คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๑)




          ธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๑๑ นี้ ผู้มีอริยทรัพย์ชาวสุโขทัย ท่านขอเป็นเจ้าภาพพิมพ์ เพราะท่านเป็นผู้มีปัญญาพ้นโลก (อริยปัญญา) ท่านรู้ด้วยจิตของท่านเองว่า ตายแล้วไม่สามารถจะเอาสมบัติของโลกไปได้ สิ่งที่ท่านรักและหวงที่สุดในโลกก็คือร่างกายของท่านเอง ท่านก็ยังเอาไปไม่ได้ ท่านจึงสละทรัพย์ทางโลก (โลกียะทรัพย์) ให้เป็นอริยทรัพย์ ซึ่งสามารถเอาไปได้ด้วยปัญญาอันชอบธรรม โดยช่วยกันบริจาค โลกียะทรัพย์ ให้เป็นอริยทรัพย์หรือ โลกุตรทรัพย์ เป็นธรรมทานซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าชนะทานทั้งปวง เพราะสามารถตัดได้ทั้งอารมณ์ โลภ โกรธ หลง โดยการพิมพ์พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๑๑ เพื่อแจกกับพุทธบริษัทที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ให้นำไปอ่านแล้วจำให้ได้เป็นขั้นแรก แล้วจึงนำเอาพระธรรมนั้นไปปฏิบัติด้วย ด้วยความเพียรชอบ ๗ ทาง หรือ ๗ หมวด (โพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด) คือ เพียรด้วย มหาสติปัฏฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, สัมมัปปทาน ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘ ตามอัธยาศัย เพราะจิตคนเราแตกต่างกัน ทำกรรม สะสมบารมีหรือกำลังใจมาไม่เท่ากัน และมีจริต นิสัยต่างกัน ใครชอบทางใดก็ให้ใช้ทางนั้นเพียร หรือวิริยะปฏิบัติไปตามที่ใจตนชอบและถนัด ก็จะได้ผลเร็ว จงอย่าไปปฏิบัติตามใจเขา ให้ตามใจเราก็จะได้ผลเร็ว อยู่ที่ความเพียร (วิริยะ) ตัวเดียว เพียรมากพักน้อยก็จบเร็ว (ขยัน) เพียรน้อยพักมากก็จบช้า (ขี้เกียจ) แต่บุคคลส่วนใหญ่ในโลกมักจะเลือกเอาวิธีหลัง ซึ่งก็เป็นของธรรมดา เพราะในโลกนี้ย่อมมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด หรือคนขี้เกียจมากกว่าคนขยัน เพราะยังตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม

          หนทางเกิดหรือทางเข้าของกิเลสก็คือ อายตนะ ๑๒, ภายนอก ๖, ภายใน ๖, ผมก็ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้ การปฏิบัติธรรม ก็ให้มีอินทรีย์สังวรณ์ หรือการสำรวมทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะ ๖ นั่นเอง จิตของคนเราจึงอยู่ท่ามกลางดงของกิเลสหรือดงของพระธรรม ทั้ง ๓ คือ กุสลาธรรมา (ธรรมที่เป็นกุศล, เป็นบุญ, เป็นความดี) อกุศลาธรรมา (ธรรมที่เป็นอกุศล, เป็นบาป, เป็นความชั่ว) และอัพยากตาธรรมา (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล เพราะไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งที่เรียกว่า สังขาร ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ ของนามในขันธ์ ๕ หรืออุปาทานนั่นเอง) เรื่องของพระธรรมเป็นของละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลธรรมดา ๆ จะพึงเข้าใจได้ ก็ขออธิบายไว้สั้นๆ แค่นี้

          เนื้อหาของพระธรรม ล้วนเป็นปกิณกะธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทั้งสิ้น พร้อมทั้งคำอธิบายขยายความ ให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ทรงเอาทุกอย่างในชีวิตประจำวันมาเป็นพระธรรมคำสอนได้หมด ผมก็จะพยายามเอาคำสั่งสอนของพระองค์ ที่ทรงเมตตาตรัสสอนไว้ในอดีต ที่ผมบันทึกเอาไว้ค่อย ๆ เขียนรวบรวมออกมาตามลำดับ จนกว่าร่างกายที่มันจะต้องเสื่อมลง เดินไปสู่วัยชรา และความตายในที่สุด อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จึงหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ จึงต้องไม่ประมาทในธรรม คือ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน (รู้อานาปา
รู้ มรณา รู้อุปสมานุสสติ) ไว้กับจิตเสมอด้วยความไม่ประมาท เผลอบ้าง ลืมบ้าง ก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิจที่ยังต้องปฏิบัติตัดกิเลสอยู่ (เสขะบุคคล) พระอรหันต์ท่านไม่มีกิจที่จะต้องตัดกิเลสอีกแล้ว (อเสขะบุคคล)

          ดังนั้นจงอย่าหลงตนเองคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด เพราะหากดี (จริง ๆ ) วันไหนก็ต้องตายวันนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดความดีของคน ดีวันไหนก็ต้องตายวันนั้น ยกเว้นพระท่านได้ดีแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ ส่วนพวกเรามีศีลแค่ ๕ ข้อ ๘ ข้อ อยู่ไม่ได้ แต่หากผู้ใดปฏิบัติได้ ก็คงไม่มีใครอยากจะอยู่แม้แต่วินาทีเดียว ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ในที่สุดนี้ ผมขออาราธนาบารมีคุณของพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขอจงดลจิตท่านผู้ที่อ่านปกิณกะธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ในเล่มนี้แล้ว (เกิดฉันทะ) หรือเกิดความพอใจในธรรมได้ตรงตามจริตนิสัยและกรรมของตน แล้วนำไปปฏิบัติ ด้วยความเพียร (วิริยะ) ชอบอย่างจริงจัง และมีจิตจดจ่ออยู่กับพระธรรมอย่างต่อเนื่อง (จิตตะ) หากมีข้อสงสัยในธรรมข้อใด ขอพระพุทธองค์ทรงพระเมตตาดลจิตให้เกิดปัญญาพิจารณาธรรมนั้น ๆ ได้ถูกและตรงตามความเป็นจริง (วิมังสา) จนเกิดมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

