คำนำในการจัดพิมพ์

“ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น” เล่ม ๑




          เรื่องเดิม : หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะ คุณ ดารณี ทิมเรืองเวช ได้ไปฟังสนทนาธรรมที่บ้านสอยสายลมทุกเดือน และได้รับแจกสำเนา ธรรมทานไปทุกครั้ง เมื่อนำไปอ่านแล้วเกิดศรัทธาในเนื้อหาของพระธรรมของพระพุทธองค์, หลวงพ่อฤๅษี, หลวงปู่บุดดา และหลวงปู่หลุยมาก เพราะพระธรรมมีค่าสูงสุดในโลก จึงมีความประสงค์จะรวบรวมพระธรรมเหล่านี้เป็นเล่ม เพื่อสะดวกแก่การจดจำ และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

          ข้อเท็จจริง : การพิมพ์ในครั้งแรกนี้ มีผู้ต้องการรับแจกมากจนหนังสือไม่พอแจก ในขณะเดียวกันผู้ได้รับแจกนำไปอ่านแล้วพอใจมาก จึงบริจาคเงินเป็นธรรมทานมาตามลำดับ รวบรวมแล้วพอที่จะพิมพ์แจกได้อีก ผมจึงได้ดำเนินการจัดพิมพ์

          ข้อพิจารณา :

          ๑. ผมได้ทบทวนดูแล้วเห็นว่า ธรรมะของหลวงพ่อในเล่มแรกนี้ ค่อนข้างหนักสำหรับผู้อ่านที่ยังมีพื้นฐานของพระธรรมอยู่ในขั้นต้น เพราะพระพุทธองค์, หลวงพ่อและหลวงปู่ทั้งหลาย ท่านมุ่งเน้นสอนผมกับคุณสุรีพรฯ (จ๋า) โดยตรง ความจริงพระพุทธองค์, หลวงพ่อฤๅษี และหลวงปู่ทั้งหลาย ท่านสอนพวกเราสองคนมา ๖ ปีแล้ว หลังจากที่ผมลาออกจากราชการก่อนกำหนดเวลา ๓ ปีครึ่ง และมาอยู่วัดมากกว่าอยู่ที่กทม. ดังนั้น พื้นฐานทางธรรมของเราสองคนจึงสูงขึ้นตามลำดับ และจุดประสงค์ของพระองค์และหลวงพ่อท่าน ต้องการเร่งรัดให้พวกเราสองคนนี้จบกิจในพระพุทธศาสนาภายใน ๑๐๐ วันนี้ อย่างต่ำก็ไม่ได้เกิดมามีขันธ์ ๕ หรือร่างกายอีกในมนุษยโลก คือ ได้พระอนาคามีผล แต่พวกเราสองคนก็ปฏิบัติไม่ได้ตามนั้น และมีอุปสรรคมากมายเกิดขึ้นระหว่างนั้น ล้วนเป็นธรรมที่เป็นอกุศลทั้งสิ้น ซึ่งพวกเราสองคนบันทึกไว้ทั้งสิ้น แต่พระห้ามเล่า เป็นคำสั่ง เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นสาระ และเป็นอดีตธรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นกฎของกรรมที่พวกเราสองคนทำเอาไว้เองทั้งสิ้น ถึงอย่างไรก็ตามเราสองคนก็พยายามอย่างสุดกำลัง เร่งเครื่องจนเครื่องพังไปทั้งสองคนความจริงโดยย่อ ๆ ก็มีแค่นี้

          ๒. เมื่อได้รวบรวมธรรมะของหลวงพ่อในอดีต ที่ผมได้ติดตามท่านไปในที่ต่าง ๆ ชนิดเห็นกับตา ได้ยินกับหูของตนเอง ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๒๐ มารวมเป็นเล่มแจก ผมสังเกตว่าผู้อ่านพอใจมาก เพราะอ่านง่าย ไม่หนักเหมือนเล่มแรก  ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะเป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติของผม ในระยะแรกที่เพิ่งเข้ามาพบกับหลวงพ่อท่าน พื้นฐานของธรรมจึงยังต่ำอยู่ เมื่อเทียบกับพื้นฐานของธรรมในปีพ.ศ.๒๕๓๕ มาก

