คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๒)




          สักกายทิฏฐิ แปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับขันธ์ ๕ หรือร่างกาย คนฉลาดมีปัญญามาก พระองค์จึงแนะนำให้ตัดกิเลสข้อเดียว คือ สักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นสังโยชน์หรือกิเลสที่ร้อยรัดจิตใจคนไว้ให้ติดอยู่กับโลก โลกของพระองค์นั้นทรงเน้นเอาขันธโลก หรือร่างกายเป็นสำคัญ เพราะทรงรู้ว่าตัวหลงใหญ่ หลงมากที่สุดในโลกมนุษย์นี้ก็คือ หลงรักร่างกายของตนเองว่ามันเป็นเราเป็นของเรา ดังนั้นหากละ ปล่อย วางอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ได้ตัวเดียว ตัวหลงเล็ก ๆ อื่น ๆ ทั้งหมด ก็จะหลุดออกไปจากจิต ที่หลงยึดเกาะไว้อย่างเหนียวแน่นได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากคนในโลกมีจริต นิสัย และกรรมแตกต่างกัน ไม่เสมอกันเลยแม้แต่คนเดียว เพราะเกิดแล้วตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน ทุกชาติก็ล้วนแต่สร้างกรรม (การกระทำทางกาย วาจา ใจ) มาทุกชาติ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว แต่สร้างกรรมชั่วไว้มากกว่ากรรมดีสุดประมาณ แม้ในปัจจุบัน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อต้องการให้หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร คือ ปฏิบัติธรรมหรือกรรมทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ก็ยังอดเผลอทำกรรมชั่วไม่ได้ ผมจึงได้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสสอนไว้ในอดีตมาจัดพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อแจกฟรีไม่มีการจำหน่ายหรือขายแต่อย่างใด มาตามลำดับจนถึงเล่ม ๑๒ นี้ และจะพยายามพิมพ์แจกฟรีต่อไปจนกว่าร่างกายมันจะพังหรือตายไป ตัวผมเองคือจิตที่มาอาศัยร่างกายนี้อยู่ไม่เคยตาย หมดสงสัยแล้วว่าร่างกายนี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ แต่ยังละ ปล่อย วางมันไม่ได้เด็ดขาด หากวางได้เด็ดขาดวันไหน ร่างกายที่ผมอาศัยอยู่ชั่วคราวก็ต้องตาย ส่วนจิตผมก็จะไปพระนิพพาน หรือดีวันไหนก็ตายวันนั้น ดังนั้นจงอย่าคิดว่าตัวเองดีเป็นอันขาด จัดเป็นอารมณ์หลงสุด ๆ

          คนส่วนใหญ่ออกมาแสดงธรรม พูดเรื่องพระธรรมกันมาก แต่ทำหรือปฏิบัติไม่ได้ตามที่ตนพูด หมายความว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำหรือปฏิบัติให้เกิดผลยาก

          ผมสังเกตว่า ท่านที่รู้จริงมักจะพูดสั้น ๆ หรือพูดน้อย พูดเท่าที่จำเป็นจะพูด ท่านพูดด้วยเหตุด้วยผล พูดสั้น ๆ แต่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อนำคำพูดของท่านมาคิดพิจารณายิ่งเกิดปัญญา ทำให้เข้าใจธรรมนั้น ๆ ได้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น การสนทนาธรรมหรือถามปัญหาธรรมกับท่านได้บ่อยเท่าไหร่ เราก็หายโง่มากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างคำสอนของท่าน เช่น

          -   ผู้ใดใคร่ครวญสัทธรรมอยู่เป็นปกติ ผู้นั้นจะไม่มีวันเสื่อมจากสัทธรรม

          -   จงอย่าหนีทุกข์ จงอย่าเบื่อทุกข์ ให้เห็นเป็นของธรรมดาของผู้เกิดมามีร่างกาย ทุกข์นี้จะหมดไปพร้อมกับความตาย