๒๓ ธ.ค. ๒๕๕๒

 

        บอกข่าวต่อท้ายคำนำ เล่มที่ ๑๑

          ผมได้รับข่าวจากผู้หวังดีว่า มีผู้ปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาหลายท่าน ได้นำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งผมได้รวบรวมพิมพ์แจกเป็นธรรมทานมาตามลำดับ จากเล่มที่ ๑ ปกสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เล่มที่ ๒ ปกสีเหลือง เล่มที่ ๓ ปกสีน้ำตาลอ่อน ที่ต้องบอกข่าวก็เพราะผู้รับแจกไม่ทราบ ซึ่งเป็นความบกพร่องของผมเองแต่ผู้เดียว และเริ่มบอกไว้ชัดเจนในเล่มที่ ๔ ปกสีแดง จนมาถึงเล่มปัจจุบันคือ เล่มที่ ๑๑ ท่านผู้ปรารถนาดีเหล่านั้น ท่านได้นำพระธรรมของพระพุทธองค์ไปลงอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมไม่เคยเห็นเลย (เพราะเป็นคนโบราณ เล่นอินเตอร์เน็ตกับเขาไม่เป็น) เป็นแต่มีคนมาบอกเล่าให้ฟังเท่านั้น ก็ยินดีด้วยในความดีของท่านเหล่านั้น

          เมื่อปลายปีเก่าคือ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มีท่านผู้หวังดีเตือนให้ผมระวังในธรรมจุดนี้ว่า จงอย่ามองทุกสิ่งในโลกว่าดีหมด ให้มองในแง่ไม่ดีไว้ด้วย เพราะธรรมในโลกนี้มีเป็นคู่เสมอ บุญคู่กับบาป ดีคู่กับเลว สุขคู่กับทุกข์ โปรดอ่านรายละเอียดที่สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสสอนไว้อย่างละเอียด ในธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๓ เรื่องคิริมานนทสูตร หรือในฉบับพกพาขนาดเล็กผู้มีจิตศรัทธาท่านพิมพ์เฉพาะคิริมานนทสูตรเท่านั้น แจกเป็นธรรมทานไม่เกินกว่า ๔๐,๐๐๐ (สี่หมื่น) เล่มแล้ว เพราะมีผู้ปรารถนาดีได้อ่านแล้วโทรศัพท์มาขออนุญาตผมพิมพ์ครั้งละ ๑๐,๐๐๐ เล่ม เพื่อแจกเด็กนักเรียน ผมก็อนุญาตและบอกว่าต่อไปไม่ต้องขออนุญาตอีก ผมไม่อนุญาตเฉพาะบุคคลที่พิมพ์แล้วนำไปจำหน่ายเท่านั้น หนังสือธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกเล่ม จากอดีตมาถึงปัจจุบัน ยันไปถึงอนาคตที่จะพิมพ์ออกมาจนกว่าผมจะตาย ไม่มีการจำหน่าย ไม่มีการเรี่ยไร ไม่มีการบอกบุญ ผู้ใดอ่านแล้วจิตท่านเกิดศรัทธา ท่านก็บริจาคเองมากน้อยก็ตามศรัทธาของท่าน โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักตัดสินสั้น ๆ ว่า ทำบุญแล้วอย่าให้ตนเองเดือดร้อนเป็นหลักสำคัญ

          ดังนั้น หากท่านพบว่าอินเตอร์เน็ตใด ที่นำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ผมเป็นผู้รวบรวม พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน (ไม่มีการจำหน่ายหรือบอกเรี่ยไร) ไปลงในอินเตอร์เน็ตแล้วมีข้อความใดๆ ที่บอกบุญเรี่ยไรเข้าอินเตอร์เน็ตนั้นๆ จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมแล้ว ก็จงอย่าได้เชื่อถือเป็นอันขาด เขาผู้นั้นมีความประสงค์ร้าย (เป็น มิจฉาทิฎฐิ) ต่อผมโดยตรง หากพบก็ช่วยกรุณาแจ้งให้ผมทราบด้วย และช่วยกรุณาตักเตือนให้เขาเอาข้อความนั้นออกด้วย หากเตือนแล้วยังไม่ทำ ก็ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องบังคับตามวิธีทางโลกต่อไป

          ที่บอกข่าวมานี้เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ จัดอยู่ในความไม่ประมาทในธรรม ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ขอให้พุทธบริษัททุกท่านช่วยกรุณาป้องกันพวกมารพระพุทธศาสนาด้วย เมื่อพบมารแล้วกรุณาดูอารมณ์จิตของท่านด้วยว่า ท่านจุดไฟเผาใจตนเองหรือเปล่า เดี๋ยวจะขาดทุน พระธรรมจุดนี้ผมว่าปฏิบัติกันจริง ๆ แล้วทำง่ายนิดเดียว แต่ว่ายากมาก ๆ เพราะอารมณ์จิตของคนเราส่วนใหญ่มักเผลอ ชอบเป็นมารเสียเอง แทนที่จะเชื่อพระองค์ที่ตรัสไว้ความว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ทรงให้เราชนะความชั่ว (มาร) ของเรา มิใช่ไปชนะความชั่ว (มาร) ของผู้อื่น อารมณ์นี้เป็นอารมณ์หลง ผมขออนุญาตอธิบายสั้นๆ แค่นี้

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่