          ๓. เมื่อได้อ่านธรรมะเล่มที่ ๒ แล้ว ให้ย้อนกลับมาอ่านธรรมะเล่มที่ ๑ ใหม่ ท่านก็จะเข้าใจธรรมะในเล่มแรกได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

          ๔. ผมได้ปรับปรุงสารบัญเสียใหม่ ให้ผู้ที่ขี้เกียจอ่านหนังสือทั้งหลายเกิดอารมณ์อยากอ่าน เพราะอยากรู้เรื่องตามหัวข้อในสารบัญมันโดนใจ จะอ่านทีละหน้าหรือทีละตอนตามอุปาทานของตน ว่าฉันพอใจจุดนี้ก็อ่านจุดนี้ก่อน ผมหวังว่าผมคงจะคิดถูก เพราะพระธรรมไม่ใช่หนังสืออ่านเล่น ยิ่งอ่านซ้ำมากเท่าใด ยิ่งเกิดปัญญารู้-เห็น และเข้าใจธรรมะได้ละเอียดขึ้นมากเท่านั้น เช่น สัทธรรม ๕ (เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย-ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง ล้วนเป็นทุกข์) ยิ่งอ่านและคิดพิจารณาตาม ยิ่งเกิดปัญญา จนอวิชชาหมด เพราะได้เห็นอริยสัจตามความเป็นจริงพระสาวกของพระองค์จบกิจเพราะจุดนี้ด้วยกันทุกองค์ เพราะเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงจึงจะพ้นทุกข์ได้ หากใครไม่เข้าใจธรรมจุดนี้ ก็ต้องเกิดตาย ๆ ๆ  ต่อไปตามอัธยาศัย

          ๕. หากท่านค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ พิจารณาตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ในเล่มนี้แล้ว ก็จะเข้าใจได้ดีว่า หลักสูตรของพระธรรมในตอนนี้ เป็นหลักสูตรของพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือ พระอนาคามีผลกับพระอรหัตตผล (หากสามารถปฏิบัติได้และทรงตัว)

          ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะ : ขอเขียนสั้น ๆ เป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการจำให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

          ๑. พระพุทธองค์ทรงมีพระสัพพัญญูญาณ หรือพระพุทธญาณ แต่พระองค์เดียวในโลก นี่เป็นเหตุผลที่ว่า เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาตรัสรู้ในโลกมนุษย์ จะต้องมีเพียงแค่ครั้งละหนึ่งพระองค์เท่านั้น มากกว่านี้ไม่ได้

          ๒. เมื่อมีพระพุทธญาณ ย่อมรู้จริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลได้หมดทุกคนว่า แต่ละบุคคลสร้างกรรม (กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม) มาไม่เหมือนกัน และพระองค์แต่ผู้เดียวที่สามารถระลึกชาติได้ไม่มีจำกัด บุคคลอื่น ๆ มีจำกัดตามบารมีธรรมของแต่ละคน

          ๓. สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์แรกหรือองค์ปฐม มีกรรมผูกพันกับหลวงพ่อฤๅษีและลูกศิษย์ของท่าน มิฉะนั้นพระองค์จะไม่เมตตามาสอนให้ด้วยพระองค์เอง (ผมได้เขียนไว้แล้วอยู่ในเล่มนี้) สรุปว่าพวกเราทุกคนล้วนเคยเป็นลูกเป็นหลานท่าน มาในอดีตทั้งสิ้น แต่พวกเราไม่เอาดี จึงออกนอกคอกไปอยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ เสียเป็นส่วนใหญ่เป็นเวลานานแสนนาน นับเป็นอสงไขยกัปนับไม่ได้ ส่วนเวลาที่ได้เกิดเป็นมนุษย์, เทวดาและพรหม มีอยู่น้อยนิด ถ้าจะเทียบกับเวลาที่ไปอยู่ในนรกภูมิ