          -   ติดดีก็เป็นทุกข์ เป็นความเลวที่แฝงมากับความดี หรือเป็นผู้ร้ายที่แฝงมากับผู้ดี

          -   บุญ- บาป, สุข - ทุกข์, ดี - ชั่ว ล้วนเกิดจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น

          -   หาตัวธรรมดาให้พบ แล้วยอมรับจิตก็จะเป็นสุข เป็นต้น

          ปกิณกะธรรมในเล่ม ๑๒ นี้ ล้วนแต่เป็นอุบายเพื่อให้จิต ละ ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย หรือเพื่อละสักกายทิฏฐิทั้งสิ้น

          จงอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นในโลกใบนี้ ที่เป็นพระสัพพัญญู คือรู้ทุกอย่างในโลก รวมทั้งจริตนิสัยและกรรมของคนและสัตว์ได้หมด อย่างหาที่สุดมิได้ และรู้วิธีแก้ไขกรรมนั้น ๆ ได้ด้วยพระองค์เอง อันเป็นพุทธวิสัย ซึ่งบุคคลในโลกไม่ควรตามรู้ หรืออยากรู้ จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้ (เป็นอจินไตย) ทรงตรัสเกี่ยวกับโลกว่า ในที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ เพราะทุกสิ่งในโลกตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น คือ อนิจจัง ทุกสิ่งไม่เที่ยง เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกขัง ไม่สามารถที่จะคงทน หรือทรงตัวอยู่ในสภาพเดิมได้หรือสภาวะเดิมได้ ใครยึดถือก็เป็นทุกข์ อนัตตา ในที่สุดแล้วก็ต้องสลายตัวไปในที่สุด เปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปอีกสภาวะหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เห็นได้ด้วยปัญญาอันชอบเท่านั้น โลกทั้งโลกจึงเป็นสมมติธรรมทั้งสิ้น สมมุติชื่อเรียกกันว่าอย่างนี้อย่างนั้น แม้แต่พระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสสอนนี้ก็เป็นสมมุติธรรม แต่เป็นสมมุติสัจจะ เพราะตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก ปฏิบัติถึงแล้วจักรู้ได้ด้วยตนเอง เฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน บาลีว่าเป็นปัจจัตตัง ก็ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ธรรมในเล่มหลัง ๆ ตั้งแต่เล่ม ๑๐ เป็นต้นมา จึงเป็นปกิณกะธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ พระองค์ทรงตรัสสอนไว้มากมายถึง ๘,๔๐๐๐ อุบายหรือวิธี (พระธรรมขันธ์) เพราะคนในโลกมีจริต นิสัย และกรรมแตกต่างกันมาก แต่ละอุบายก็เหมาะสำหรับบุคคลแต่ละบุคคล ขอให้ผู้อ่านเข้าใจตามนี้ด้วยอุบายใด ธรรมบทใดเหมาะกับจริตนิสัย และกรรมของตน ก็ให้เอาธรรมนั้นมาคิดพิจารณา แล้วใช้ความเพียรปฏิบัติให้เกิดผล ตัวผลนั่นแหละคือของจริงที่พระองค์ทรงต้องการให้เราเพียรทำให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ เป้าหมายสูงสุดก็มุ่งสู่พระนิพพานทั้งสิ้น ให้เริ่มปฏิบัติจากง่ายไปหายาก จงอย่าหลงตนเอง เริ่มต้นก็จะเป็นพระอรหันต์กันเลย ทั้ง ๆ ที่ศีล ๕ ข้อก็ยังรักษากันไม่ได้ครบ

