิมพ์หนังสือพระธรรมจากเล่ม ๑-๑๔ นี้ ก็ได้มาจากกลุ่มของพวกเราทีส่วนใหญ่เข้าใจ และหมดสงสัยแล้วว่า

          ก) การให้ธรรมเป็นทาน ชนะทานทั้งปวง เพราะตัดได้ทั้งอารมณ์ โลภ-โกรธ-หลง ทำให้เข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย การให้ทานธรรมดานั้น ตัดได้แคความโลภเท่านั้น และเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ที่ตรัสความว่า

          ข) "ไม่มีใครสามารถจะเอาสมบัติของโลกไปได้" ซึ่งมีความหมายว่า สมบัติที่เรารัก-หวง-ห่วงที่สุดก็คือตัวเรา หรือร่างกายของเราเอง เราหรือของใครในโลกนี้ ก็ไม่สามารถเอาไปได้ เมื่อกายพัง (ตาย) ดังนั้นสมบัติทรัพย์สิน-เงินทองต่างๆในโลกที่เรามีอยู่-ครอบครองอยู่ในขณะที่กายยังมีชีวิตอยู่นี้ เราก็ไม่สามารถเอาไปได้เช่นกัน แต่ผู้ที่มีปัญญาท่านสามารถจะเอาไปได้ โดยการบริจาคสิ่งเหล่านี้ให้เป็นทาน โดยเฉพาะเป็นธรรมทาน ซึ่งชนะทานทั้งปวง เรื่องของทานนี้ละเอียด และใหญ่ยิ่งนัก ผมจึงขอกล่าวไว้สั้นๆแค่นี้

          ในที่สุดนี้ สิ่งที่กลุ่มปฏิบัติธรรมร่วมกันมาเป็นเวลา ๑๘ ปีแล้ว ควรจะภูมิใจให้มาก ก็คือสมเด็จองค์ปฐมซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในโลก ได้ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนด้วยพระองค์เองเป็นส่วนใหญ่ เพราะพวกเราส่วนใหญ่เคยเป็นลูก-หลานของพระองค์ และทรงตรัสสอนเป็นภาษาไทยปัจจุบันด้วย ดั่งคำตรัสที่ทรงตรัสไว้ความว่า "ตถาคตตรัสสอนพวกเจ้าเป็นภาษาไทยปัจจุบัน เพราะอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้เลย หากตถาคตจักตรัสสอนเป็นภาษาไทยโบราณ พวกเจ้าก็จักเข้าใจยาก หรือยากที่จักเข้าใจได้ ดังนั้นหนังสือธรรมะเหล่านี้จึงจัดได้ว่า หาอ่านได้ยากยิ่งนักในโลกนี้"

          ผมขออาราธนาบารมีคุณของพระศรีรัตนตรัย อันมีคุณค่าหาประมาณมิได้เป็นที่ตั้ง ขอให้พวกเรารักษาสมบัติที่พ่อให้ไว้ อย่าให้สูญหายไปจากจิตใจ โดยการอ่านแล้วให้ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ตามแนววิปัสสนาญาณ ๙ ที่ทรงตรัสไว้ โดยเฉพาะข้อที่ ๙ สัจจานุโลมิกญาณ คือหมั่นทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อยู่เสมอจนขึ้นใจ หรือจิตชินในพระธรรมจนกลายเป็นฌาน เป็นอัตโนมัติอยู่กับจิตของเราตลอดกาล-ตลอดสมัย และขอให้ผู้อ่านแล้วศึกษา-ปฏิบัติตามทุกๆท่าน จงโชคดี มีดวงตาเห็นธรรมตามลำดับ จนจิตหลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

 

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่