          ๔. บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่ควรจะเข้าคอกกันเสียที เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิมาช้านาน ให้กลับมาเริ่มต้นให้ถูกกันเสียใหม่ คือ เริ่มต้นเป็นสัมมาทิฏฐิ ให้อยู่ในขอบเขตของ ศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว คือ ทั้งกายและใจ เริ่มด้วยศรัทธาเป็นตัวต้น ตามด้วยวิริยะ-สติ-สมาธิ-ปัญญา ตามลำดับ และใช้บารมี ๑๐ เป็นตัวช่วยในการปฏิบัติตลอดเวลา ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิตอยู่เสมอ (สังโยชน์ ๑๐ เบื้องต้น ก็คือ มีอธิศีล เบื้องกลาง คือ มีอธิจิต และเบื้องปลาย คือ มีอธิปัญญาตามลำดับ) ขอเขียนสั้น ๆ ไว้แค่นี้

          ๕. หลวงพ่อฤๅษีท่านทั้งเคี่ยวทั้งเข็นลูกศิษย์ของท่านให้พ้นนรก หรือปิดนรกให้ได้ เป็นอันดับแรก ด้วยอธิศีล แล้วแนะนำหนทาง และชี้วิธีปฏิบัติให้ คือ แนะนำมรรคและปฏิปทาของมรรคให้กับพวกเรา ส่วนการปฏิบัติให้เกิดผล พวกเราจะต้องนำเอาไปเพียรทำกันเอาเอง เพราะทำแทนกันไม่ได้ กรรมใครกรรมมันทุกคน ชี้ทั้งทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ ให้เกิดอธิจิตและอธิปัญญาไว้พร้อม แต่พวกพวกส่วนใหญ่ไม่รักดี เอาแต่นอน, เอาแต่กิน หรือติดในรสของอาหาร, เอาแต่เที่ยวมีอารมณ์เกาะโลก หรือเกาะทุกข์ จึงพ้นทุกข์กันไม่ได้เสียที

          ๖. เมื่อถึงเวลาอันสมควร หลวงพ่อท่านก็ทิ้งขันธ์ ๕ ไปอยู่แดนพระนิพพาน อย่างถาวร คือ ท่านทิ้งนิพพานดิบ (จิตจบกิจแล้ว แต่ขันธ์ ๕ ยังไม่พัง) ไปสู่นิพพานสุก (จิตจบกิจแล้ว และขันธ์ ๕ ก็พังแล้ว ไม่มีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูร่างกายอีกต่อไป)

          วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๕ ท่านจึงได้พูดว่า “อาตมาขออนุโมทนาบุญของคุณหมอด้วย” หมายความว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หน้าที่ของอาตมาขอยกให้คุณหมอไปทำแทนท่าน จนกว่าคุณหมอจะเป็นโรคขี้เกียจหายใจ (ตาย) ผมก็รับหน้าที่ปิดนรกให้พวกเราต่อจากท่านมาก็ ๑๔ ปีแล้ว ไม่ทราบว่าจะอยู่ได้สักกี่วัน เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่มีใครบอกได้ “ตถาคตสอนพวกเธอถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หากจะย่อแล้วก็เหลือแค่ประโยคเดียวคือ จงอย่าประมาท” ผมตีความหมายเบื้องต้นว่า ในความตายแต่จริง ๆ แล้วต้องไม่ประมาทในทุก ๆ กรณี คือ กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม คือ เจริญสติ-สัมปชัญญะ ให้ต่อเนื่อง อย่าให้ขาดตอนหรือสมบูรณ์นั่นเอง

          ๗. ณ โอกาสปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้มอบกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธองค์และพระธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว ด้วยสัจจะวาจาของข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วนำไปปฏิบัติตามด้วยทุกท่านเทอญ

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่