          ขอสรุปสั้น ๆ ว่า ให้เริ่มจากง่ายไปหายาก คือเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาเราไม่ให้กระทำผิดศีลอีก คือจิตเป็นศีลมั่นคงเป็นฌาน เรียกว่า สีลานุสสติหรือจิตเป็นอธิศีล (เป็นพระโสดาบัน) ขั้นต่อไปเพียรรักษากรรมบถ ๑๐ ให้ทรงตัวอยู่กับจิต (เป็นพระสกิทาคามี) ต่อไปรักษาอารมณ์จิตอย่าให้ไหวไปในอายตนะสัมผัส เกิดอารมณ์พอใจ (ราคะ-โลภะ) หรือไม่พอใจ (ปฏิฆะ-โทสะ) หากทำได้เรียกว่ามีอธิจิต (เป็นพระอนาคามี) ทรงแนะให้ใช้สังโยชน์ ๑๐ โดยมีบารมี ๑๐ หากตัดได้ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ ส่วนรายละเอียดผมขอเว้นไว้เพราะปฏิบัติไม่ถึง

          ตราบใดที่ชีวิตยังอยู่ ผมก็จะพยายามรวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ท่าน มารวมเป็นเล่มพิมพ์แจกฟรีเป็นปี ๆ ไป ธรรมเล่ม ๑๒ หมายถึงพระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๒

          กลุ่มของพวกเรายังเกาะติดกันอย่างเหนียวแน่นตลอดมา ตั้งแต่หลวงพ่อฤๅษีท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไปพระนิพพานนานแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ ๑๗ - ๑๘ ปีแล้วก็ยังคงใช้กาเลนะ ธัมมสากัจฉา ซึ่งแปลว่า การสนทนาธรรมกันตามกาลตามสมัย จัดเป็นอุดมมงคลที่ ๓๐ อันเป็นมงคลภายใน ซึ่งพระองค์ทรงตรัสสอนไว้ทั้งหมดมี ๓๘ มงคลตรัสสอนจากง่ายไปหายาก เช่น ทรงเริ่มจาก อย่าคบคนพาล จงคบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา เป็นต้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว พวกเราจับกลุ่มสนทนาธรรมกันมาตั้งแต่หลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็รู้และส่งเสริมให้ปฏิบัติกันมาด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ (หลวงพ่อท่านไม่ได้ตาย หากแต่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ซึ่งจิตผู้ทรงธรรมของท่านมาอาศัยอยู่ชั่วคราวมันตายต่างหาก แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงตรัสไว้ความว่า ร่างกายของตถาคตมิใช่พระพุทธเจ้า ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตผู้ทรงธรรมต่างหาก ในขณะที่ตถาคตยังคงมีชีวิตอยู่ ตถาคตก็เคารพในพระธรรม)

          ในคำนำธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า กลุ่มปฏิบัติธรรมของพวกเราได้ร่วมวงสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เพื่อมุ่งไปสู่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ นี้ก็ครบ ๑๖ ปีเต็มแล้ว หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้

          ผมก็ขอให้พวกเราที่ไม่ปรารถนามาเกิดอีก เพราะเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยจากการเกิดมามีร่างกายแล้วทุก ๆ ชาติ ก็ต้องพบกับความทุกข์ในสัทธรรมทั้ง ๕ คือ หนีความแก่ หนีความป่วยไข้ไม่สบาย หนีความตายไปไม่พ้น ระหว่างมีชีวิตอยู่ก็ต้องพบกับความปรารถนาไม่สมหวัง และต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจตลอดมา ขันธ์ ๕ หรือร่างกายพังเมื่อไหร่ ก็พร้อมที่จะทิ้งร่างกายไปพระนิพพานเมื่อนั้น เพราะซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ ด้วยอุบายสั้น ๆ ว่า รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน ขอทุกท่านจงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว โดยใช้สังโยชน์ ๑๐ และบารมี ๑๐ เป็นแนวทางปฏิบัติ ตามที่พระองค์ทรงตรัสแนะนำไว้ว่า เป็นทางที่สามารถจักเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย ๆ ขอให้ทุก ๆ ท่านจงโชคดี เข้าสู่พระนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกคน

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

๑๖ เมษายน ๒๕๕๓

 

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่