คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” (เล่ม ๑๐)

(พิมพ์ครั้งที่ ๒)




          ปกิณกะธรรม หรือ ธรรมปกิณกะ แปลว่า ธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งทุก ๆ ท่านที่ปฏิบัติธรรมก็สามารถแสดงธรรมปกิณกะของตน ออกมาได้ทุกท่าน แต่หนังสือเล่มนี้ ผมเน้นรวบรวมเอาเฉพาะธรรมปกิณกะ ของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสสอนผม และเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรม ของผมไว้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มาพิมพ์แจกให้กับผู้ศรัทธาได้ศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อไป โดยจิตของท่านชอบ หรือพอใจตอนใด ก็ให้เอาตอนนี้ไปปฏิบัติให้เกิดผล ก็จะสามารถนำจิตของท่านให้พ้นทุกข์ได้ ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ได้หมดทุก ๆ ตอน หรือทุก ๆ ข้อ

          เนื่องจากพระพุทธองค์ มีพระพุทธญาณ หรือสัพพัญญูญาณแต่พระองค์เดียวในโลกมนุษย์นี้ รวมทั้งยมโลก (อบายภูมิ ๔) เทวโลก และพรหมโลกด้วย สิ่งใดไม่จริงพระองค์จะไม่ตรัส ตรัสอย่างใดก็สามารถทำได้ตามที่ตรัส คำตรัส หรือ คำสั่งสอนของพระองค์จึงเป็นอริยสัจทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงผู้รวบรวมเอาแต่ปกิณกะธรรมบางส่วนที่พระองค์ทรงตรัสไว้มารวบรวมพิมพ์เป็นเล่ม เพราะยังมีเล่มที่ ๑๑ และ ๑๒ ต่อ ๆ ไป หมายความว่าเป็นธรรมปกิณกะและพระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ และ ๒๕๔๒ นั่นเอง

          ปกิณกะธรรมของพระพุทธองค์ ล้วนเป็นอุบายในการพิจารณาเพื่อละ ปล่อยวางขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา ด้วยอุบายต่าง ๆ มากมายหลายวิธี เพราะทรงทราบด้วยพุทธญาณของพระองค์ว่า บุคคลในโลกนี้ล้วนมีจริต - นิสัยและกรรม ที่กระทำกันมาในอดีตแตกต่างกันมาก พระองค์จึงต้องสอนให้ถูกตรงตามจริต - นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคล เมื่อบุคคลเหล่านั้น ปฏิบัติตามก็เกิดมรรคผลตามลำดับจนถึงพระนิพพานได้

          สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสว่า ในปัจจุบันนี้บุคคลเหล่านั้นไม่มีแล้ว (ทรงหมายถึงบุคคลที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว ก็มีดวงตาเห็นธรรม ในขณะนั้น ในวันนั้น หรือต่อหน้าพระองค์) มีแต่เฉพาะในสมัยที่ตถาคตยังทรงพระชนม์ชีพอยู่เท่านั้น หรือหมายความบุคคลกลุ่มนั้น มีบารมีเต็ม หรือกำลังใจเต็มแล้ว (อุคติตัญญู) ส่วนบุคคลในสมัยปัจจุบันนี้ (ทรงหมายถึงกลุ่มพวกเราที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีที่ตั้งใจปฏิบัติกันอย่างจริงจัง) ยังมีบารมีไม่เต็ม หรือ ใกล้เต็มแล้ว (วิปจิตตัญญู) จึงต้องอาศัยธรรมปกิณกะช่วย ซึ่งทรงเมตตาตรัสสอนไว้มากมายหลายวิธี ทุกวิธีหากนำมาปฏิบัติจริงจัง ย่อมมีผลทำให้จิตพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น ขอยกตัวอย่างเช่น

               ก) จงอย่าคิดว่าตนเองดี ถ้ายังตัดสังโยชน์ยังไม่หมด ดีเมื่อไหร่ก็ตายวันนั้น ยกเว้นพระอรหันต์ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้

               ข) หากเรายังมีชีวิตอยู่ อย่าหลงคิดว่าตนเองดี เพราะหากดีวันไหนก็ต้องตายวันนั้น (ทรงใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นหลักในการตัดสินว่าคำว่า ดีหรือยังไม่ดี)

          ปกิณกะธรรมที่พระองค์ทรงตรัสสอนจึงเหมาะกับจริต - นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำกันมาไม่เสมอกัน เรื่องนี้จึงละเอียดมาก เป็นอุบายตัดกรรมให้กับบุคคลเฉพาะกลุ่มก็มี เฉพาะบุคคลก็มี สุดแต่พระองค์จะโปรดเมตตาใคร ผมก็ขออธิบายไว้เพียงแค่นั้น

          ผมก็ขอสรุปว่า หนังสือธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทั้ง ๙ เล่มนั้น คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นส่วนใหญ่ ของหลวงปู่ หลวงพ่อทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นพระสาวกของพระองค์ ได้เมตตามาสอนเพื่อนผมและผมโดยตรง ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติธรรมเบื้องตัน (ขณะที่หลวงพ่อฤๅษียังมีชีวิตอยู่) ธรรมท่ามกลาง และธรรมเบื้องสูงมาตามลำดับ มีรายละเอียดอยู่ในนั้นทั้งสิ้น เล่มต่อ ๆ ไปจึงเป็นปกิณกะธรรมเกือบทั้งสิ้น

          ในที่สุดนี้ ผมขออาราธนาบารมีคุณของพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขอจงดลจิตท่านผู้อ่านธรรมปกิณกะที่ตรงตรัสไว้บางส่วน ในเล่มนี้แล้วเข้าใจ นำไปปฏิบัติต่อ จงเกิดมรรคผลนิพพานด้วยกันทุกท่านเทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่